เมื่อสถานการณ์ น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย หลายจุดน้ำแห้งกลับมาเป็นปกติ พื้นที่อย่างเคหะคลองจั่น บางกะปิ น้ำเริ่มลดลงเหลือ 30 เซนติเมตร ด้านถนนเสรีไทยระดับน้ำลดลงเหลือ 30 – 40 เซนติเมตร ขณะที่ฝั่งเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง ยังหนัก รอการระบาย แม้ปริมาณน้ำจะลดลงอีก 20 เซนติเมตรแล้วก็ตาม แต่ฝนที่กระหน่ำกรุงในช่วงเย็นวันนี้ (1 ต.ค. 69) ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่าจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง หรือทำให้จุดที่แห้งแล้วกลับมาท่วมอีกหรือไม่ รวมถึงยังมีรายงานว่าพบลูกเห็บตกในย่านลาดพร้าว รัชดา จตุจักร
เหตุอุทกภัยในเดือนกันยายน เริ่มส่งผลกระทบตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเป็นต้นมา ในช่วงเวลาที่กรุงเทพฯ ต้องประสบกับน้ำท่วม ประชาชน 700,000 คน 329,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ และมีผู้เสียชีวิต 4 คน อีกหลายจังหวัดก็เผชิญภัยน้ำท่วม หลายพื้นที่ยังคงน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน
The Active ชวนดูข้อมูลในรอบ 2 สัปดาห์ ที่เหตุอุทกภัยกระทบชีวิตผู้คนเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 44 จังหวัด ที่แม้ภาพรวมจะลดลงเหลือ 31 จังหวัดในเวลานี้ แต่จากหลายปัจจัย ทำให้หลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

เตือนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเตรียมรับน้ำเพิ่ม
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่าตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. ถึง 1 ต.ค. 69 ทั่วประเทศไทยมีจังหวัดประสบอุทกภัยแล้ว 44 จังหวัด เป็นพื้นที่ 262 อำเภอ 1,493 ตำบล 9,802 หมู่บ้าน กระทบ 1,195,467 ครัวเรือน 3,398,909 คน และเสียชีวิต 24 คน
โดย 31 จังหวัด ยังคงมีน้ำท่วมในพื้นที่อยู่ขณะนี้ ทำให้ 1,177,404 ครัวเรือน 3,352,395 คน ยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ โดยเฉพาะภาคกลางที่มีจังหวัดน้ำท่วมมากที่สุด 14 จังหวัด กระทบ 589,299 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 คน สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นและระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 69 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศฉบับที่ 8/2569 เตือนประชาชนถึงปริมาณน้ำที่จะมาเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากการเพิ่มการระบายน้ำเพื่อรับน้ำฝนสะสมและฝนระลอกใหม่ ทำให้ 6 จังหวัดต้องเตรียมรับน้ำที่จะสูงขึ้นจากเดิม 20 – 60 เซนติเมตร ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี
พื้นที่น้ำท่วมภาคกลาง
- จ.อุทัยธานี 8 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ลพบุรี 5 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ชัยนาท 7 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.สิงห์บุรี 3 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.สุพรรณบุรี 9 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.กาญจนบุรี 13 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.อ่างทอง 3 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.สระบุรี 13 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.พระนครศรีอยุธยา 13 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.สมุทรปราการ 6 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ปทุมธานี 7 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.นนทบุรี 3 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.นครปฐม 7 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ราชบุรี 7 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
กรมชลประทาน ยืนยัน ประตูน้ำเขื่อนขุนด่านไม่ขัดข้อง
ภาคตะวันออก มีจังหวัดน้ำท่วมรองลงมาจำนวน 8 จังหวัด กระทบ 240,279 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 8 คน ระดับน้ำเกือบทุกจังหวัดเพิ่มขึ้น หลายอำเภอยังหนัก ยกเว้น จ.ระยอง ที่ระดับน้ำเริ่มทรงตัว สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร สวนผลไม้ ซึ่งที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี มีคำเตือนระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอีก 50 เซนติเมตร และที่ อ.เมืองปราจีนบุรี จะเพิ่มสูงสุด 80 เซนติเมตร
หลังจากที่มีกระแสข่าวในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ซึ่งเป็นเขื่อนสำคัญของภาคตะวันออก ที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าประตูระบายน้ำปิดไม่ลงหรือไม่ จนเกิดความวิตกกังวล ล่าสุดวันนี้ กรมชลประทานยืนยันว่าประตูระบายน้ำใช้งานได้ปกติ ไม่มีปัญหาขัดข้อง และชี้แจงเพิ่มเติมว่าหลังจากที่ระบายน้ำจนระดับคงที่ ก็ได้ปิดการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) แล้วเปลี่ยนไประบายน้ำผ่านโรงไฟฟ้าแทนในช่วงเช้าวันที่ 30 ก.ย.
แต่เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนถึง 96% ของความจุ จึงได้เปิดประตูเพิ่มการระบายน้ำผ่าน Spillway อีกครั้งในวันนี้ โดยยกบานประตูระบายน้ำสูงขึ้น 25 เซนติเมตร เพื่อระบายน้ำได้ราว 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4 – 6 ต.ค. นี้ และย้ำว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่ประตูเสียหรือปิดไม่ลง แต่เป็นการเปิดปิดบานประตูตามสถานการณ์น้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำและเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น
พื้นที่น้ำท่วมภาคตะวันออก
- จ.นครนายก 4 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ปราจีนบุรี 7 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.สระแก้ว 9 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ชลบุรี 10 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
- จ.ระยอง 2 อำเภอ ระดับน้ำทรงตัว
- จ.จันทบุรี 6 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.ตราด 3 อำเภอ ระดับน้ำทรงตัว
ครม. อนุมัติ 129 ล้านฟื้นฟูน้ำท่วมภาคเหนือ
สำหรับปีนี้จังหวัดภาคเหนือประสบภัยน้ำท่วมไปก่อนในช่วงเดือนสิงหาคม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทำลายพื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ จ.น่าน ซึ่งพบระดับน้ำในแม่น้ำน่านแตะถึง 8.50 เมตร
ล่าสุด 1 ต.ค. 69 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณ 126 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วมภาคเหนือ 17 จังหวัด และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำต่อไป แบ่งเป็น 30 ล้านบาท ฟื้นฟูเฉพาะ จ.น่าน และอีก 96 ล้านบาท ดำเนินการใน 17 จังหวัด (รวมน่าน) เพื่อใช้ในการซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ พนังกั้นน้ำ พื้นที่รับน้ำ รวมถึงสถานีวัดน้ำและเครื่องสูบน้ำที่เสียหาย พร้อมขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีกขวาง และทำแก้มลิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ
ขณะที่ปัจจุบันภาคเหนือยังมี 4 จังหวัด ที่มีน้ำท่วมในพื้นที่อยู่ มีครัวเรือนได้ผลกระทบ 15,753 ครัวเรือน แต่สถานการณ์คลี่คลาย ยกเว้น จ.นครสวรรค์ ที่ระดับน้ำเพิ่มต่อเนื่อง มีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C2 ในแม่น้ำเจ้าพระยา 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และวันนี้พบว่าบางจุดมีระดับน้ำมากกว่า 50 เซนติเมตร
พื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ
- จ.พิษณุโลก 1 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.เพชรบูรณ์ 6 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.กำแพงเพชร 8 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.นครสวรรค์ 11 อำเภอ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
อีสาน – ใต้ เริ่มคลี่คลาย แต่เฝ้าระวังฝนระลอกใหม่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีน้ำท่วมใน 3 จังหวัด กระทบ 3,073 ครัวเรือน ภาพรวมเริ่มคลี่คลายหลังมวลน้ำเข้าท่วมฉับพลัน แต่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนฝนตกหนักวันที่ 4 – 7 ต.ค. ซึ่งจะส่งผลกระทบภาคต่าง ๆ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะได้รับผลกระทบก่อนภาคอื่น
ขณะที่ภาคใต้มีเพียง 1 จังหวัด ที่น้ำท่วมอยู่แต่เกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนสะสมตามประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบภาคใต้ตอนบนวันที่ 5 – 6 ต.ค. และทั้งภาคใต้วันที่ 7 – 12 ต.ค. นี้
พื้นที่น้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด
- จ.บุรีรัมย์ 4 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.ชัยภูมิ 2 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
- จ.สุรินทร์ 2 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
พื้นที่ภาคใต้ 1 จังหวัด
- จ.ชุมพร 1 อำเภอ ระดับน้ำลดลง
แม้หลายพื้นที่ สถานการณ์น้ำท่วมจะดีขึ้น ระดับน้ำขังลดลง แต่ยังไม่อาจวางใจได้ จากการประกาศเตือนของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย้ำว่าหลายจังหวัดต้องเตรียมตัวรับปริมาณน้ำจากฝนระลอกใหม่ น้ำที่ระบายจากเหนือเขื่อน ที่จะมาเพิ่มเติมน้ำสะสมที่ยังมีอยู่ในพื้นที่ ก่อนจะนำของลงจากที่สูงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนตามแนวแม่น้ำและลำคลอง

