ยกระดับบริหารจัดการ กู้วิกฤตน้ำท่วม ‘ร่มเกล้า’ ลดความซ้ำซ้อน กระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

น้ำท่วมเคหะร่มเกล้าและพื้นที่โดยรอบ รวมอาณาเขตความเสียหายกว้างเกือบ 2 ตร.กม. กลายเป็นความท้าทายสำหรับหน่วยงานที่จะเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านเกือบ 30,000 คน ท่ามกลางเสียงสะท้อนถึงความล่าช้า ไม่เป็นระบบ และความซ้ำซ้อน ที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวบ้านให้รุนแรงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในโซนลึกเข้าไปไกลจากถนนใหญ่

เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กทม. จับ มือกระทรวงทรัพยากรฯ รื้อระบบทำงาน – แบ่งโซนให้ชัด ยกระดับการบริหารจัดการกู้วิกฤตน้ำท่วมร่มเกล้า เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เข้าถึงชาวบ้านได้อย่างเป็นระบบไม่ซ้ำซ้อน รวมไปถึงการช่วยจัดระบบกระจายของช่วยเหลือที่มีผู้นำมาร่วมบริจาคเพื่อนำไปส่งได้อย่างทั่วถึง

ธารน้ำใจหลั่งไหล แต่ระบบจัดการยังไม่พร้อม – อำนาจสับสน

แม้ในสถานการณ์น้ำท่วมจะเห็นประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ระดมความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีสิ่งของหรือคนเข้าไปช่วยเหลือ หากยังอยู่ที่การจัดระบบและการกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้คนและหน่วยงานจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก ลงพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้าฝั่งซอยศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า 33 และสะท้อนถึงปัญหาในการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยมองว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่ควรดำเนินการตามกฎหมายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน คือการประกาศเขตภัยพิบัติและกำหนดผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบในการสั่งการและจัดระบบการช่วยเหลือ

ขณะที่ปัจจุบัน เมื่อแต่ละหน่วยงานหรือประชาชนเข้ามาช่วยเหลือพร้อมกันจึงเกิดปัญหาว่าใครจะเป็นผู้สั่งการและจัดระเบียบการทำงาน

“เราได้เห็นน้ำใจคนไทยหลั่งไหลมามากมาย สิ่งที่ขาดจริง ๆ คือตามที่กฎหมายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกำหนดเอาไว้ คือเมื่อเกิดเหตุแล้วแต่ละพื้นที่ประกาศเขตภัยพิบัติ หนึ่ง ต้องประกาศเขตภัยพิบัติ สอง กำหนดผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นทุกคนมาด้วยจิตใจที่อยากจะเข้าไปช่วย แต่เมื่อมาแล้วใครจะสั่งใคร เพราะถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ถือว่าหน่วยไหนก็ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ถ้าเป็นประชาชนด้วยกันก็ถือว่าทุกคนเท่ากันหมด

ดังนั้น ผู้บริหารการจัดการจราจร ผู้บริหารการจัดการ ว่าของมาลง ของมาช่วย ควรจะวางฝากไว้ที่ไหน แล้วมีใครเฝ้า 24 ชั่วโมง เพื่อจะได้ทำให้รู้ว่า บางเรื่องเป็นเรื่องที่คนข้างในเขายินดีจะออกมารับเอาเข้าไป เพราะเขาจะมาเลือก เหมือนกับมาเห็นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างหนึ่ง แล้วก็เห็นว่า อ้าว นี่เป็นหมวดเสื้อผ้า นี่เป็นหมวดอาหาร นี่เป็นพวกน้ำดื่ม นี่เป็นพวกแพมเพิร์ส นี่เป็นพวกอะไรอื่น ๆ ว่าไป จะได้มีลานแสดงข้าวของ แล้วก็มีหน่วยที่มีความพร้อมในการขน ไม่ต้องมีของมาเลย มีแต่ความสามารถในการขน”

หลายวันที่ผ่านมานี้ จึงได้พบเห็นปัญหามากมายทั้งการกระจายอาหารไม่ทั่วถึงหรือซ้ำซ้อน อาหารเน่าเสีย สิ่งของตกค้างไปไม่ถึงมือคนที่ต้องการจริง

น้ำท่วม ‘ชุมชนเมือง’ ที่มีคนจำนวนมาก แต่ยังไม่มีระบบกลางจัดสรรทรัพยากร

โกเมศร์ ทองบุญชู ประธานเครือข่ายภัยพิบัติชุมชน จ.นครศรีธรรมราช ระบุว่า ชุมชนเคหะร่มเกล้าฝั่งซอย 33 (ฝั่งถนนศรีนครินทร์ตัดใหม่) ซึ่งเป็นฝั่งที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบกับข้อจำกัดหลายอย่าง อย่างแรกกลุ่มผู้ประสบภัยมีจำนวนมาก ชุมชนพยายามที่จะพึ่งตนเอง ช่วยเหลือตัวเอง

แม้ว่าชุมชนจะเริ่มปรับตัว แต่จะทำอย่างไรกับกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก บางพื้นที่มีกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งการที่จะขนย้ายออกมา เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไม่เพียงพอ อาสาสมัครก็มีแต่เรือกู้ภัย ทักษะความช่วยเหลือก็มีข้อจำกัด


อีกปัญหาที่เห็นชัด คือการเดินทางออกจากพื้นที่ ผู้ประสบภัยบางคนต้องเดินลุยน้ำออกมานานถึง 4 ชั่วโมงเพื่อไปซื้ออาหาร ขณะที่บางคนเดินทางไปถึงร้านสะดวกซื้อแล้วกลับไม่มีของ และต้องเดินกลับเข้าไปอีก ทำให้ต้องใช้เวลาไปและกลับใช้เวลา 4-8 ชั่วโมง ท่ามกลางระดับน้ำที่บางจุดสูงประมาณ 1.20-1.50 เมตร


โกเมศร์ มองว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้ประสบภัยแต่รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพราะพื้นที่เป็นชุมชนเมืองที่มีประชากรจำนวนมาก ขณะที่ทรัพยากรสำหรับช่วยเหลือมีจำกัด


จากการสำรวจพื้นที่ยังพบความต้องการยาและอุปกรณ์สำหรับขนย้ายผู้ประสบภัย ขณะที่การช่วยเหลือด้านอาหารสามารถทำได้เพียงบางส่วน จึงจำเป็นต้องมีการแบ่งหน้าที่ของแต่ละหน่วยให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบพื้นที่ใด และหน่วยใดมีศักยภาพในการนำความช่วยเหลือเข้าไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก


“ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าความเดือดร้อนยังมีอยู่ เราต้องยอมรับว่าคนมีจำนวนมาก เป็นชุมชนเมือง อาคารหนึ่ง แฟลตหนึ่ง มีคนอาศัยอยู่หลักพันคน ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก ผมคิดว่าภาพรวมของประชากรไม่น้อยกว่า 40,000 – 50,000 คน ในจำนวนนี้ ทรัพยากรที่เราเข้าไปช่วยมีเพียงน้อยนิดดังนั้นการจัดสรรทรัพยากรต้องมีระบบมากกว่านี้ เช่น แบ่งว่าหน่วยนี้ไปช่วยส่วนไหน หน่วยนี้มีเรือที่มีศักยภาพและสามารถลุยเข้าไปได้ไกล พร้อมกับขนอุปกรณ์และยาเข้าไปด้วย”

อีกข้อจำกัดที่เห็นจากพื้นที่ คือการที่หลายฝ่ายพยายามเข้าไปช่วยเหลือพร้อมกัน ทั้งญาติของผู้ประสบภัย หน่วยงานต่าง ๆ มูลนิธิและอาสาสมัคร แต่การเข้าไปในพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีระบบจัดการร่วมกันอาจทำให้การขนส่งและการสนับสนุนทำได้ยากขึ้น


โกเมศร์ ระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้าฝั่งซอย 33 มีจุดลงเรือและจุดขึ้นเรือเพียงจุดเดียว ทำให้หลายฝ่ายต้องใช้เส้นทางเดียวกันจึงจำเป็นต้องมีผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดลำดับความเร่งด่วนของการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือที่นำอาหาร น้ำ หรือพาผู้ป่วยออกจากพื้นที่


“ดังนั้นเมื่อต้องใช้เส้นทางเดียว โดยหลักการระบบจัดการภัยพิบัติ ต้องมีคนที่คอยอำนวยความสะดวก ให้การช่วยเหลือเรื่องของการเข้าออกของเรือ และต้องให้ความสำคัญว่าเรือลำไหนมีความเร่งด่วน เช่น ส่งอาหาร ส่งน้ำ หรือว่าคนป่วยจะต้องไม่รอ”


ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นชัดขึ้นจากการลงพื้นที่เคหะร่มเกล้าในช่วง 3 วันหลังน้ำท่วม ฉะนั้นจึงเห็นว่าการมีผู้ทำหน้าที่ประสานงานจึงมีความสำคัญ เพราะในภาวะภัยพิบัติแต่ละหน่วยอาจมีทั้งคน เรือ และอุปกรณ์ของตัวเอง หากต่างฝ่ายต่างนำเครื่องมือเข้าไปโดยไม่มีการจัดระบบร่วมกัน ย่อมกระทบต่อการบริหารจัดการขนส่งและการสนับสนุนในพื้นที่


ขณะที่ความเป็นชุมชนเมืองเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้การจัดการภัยพิบัติมีข้อจำกัดแตกต่างจากชุมชนชนบท เพราะในพื้นที่ชนบทอาจมีโครงสร้างคนในพื้นที่ที่เข้ามาช่วยเหลือได้ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตร อปพร. หรือ ชรบ. ช่วยได้ แต่พอเป็นชุมชนเมือง กลุ่มอาสาเหล่านี้ก็อาจจะไม่มี นี่คือสิ่งที่มีความจำเป็น เราจะให้มูลนิธิจัดการไม่ได้ เพราะแต่ละมูลนิธิก็มีศักดิ์และศรีเท่ากัน จะให้ไปเป่านกหวีดสั่งคนนั้นคนนี้ ก็อาจจะทำให้มีความไม่สบายใจกัน ดังนั้นต่างคนก็ต่างไม่กล้าที่จะเข้าไปปฏิบัติการ แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ ก็สามารถทำได้ตามภารกิจในการอำนวยความสะดวกในยามเกิดวิกฤต



“โดยหลักการเราท่องกันมาตลอดว่าการจัดการภัยพิบัติหลักของ ICS การบัญชาการเหตุการณ์มันจะต้องมี แต่นั่นมันคือหลักสูตร แต่ละระบบนี้ก็ต้องมีหน่วยสนับสนุน แต่เราท่องเอา เมื่อเกิดภัยจริง ๆ เข้าใจว่าอาจจะหาคนไม่ได้ เพราะต่างคนต่างเกิดภาวะภัย”

กำหนด 2 จุดศูนย์กลางในพื้นที่ รับ – ส่งอาหารให้ผู้ประสบภัย

หลังจากที่ผู้ประสบภัยหลายคนต้องอดอาหารมาหลายวันเพราะยังไม่มีความช่วยเหลือเข้าถึง ในวันนี้ที่เริ่มมีอาหารและสิ่งของจำเป็นหลั่งไหลจากภาคส่วนต่าง ๆ แต่ก็ยังประสบปัญหาการบริหารจัดการที่ยังแยกส่วนกันทำ ทำให้ความช่วยเหลือมีความซ้ำซ้อนและไม่ทั่วถึง

ไทวุฒิ ขันแก้ว ปลัดกรุงเทพมหานคร และทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (ICP) เคหะชุมชนร่มเกล้า มองว่า ไม่ใช่การทำงานซ้ำซ้อนแต่เป็นการช่วยกันทำงานมากกว่า ซึ่งปัญหาคือการไม่มีศูนย์กลางในการบริหารพื้นที่ภายใน จึงได้กำหนดให้ สน.ร่มเกล้า และ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ ให้เป็นศูนย์อำนวยการย่อยในพื้นที่ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางรับอาหารและสิ่งของจากภายนอก

โดยจะย้ายสิ่งของจุดอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายแต่เดิม ไปรวมกันที่ 2 จุดนี้ เพื่อให้มีการจัดสรรและแจกจ่ายอย่างมีระบบ ผ่านการประสานงานข้อมูลกับประธานชุมชนทั้ง 19 แห่งที่เป็นตัวแทนผู้ประสบภัย ในการสำรวจความต้องการความช่วยเหลือต่าง ๆ

“ตรงนี้ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างยาว เรือเข้าไปเป็นชั่วโมงกว่าจะออกมาได้ ฉะนั้นเราจะตัดตอนโดยมีศูนย์บัญชาการอยู่ข้างใน”

สำหรับการขนส่งอาหารจากภายนอกมายังพื้นที่ร่มเกล้า บุญยืน คุณเจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ กรุงเทพมหานคร อธิบายว่า ขณะนี้จัดให้เข้าออก 2 ทาง ทางแรกคือใช้เส้นทางถนนร่มเกล้า เลี้ยวเข้าซอยร่มเกล้า 24 ซึ่งจะมีจุดอำนวยการอยู่ ทางที่สองคือถนนศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า เลี้ยวเข้าซอยศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า 33 มีจุดอำนวยการอีกหนึ่งจุด ที่จะรับอาหารหรือสิ่งของไปจัดการส่งต่อยังศูนย์กลางในพื้นที่ต่อไป

“ติดต่อประธานชุมชนแล้วก็มอบให้ประธานชุมชนไปแจกจ่าย ซึ่งประธานชุมชนจะรู้ว่าแต่ละโซนมีผู้พักอาศัยตรงไหนที่ยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ เขาก็จะไปบริหารจัดการเอง”

ขณะที่จำนวนผู้ประสบภัยยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน และยังมีประชากรแฝงอีกจำนวนมากที่ไม่มีข้อมูล แต่ประมาณการว่ามีผู้ประสบภัยกว่า 10,000 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 30,0000 คน ปลัดกรุงเทพมหานครจึงย้ำว่าการติดต่อกับประธานชุมชนคือสิ่งสำคัญ

กทม. – ก.ทรัพย์ฯ แบ่งโซนดูแลพื้นที่ประสบภัย

นอกจากชุมชนเคหะร่มเกล้าที่มีผู้ประสบภัยตกค้าง ก็ยังมีอีกหลายชุมชนในพื้นที่ร่มเกล้าที่ยังรอความช่วยเหลือไม่ต่างกัน แต่พื้นที่ประสบภัยขนาดมากกว่า 2 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ท้าทายการส่งความช่วยเหลือ

ล่าสุดมีข้อมูลว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเข้ามาร่วมช่วยเหลือดูแลผู้ประสบภัยด้วย จากข้อมูลในการหารือเบื้องต้นของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (ICP) เคหะชุมชนร่มเกล้า กทม. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จะแบ่งโซนกันดูแลส่งอาหาร โดย กทม. จะดูแลโซน 1, 2, 3, 4, 6, 8, 11 หมู่บ้านพูนสินธานี 1, 2, 3 โซนหลังคาเขียว โซนหลังคาแดง และโซนแฟลต 11 หลัง ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ดูแลโซน 5, 7, 9, 10, 12 โซนหลังคาขาว ศูนย์พักพิงโรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง และศูนย์พักพิงโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช

โดยเร่งสำรวจจำนวนอาหารที่ต้องการและวางระบบการทำงานต่าง ๆ เตรียมพร้อมภารกิจอาหารสำหรับ 30,000 คน โดยจะ กทม.จะตั้งจุดอำนวยการที่ซอยร่มเกล้า 24 ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ตั้งจุดอำนวยการที่ซอยศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า 33 เพื่อเป็นจุดด่านหน้าในการประกอบอาหาร รับสิ่งของบริจาค ก่อนจัดการส่งเข้าไปยังศูนย์กลางในพื้นที่คือ สน.ร่มเกล้า และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชต่อไป

ร่มเกล้า

ส่วนศูนย์พักพิงทั้ง 2 แห่งในพื้นที่พบว่ายังมีผู้ที่ต้องการพักพิงอยู่จำนวนหนึ่ง โดยอยู่ในโรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบังราว 70 คน และในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชราว 300 – 400 คน จึงยังต้องส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าไปในพื้นที่ ขณะที่ผู้อพยพส่วนใหญ่ไปอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว

ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง ยืนยันว่า ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าหากประสงค์จะออกจากพื้นที่ ก็พร้อมที่จะเข้าไปรับออกมา และปลัดกรุงเทพมหานครระบุว่า มียาและเวชภัณฑ์ประจำอยู่ที่โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช ซึ่งกองทัพไทยได้นำยาและเวชภัณฑ์มาสมทบเพิ่ม

ด้าน วีระศักดิ์ ชี้ว่า สิ่งที่พบในพื้นที่เยอะที่สุดก็คือ ประชาชนรู้สึกว่าไม่แน่ใจว่าควรออกหรือควรอยู่ แม้ว่าส่วนใหญ่มีความต้องการอยากอยู่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าน้ำจะขึ้นมาและจะท่วมนานหรือไม่  หากข้อมูลเหล่านั้นชัดเจนพอให้รู้ว่าอีก 7 วันน้ำถึงจะลดลงมา ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้

“สิ่งที่เราเรียนรู้ และเคยแนะนำมาแล้วก็คือ เวลาที่น้ำท่วมใหญ่ที่ไหน ให้ขีดวันที่และตัวเลขไว้ แล้วบอกไว้ว่านั่น คือปริมาณฝนเท่าไหร่ จะขีดไว้ที่ฝาผนังบ้าน เสาไฟฟ้า หรือที่อื่นก็ได้ แล้วมาร์กเอาไว้แบบนี้ จะได้รู้ว่าขณะนี้น้ำที่จุดมาร์กที่ใกล้ที่สุด ซึ่งทางการมักจะประกาศว่าลดแล้ว 50 เซนติเมตร หรือ 30 เซนติเมตรนั้น เมื่อบอกว่าลดลงไป 30 เซนติเมตรลงไป ที่หน้าบ้านตัวเองลดลงเท่าไหร่ เขาก็จะได้รู้ว่าอย่างนี้ควรอยู่หรือควรไป เรื่องแรกคือข้อมูล

อีกทั้ง ในเรื่องการโทรแจ้งขอความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่โทรไปแล้วไม่ติด หรือติดแล้วยังไม่มีคนรับสาย อาจเกิดจากมีกลุ่มคนโทรจำนวนมากจน กระทั่งทุกสายเต็มหมด

ส่วนการบริหารจัดการพื้นที่สำหรับสิ่งของบริจาคและความช่วยเหลือ เสนอว่านอกจากการกำหนดจุดรับและจัดเก็บสิ่งของ ยังควรต้องมีผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้รู้ว่าสิ่งของประเภทใดมีเพียงพอ หรือสิ่งของประเภทใดยังขาดแคลน และสามารถจัดส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างเหมาะสม รวมถึงพื้นที่ดังกล่าวควรมีการจัดระบบความปลอดภัย เช่น มีเชือกล้อมพื้นที่ มีกล้องติดตาม และมีการลงชื่อว่าใครนำสิ่งของไปที่ใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและบริหารจัดการสิ่งของได้ว่า ขณะนั้นมีอะไรขาด อะไรเหลืออยู่มาก และควรจัดการอย่างไร

ในส่วนของการบริหารพื้นที่ มองว่าศูนย์รวมความช่วยเหลือจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบที่สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์และบริหารจัดการได้ตลอดเวลา เพราะการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติไม่ได้จบลงภายในวันเดียว แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน

เร่งระบายน้ำพื้นที่ตะวันออกลงเจ้าพระยา คาดอีก 2 วันดีขึ้น

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ไทวุฒิ เผยว่าน้ำยังไม่ลดลงมากนัก ยังต้องรอดูว่าระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงหรือไม่ ด้านกองทัพเรือและกองทัพบกได้นำเรือมาช่วยผลักดันน้ำให้ลงไปยังคลองสุวรรณภูมิในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ประมาณ 3 – 4 จุด เพื่อดันเข้าคลองประเวศบุรีรมย์ต่อ

จากนั้นมวลน้ำจะมีทางการระบาย 2 ช่องทางลงแม่น้ำเจ้าพระยา คือบึงหนองบอนซึ่งมีอุโมงค์ที่จะสูบน้ำออกแม่น้ำประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อรวมกับคลองพระโขนงที่ระบายน้ำประมาณ 160 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่ากับทั้งหมดที่จะสูบออกแม่น้ำเจ้าพระยาจะอยู่ที่ 220 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายขึ้นใน 2 วันนี้

เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจนสามารถกลับสู่ที่พักอาศัยได้แล้ว บุญยืน ยืนยันว่าจะมีการชดเชยเยียวยาตามระเบียบเนื่องจากมีการประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ และย้ำให้ถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินการ

ระหว่างนี้ในช่วงของการรอน้ำลดให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระจายความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ จึงเป็นอีกกลไกสำคัญเพื่อให้การช่วยเหลือถูกเชื่อมต่อไปถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่โดยเฉพาะกับพื้นที่ประสบภัยที่กว้างใหญ่และมีผู้เดือดร้อนจำนวนมากกำลังรอความช่วยเหลือ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

คั่นสิหากินพอส่ำนี้ ไปเรียนหยังสูงแทร่อาว