เป็นเวลากว่า 4 วันแล้ว ที่ชาวบ้านโครงการแฟลตการเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ จำนวนกว่า 4,000 ครัวเรือน บนอาคารสูง 5 ชั้น 30 หลัง รวมจำนวนหน่วยพักอาศัย 5,814 หน่วย กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วม ทั้งที่อยู่อาศัยถูกน้ำท่วม ถนนสัญจรไม่ได้ และยังขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า ท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงศูนย์ประสานงานที่เป็นระบบ
ก่อนหน้านี้หลายคนไม่มีน้ำกิน ไม่มีอาหาร เนื่องจากไม่สามารถฝ่าน้ำท่วมที่สูงกว่า 1 เมตร ออกไปหาเสบียง หรือสิ่งของจำเป็นมาประทังชีวิต
ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ยืนยันว่า หากนับรวมถึงภายในโครงการที่ยังมีบ้านแนวราบอีกกว่า 1,000 หลัง รวมแล้วมีประชาชนอยู่อาศัยเกือบ 1 แสนคน ที่ในเวลานี้ต้องเผชิญกับความเดือดร้อนจากระดับน้ำท่วมที่สูงแทบไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนเรื่องอาหาร-น้ำดื่ม ยังคงมีไม่เพียงพอ เพราะผลิตได้ราว 10,000 ชุดต่อวันเท่านั้น
ลักษณะของแฟลตคลองจั่น ทั้ง 30 อาคาร จะถูกแบ่งด้วย คลองลำพังพวย กับ ถนนศรีบูรพา เป็นตัวแบ่งแฟลตทั้ง 2 ฝั่งออกจากกัน ฝั่งหนึ่ง คือ แฟลต 1-15 ซึ่งในฝั่งนี้มีคลองกลางระบายน้ำในขณะที่ แฟลต 16-30 จะอยู่ติดกับ สุขาภิบาล 1 หรือ ถนนนวมินทร์ ปัจจุบัน
คลองลำพังพวย เป็นคลองสาขารับน้ำในพื้นที่ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ช่วยระบายน้ำจากชุมชนแฟลต ไปยังคลองแสนแสบ ก่อนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หากระดับน้ำในคลองสาขาและคลองแสนแสบยังสูงการสูบน้ำออกจากชุมชน ก็เป็นไปได้ช้า
ภาพรวมในเวลานี้พบว่าระดับน้ำมีความสูงใกล้เคียงกันทั้งหมด ไฟฟ้าสามารถใช้ได้ในบางอาคาร ส่วนการช่วยเหลือเวลานี้มีรายงานว่า มีครัวพระราชทาน ปภ. พม. การเคหะ มูลนิธิเพื่อนพึ่งพา สนับสนุนอาหารปรุงสุก และสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด เวลานี้คือ น้ำสะอาด ยังรอการประสานน้ำประปา จาก กทม.อยู่

แฟลตคลองจั่น วันที่ 4 – สถานการณ์ยังน่าห่วง
วันนี้ (28 ก.ย.69) ทีมงาน The Active ลงพื้นที่สำรวจแฟลตคลองจั่นที่เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมเข้าเย็นวันที่ 3 พบน้ำเริ่มเน่าเสีย ครอบคลุมทุกอาณาบริเวณในทุกตึกของแฟลตคลองจั่นทั้ง 30 อาคาร ระดับน้ำต่ำกว่าเมื่อวานเพียงเล็กน้อย พื้นที่โดยรวมหลายจุดในพื้นที่ยังต้องใช้เรือในการสัญจร เพื่อลำเลียงคน อาหาร นำ้ดื่ม และของใช้จำเป็น

สำหรับความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่เวลานี้พบว่าเรื่องอาหารและนำ้ดื่มยังน่ากังวล แม้ชาวบ้านและกลุ่มวัยรุ่นที่มีกำลังร่วมมือกันช่วยเหลือ และกระจายของแล้ว อีกสิ่งสิ่งที่ยังต้องการคือการออกนอกพื้นที่ไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้จะมีเรืออาสาสมัครคอยให้บริการรับส่งอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีตลอดเวลา ชาวบ้านอาศัยโบกตามจังหวะและจุดที่พบเจอ
สถานการณ์ล่าสุดยังอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วง โดยข้อมูลระดับน้ำในพื้นที่พบว่า
- ถนนเสรีไทย บริเวณแยกนิด้า น้ำยังท่วมสูงประมาณ 30 ซม. (28 ก.ย. 69 เวลา 9:30 น.)
- ซอยเสรีไทย 5 ถึงซอยนวมินทร์ 6 น้ำยังท่วมสูง 1 – 1.5 เมตร (28 ก.ย. 69 เวลา 9:30 น.)
- ปากซอยเสรีไทย 5 อยู่ต่ำกว่าถนนเสรีไทย ประมาณ 1.5 – 2 เมตร
สำหรับความช่วยเหลือที่ชาวบ้านได้รับ พบมีเครือข่ายจิตอาสาและมูลนิธิเพื่อนพึ่งภาฯ เข้าช่วยเหลือเป็นระยะ
ในส่วนของโรงครัวกลางเริ่มมีให้เห็นกระจายอยู่ทั่วไป ชาวบ้านบางส่วนเริ่มรวมตัวกันตั้งโรงครัวหน้าห้องตัวเองโดยไม่รอการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก และยังไม่มีระบบการประสานงานที่ดีนักเนื่องจากในเวลานี้ยังไร้ศูนย์ประสานงานเพื่อจัดการความช่วยเหลือ
ดังนั้น สถานการณ์ในเวลานี้จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามสำคัญว่า ศูนย์บริหารจัดการอย่างเป็นระบบจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และใครจะเป็นเจ้าภาพ

50 ปี แฟลตคลองจั่น ดินแดนแอ่งกระทะ ท่ามกลางเมืองพัฒนา
ย้อนกลับไปราวปี 2518-2519 ย่านบางกะปิยังเพียงชานเมืองที่เต็มไปด้วยทุ่งโล่ง และราคาที่ดินไม่แพงนัก โครงการเคหะชุมชนคลองจั่นจึงถูกเนรมิตขึ้นในรูปแบบของแฟลตคอนกรีตสูง 5 ชั้น ห้องพักอาศับจำนวน 5,814 ยูนิต กับตึก 30 ตึก กลายเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยที่ดึงผู้คนเข้ามารวมกันในจุดเดียวเพื่อให้ภาครัฐวางระบบสาธารณูปโภคและพื้นที่ส่วนกลางได้อย่างทั่วถึง
แต่ตลอดเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เมืองโดยรอบเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทุ่งโล่งเดิมถูกทดแทนด้วยตึกแถว ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม และถนนหนทาง ผืนดินคอนกรีตกลืนพื้นที่ซับน้ำธรรมชาติไปเกือบทั้งหมด น้ำฝนจึงไม่สามารถซึมลงดินได้เหมือนก่อน ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาถนนสายหลักรอบทิศทำให้พื้นที่โดยรอบถูกถมสูงขึ้นเรื่อยๆ
เคหะคลองจั่น ที่อยู่อาศัยในเมืองยุคเก่าจึงกลายสภาพเป็น แอ่งกระทะ โดยปริยาย เมื่อใดที่ฝนตกหนักและน้ำในคลองหนุนสูง ชุมชนแห่งนี้จึงกลายเป็นจุดแรก ๆ ที่เจอน้ำท่วมขังเพราะบริเวณโดยรอบไม่สามารถซับน้ำ และระบายออกได้อย่างรวดเร็วอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ของ ธเนศร์ นะธิศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบน้ำใต้ดิน ได้วิเคราะห์ว่า สำหรับสถานการณ์แฟลตคลองจั่นในเวลานี้ แผนระยะสั้นที่ทำได้เร็วที่สุดคงเป็นการระบายน้ำ แต่ทั้งนี้แม้แต่การระบายน้ำโดยเครื่องสูบขนาดใหญ่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งน้ำก็ลดในปริมาณไม่มาก เหตุจากคลองรับน้ำในขณะนี้ก็มีปริมาณที่เยอะอยู่แล้วเช่นกัน
“ถ้าหากว่าคลองลำพังพวยมีระดับน้ำที่สูงอยู่แล้ว การสูบน้ำที่แฟลตคลองจั่นลงไปก็จะทำได้ล่าช้า หากว่าฝืนสูบอีกก็ทำให้น้ำล้นตลิ่งได้ กระทบชุมชนริมคลองลำพังพวยได้อีก” ธเนศร์ นะธิศรี
ด้าน สยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. (องค์การมหาชน) เปิดเผยกับ The Active ว่าวิกฤตฉับพลันในครั้งนี้สะท้อนภาวะเปราะบางของชุมชนแนวตั้ง ไม่เพียงเฉพาะที่แฟลตคลองจั่น แต่คือแฟลตรุ่นเก่าอีกหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ที่มีอายุการใช้งานยาวนานหลายสิบปี
“โครงสร้างของอาคารวิศวกรรมแบบเก่ามีความไม่ปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากในเวลานั้นกฎหมายยังไม่เข้มแข็ง หลายแห่งไม่ได้มีระบบสาธารณูปโภคครบครัน ไม่ได้มีพื้นที่ส่วนกลาง หรือไม่มีระบบที่รองรับภาวะวิกฤตฉุกเฉินที่มีมาตรฐาน”

ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. (องค์การมหาชน)
นอกจากเรื่องโครงสร้างทางกายภาพของอาคารเก่าแล้ว สิ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญยามวิกฤตคือเรื่องสายสัมพันธ์ของคนในชุมชน
“ผู้อยู่อาศัยในแฟลตลักษณะนี้ส่วนมากเป็นผู้เช่าช่วง บางห้องเปลี่ยนมือผู้เช่าอยู่มาแล้วกว่า 10 ครอบครัว ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่มีสายสัมพันธ์ทั้งกับเพื่อนบ้านและหน่วยงานในท้องถิ่น รวมถึงชุมชนโดยรอบ ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตฉุกเฉิน การประกาศขอความช่วยเหลือจึงเป็นไปได้ยาก”
สยาม อธิบายว่า สำหรับการอยู่อาศัยในชุมชนแล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมและผูกพันธ์กับพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ การไร้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่รู้สึกถึงความเป็นประชากรหรือลูกบ้านโดยตรง รวมถึงการขาดนิติบุคคลของที่อยู่อาศัยระบบเก่าทำให้เมื่อเกิดภาวะวิกฤตก็ขาดศูนย์ประสานงาน จึงทำให้จัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างยากลำบาก
“หลักการสร้างที่อยู่อาศัยไม่ใช่การสร้างอาคารบ้านเรือนเท่านั้น แต่คือการสร้างชุมชน ในอดีตหมู่บ้านหนึ่งอาจใช้เวลาเกือบร้อยปีในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง แต่ทุกวันนี้ คนหาเช้ากินค่ำในเมืองแทบไม่เคยมีเวลา ห้องชุดหรือบ้านจึงทำหน้าที่เป็นเพียงที่นอนเท่านั้น”
ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน อธิบายต่อไปอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของชุมชนในลักษณะนี้คือการออกแบบบ้านก่อนให้เสร็จสรรพตามโจทย์ของรัฐ แล้วค่อยยกคนหรือย้ายผู้เช่าเข้ามาอยู่ (Supply-led) ไม่ใช่การมองเห็นผู้อยู่ก่อนแล้วค่อยออกแบบบ้านที่คิดถึงความต้องการและชีวิตจริงของผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก (Demand-led) นี่จึงเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่คนรู้สึกไม่เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนและสถานที่
ดังนั้น รากฐานสำคัญในการทำให้ชุมชนแต่ละแห่งผ่านพ้นในยามวิกฤตไปได้ คือ การฟื้นคืนความสัมพันธ์ของชุมชน ทั้งระหว่างคนในชุมชนกันเอง ระหว่างหน่วยงานในท้องถิ่น และระหว่างชุมชนใกล้เคียง ผ่านการออกแบบที่ทำให้คนในชุมชนมองเห็นปัญหาร่วมกัน แล้วร่วมมือกันออกแบบแนวทางแก้ไข
ท้ายที่สุดแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ คือ การเป็นพื้นที่ทับซ้อนของการดูแลพื้นที่ของแฟลต ที่ได้รับการดูแลจากหลายภาคส่วน เช่น การเคหะฯ ดูแลเรื่องอาคาร กทม.ดูแลเรื่องถนน การกำจัดขยะ และพอช./พม. ดูแดด้านผู้คน ชุมชน และมิติสังคม ทั้งหมดส่งผลต่อการจัดการยามเกิดวิกฤตฉุกเฉิน เนื่องจาก ไม่มีเจ้าภาพและการรวมศูนย์ข้อมูลและประสานงานความช่วยเหลือให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตามในเวลานี้ มีความเคลื่อนไหวอย่างการจัดตั้งวอร์รูมบูรณาการสู้ภัยน้ำท่วม แล้ว โดยกระทรวงมหาดไทย ร่วมมือกับ กทม. ตำรวจนครบาล และอาสาสมัคร ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังและรับมือวิกฤตน้ำท่วมบริเวณแฟลตคลองจั่น เพื่อประสานงานความช่วยเหลืออย่างมีเอกภาพ มีการส่งรถครัวสนามเคลื่อนที่จาก ปภ. ผลิตข้าวกล่องเติมพื้นที่วันละ 10,000 ชุด พร้อมส่งรถทหารและไปรษณีย์ไทยกว่า 20 คัน ช่วยอพยพคนและรับส่งประชาชน และเร่งรัดแก้ปัญหาน้ำ-ไฟในพื้นที่ สำรวจเด็กและกลุ่มเปราะบางเพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุด โดยให้สำนักงานเขตบางกะปิเป็นศูนย์กลางรับเรื่องฉุกเฉิน


