เทียบ 4 สื่อ ความเหมือนบนความแตกต่าง

กระแสข่าวควบรวมกิจการ อสมท กับ ไทยพีบีเอส ถูกวิเคราะห์ไปในหลายแง่มุม ตั้งแต่ที่มาไป ความเป็นไปได้ ไปจนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ความชัดเจนล่าสุดตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 69 โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล อสมท. ออกมาระบุ แล้วว่า ไม่มีข้อเท็จจริงหรือคำสั่งจากภาครัฐใด ๆ 

แม้ว่าทั้ง องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท) และ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) จะมีภาพความคล้ายคลึงกันในบางมุม แต่ในทางปฏิบัติแล้วการควบรวมกิจการนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งสถานะองค์กรตามกฎหมายที่แตกต่างกัน แหล่งที่มารายได้ บทบาทหน้าที่ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อการการบริหารจัดการ

องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท)

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 สังกัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล โดยไม่ได้เป็นสื่อสาธารณะ

อสมท จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดกับกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 47 และได้จดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2547 กลุ่มบริการหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ 

ต่อมากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 47 ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นใน บมจ. อสมท ร้อยละ 65.80 ธนาคารออมสินร้อยละ 11.48 และผู้ถือหุ้นรายย่อยร้อยละ 22.72 ของทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้ว

สำหรับรายได้หลักของ อสมท มาจากธุรกิจให้บริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวก จากการให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลกับช่องสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ เช่น ไทยรัฐทีวี, ช่องรัฐสภา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างรายได้ที่มั่นคงที่สุดของ อสมท รองลงมาเป็นรายได้จากการขายโฆษณาและการดำเนินรายการทางช่อง 9 MCOT HD และรายได้จากการโฆษณาผ่านสถานีวิทยุของ อสมท. รวมถึงการให้บริการ Digital Media คอนเทนต์ออนไลน์ การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และธุรกิจทีวีชอปปิ้ง

นอกจากนี้ อสมท ยังมีรายได้จากธุรกิจอื่น ที่เป็น Non-broadcast คืออสังหาริมทรัพย์ที่ดิน 50 ไร่ ย่านศูนย์กลางธุรกิจรัชดา-พระราม 9  รวมทั้งที่ดินบริเวณหนองแขมและ บางไผ่ ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ อสมท. ในการพึ่งรายได้จากสื่อโทรทัศน์และวิทยุเพียงอย่างเดียว

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)

ไทยพีบีเอส เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยเป็นนิติบุคคลมหาชน ตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงใด ๆ โดยเงินทุนอุดหนุนหลัก ราว 2,000 ล้านบาท ที่มาจากการจัดเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่เพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

ในฐานะสื่อสาธารณะและสมบัติของสาธารณะ (Public Goods)  ไทยพีบีเอสถูกออกแบบมาให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เข้าถึงประชาชนในหลากหลายกลุ่มและความต้องการ มีความเป็นอิสระในการสร้างสรรค์งานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองและแรงกดดันทางธุรกิจ

ในปี 2568 ไทยพีบีเอส มีรายได้รวม 2,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 100 ล้านบาท คิดเป็น 3.86% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากเงินบำรุงองค์การค้างรับข้ามงวดบัญชี ประมาณ 92.66 ล้านบาท จาก 1,957 ล้านบาท เป็น 2,050 ล้านบาท ขณะที่สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรวมให้ลดลงได้ประมาณ 146 ล้านบาท คิดเป็น 5.28% ส่งผลให้ไทยพีบีเอสมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ

ว่าด้วยสื่อสาธารณะตามกฎหมาย

หากพิจารณาตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ได้กำหนดใบอนุญาตสื่อออกเป็น 3 ประเภท คือ บริการสาธารณะ บริการชุมชน และธุรกิจ ซึ่งสื่อบริการสาธารณะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเพราะใช้วิธีคัดเลือกคุณสมบัติ (Beauty Contest) ไม่ใช่การประมูลแบบสื่อธุรกิจ และยังไม่ได้ข้อยุติในประเด็นด้านเงื่อนไขและกระบวนการในการคัดเลือก สำหรับสื่อบริการสาธารณะเป็น 3 ประเภทได้แก่

  • บริการสาธารณะประเภทที่ 1 ได้รับอนุญาตให้บริการเพื่อการส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ สุขภาพ อนามัย กีฬา หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ ประชาชน ซึ่งไทยพีบีเอสได้รับใบอนุญาตประเภทนี้
  • บริการสาธารณะประเภทที่ 2 เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกได้รับใบอนุญาตประเภทนี้
  • บริการสาธารณะประเภทที่ 3 เพื่อการกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือ บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น ซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยได้รับใบอนุญาตประเภทนี้

สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5)

แม้ ททบ. 5 นิยามตนเองว่าเป็น “ทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคงแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย”  แต่อันที่จริง ททบ.5 เป็นสถานีโทรทัศน์ของกองทัพบก เป็นหน่วยงานของรัฐและผู้ประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ททบ.5 นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นของรายการทั้งหมด 

สำหรับรายรับ-รายจ่าย ททบ. 5 ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการไม่เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณต่อสาธารณะ และความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการรายได้นับตั้งแต่ประกอบกิจการมาตั้งแต่ปี 2500-ปัจจุบัน

ร่องรอยที่พอจะทราบรายรับของ ททบ. 5 ที่พอจะต้นพบ เช่น การให้บริการโครงข่าย MUX 2 และ 5 ทำหน้าที่เป็นสถานีส่งสัญญาณและรวมช่องรายการโทรทัศน์ดิจิทัลหลายๆ ช่อง ส่งผ่านคลื่นความถี่เดียวกันไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ของประชาชน  ซึ่งนับตั้งแต่มีการจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กองทัพบกได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. 3 ประเภท ดังนี้

ใบอนุญาตประเภทที่ 1 กิจการทีวีดิจิทัลสาธารณะ ด้านความมั่นคง

ใบอนุญาตประเภทที่ 2 การให้บริการโครงข่าย MUX 2 และ 5 ททบ. 5 จึงสามารถให้ทีวีดิจิทัลช่องอื่นมาเช่าสัญญาณ เช่นเดียวกับผู้ถือใบอนุญาตรายอื่น ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ และ Thai PBS

ใบอนุญาตประเภทที่ 3 การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ให้บริการ MUX รายอื่น

ด้วยใบอนุญาตประเภทที่ 2 และ 3 ทำให้ ททบ. 5 ได้กำไรเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาทต่อปี จากค่าเช่าโครงข่าย (MUX)

โดยรายได้นี้อยู่กลุ่มเงินนอกงบประมาณประเภท 2 ซึ่งเป็นเงินส่วนราชการหรือหน่วยงาน ที่กระทรวงกลาโหมใช้ระเบียบตนเอง กำหนดเอง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง และไม่ต้องส่งรายได้คืนคลัง ส่งผลให้เงินรายได้จากการประกอบกิจการพาณิชย์ของ ททบ.5 เช่น การให้เช่าเวลาออกอากาศและโฆษณา ซึ่งไม่อยู่ในงบประมาณแผ่นดินและสามารถบริหารจัดการกันเองภายในได้

โดยทางคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพประเมินว่าสร้างรายได้ประมาณ 882 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามในปี 2568 ททบ.5 มียอดขาดทุนสะสมสูงถึง 1,218.3 ล้านบาท (อ่านเพิ่มเติม)

สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท. /NBT)

สทท. เป็นหน่วยงานสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐบาล สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล บริหารงานแบบองค์กรราชการ  

แหล่งรายได้ของ สทท. จัดสรรจากงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์ เช่นงบประมาณประจำปี 2568 ได้รับจัดสรร 171 ล้านบาท  (จากงบฯ กรมประชาสัมพันธ์ ราว 2,400 ล้านบาท) สสท. มีงบฯ ที่ใช้ผลิตสื่อราว 135 ล้านบาท ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว เกิดจากการปรับโครงสร้าง ให้ NBT Connext และ NBT World ซึ่งแต่เดิมอยู่กับสำนักข่าวแห่งชาติ โอนภารกิจและบุคลากรมาอยู่ในสังกัด สสท. อีกทั้งงบผลิตสื่อ ของ สสท. ยังต้องแบ่งสัดส่วนให้ สสท. ภูมิภาค สถานีวิทยุบางส่วน ประชาสัมพันธ์จังหวัด  และงานถ่ายทอดของช่างเทคนิคด้วย และเป็นงบประมาณที่ลดลงจากปี 2567 ที่ได้รับจัดสรร 173 ล้านบาท (จากงบกรมกรมประชาสัมพันธ์ราว 2,400 ล้านบาท) ซึ่งใช้เพื่อผลิตสื่อ 112 ล้านบาท

สำหรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมประชาสัมพันธ์ได้รับงบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,133.27 ล้านบาท แบ่งออกเป็น

งบบุคลากร (972,632,700 บาท) เป็นเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าตอบแทนพนักงานราชการ และค่าตอบแทนตามสิทธิ

งบดำเนินงาน (776,047,400 บาท) เป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ

งบลงทุน (349,299,200 บาท) ใช้เพื่อการจัดหาทดแทนอุปกรณ์ในการทำข่าว และประชาสัมพันธ์ที่เสื่อมสภาพ การก่อสร้างและซ่อมบำรุงอาคารบ้านพักของเดิมที่ชำรุด และในพื้นที่ที่ไม่มีบ้านพัก ซึ่งกระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น  ภาคเหนือตอนบน (8 จังหวัด) ได้รับงบประมาณรวม 16.92 ล้านบาท ภาคใต้ตอนล่าง(7 จังหวัด) ได้รับงบประมาณรวม 1.44 ล้านบาท

งบอุดหนุน (1,060,000 บาท) คือค่าบำรุงสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีในการพัฒนางาน

งบรายจ่ายอื่น (334,095,500 บาท) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำนักข่าวแห่งชาติ ทีวีภาคภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ NBT ยังสามารถหารายได้ช่องทางอื่นได้อีกเช่นการโฆษณา นับตั้งแต่ ปี 2561 ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561

เปิดโอกาส NBT หาเงินจากโฆษณาได้อย่างเป็นทางการ รวมทั้งการบริการทางธุรกิจได้ เพื่อนำรายได้มาใช้พัฒนากิจการและลดภาระงบประมาณแผ่นดิน โดยกำหนดให้สัดส่วนโฆษณาไม่ให้เน้นเชิงพาณิชย์มากเกินไปเหมือนช่องทีวีธุรกิจทั่วไป

นอกจากนี้ NBT ยังมีรายได้จากจากการจัดทำโครงการร่วมกับหน่วยงานอื่ เช่นรับจ้างผลิตรายการ ประชาสัมพันธ์ หรือจัดกิจกรรมให้กับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการใช้พื้นที่สื่อของ NBT ในการสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชน

การควบรวมสำนักข่าว เกาไม่ถูกที่คัน

ท่ามกลางสถานการณ์สำนักข่าวสำนักสื่อมวลชนไทยขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่องหลายสำนัก ด้วยเพราะภาพรวมงบโฆษณาเติบโตต่ำลงจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเงินส่วนใหญ่ไม่ได้กระจายสู่เว็บไซต์ของสำนักข่าว แต่ถูกจ่ายตรงให้กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติอื่น ๆ แทน ทำให้สื่อหลักขาดรายได้ ไปพร้อมกับผู้บริโภคข่าวสารหันไปเสพข่าวจากโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เป็นช่องทางหลักแทนของสำนักข่าว

นอกเหนือจากแต่ละสำนักสื่อสารมวลชนจะคนละสถานะกันตามกฎหมาย ใช้กฎหมายคนละฉบับกัน เช่น อสมท เป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชน จำกัด ไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ กระบวนการควบรวมจึงต้องมีการเสนอร่างกฎหมาย เพื่อปรับปรุงแก้ไขแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งยุ่งยากมากและใช้เวลานานมากกว่า

หากเทียบกับการที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมและกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ เพื่อนำรายได้กลับมาคุ้มครองผู้บริโภคไทย มาสู่ผู้ผลิตเนื้อหาและสำนักข่าวในประเทศ

ขณะเดียวกัน ในมิติของสิทธิผู้บริโภค สิทธิในการเข้าถึงข่าวสาร การควบรวมสำนักสื่อกับสื่อสาธารณะอาจส่งผลให้สื่อสาธารณะสูญเสียอิสระในการนำเสนอข้อมูลโดยไม่ถูกแทรกแซงทั้งโดยรัฐและเอกชน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึง แสวงหา และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยปราศจากการแทรกแซง

สำหรับสำนักข่าวเอง ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐ การเปิดเผย ความโปร่งใสตรวจสอบได้ในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน ที่มาจากภาษีประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น

Author

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่