ประเทศไทยมีแหล่งสำรอง แร่โปแตช มากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก โดยมีปริมาณสำรองประเมินไว้สูงถึง ประมาณ 4 แสนล้านตัน เป็นรองเพียงประเทศแคนาดา, เบลารุส และเยอรมนี
ส่วนใหญ่พบในชั้นเกลือหินบริเวณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด เช่น นครราชสีมา, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, อุดรธานี และมหาสารคาม ประเมินว่ามีแร่ชนิดดี (Sylvite) อย่างน้อย 10,000 ล้านตัน

แล้วการที่ประเทศไทยมีทรัพยากรนี้อยู่ในประเทศ เป็นผลดี ผลเสีย แค่ไหน ? แล้วจากนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร ? กับทรัพยากรมหาศาลใต้ผืนดิน The Active ชวนย้อนจุดเริ่มต้นของการค้นพบนี้
ช่วงปี 2510 รัฐบาลไทยได้เริ่มทำการสำรวจหาแร่โปแตชในอีสานอย่างจริงจัง บนพื้นที่ราบสูงขนาดใหญ่ คือ แอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร จนเกิดข้อค้นพบว่า ปริมาณแร่โปแตชในอีสานนั้นมีศักยภาพที่เพียงพอในทางเศรษฐกิจ
หลังจากปี 2520 เป็นต้นมา จึงได้เริ่มเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจแร่โปแตชและเกลือหินเพิ่มเติม พื้นที่ครอบคลุมกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร พบมีปริมาณสำรองโปแตชและเกลือหินรวมกว่า 18 ล้านล้านตัน โดยมีโครงการใน 2 พื้นที่หลัก คือ จ.อุดรธานี และชัยภูมิ แต่มีปัญหาด้านการเงิน ข้อกฎหมาย และการคัดค้านจากชาวบ้าน
ปี 2545 มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2545 เพื่อเปิดทางให้สามารถทำ “เหมืองแร่ใต้ดิน” ได้ โดยเฉพาะในกรณีของแร่โปแตช ซึ่งเดิมที พ.ร.บ.แร่ฉบับก่อนหน้านั้น (พ.ศ. 2510) ยังไม่รองรับการทำเหมืองลักษณะนี้อย่างชัดเจน

รัฐบาลไทยเริ่มชักชวนให้จีนเข้ามาลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชในไทยตั้งแต่ช่วงปี 2547–2548 โดยเป็นการเจรจาระดับนโยบาย และมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในทรัพยากรโปแตชที่มีอยู่มหาศาลในภาคอีสาน
ปี 2547 บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ขณะนั้นนายทุนสัญชาติแคนนาดา ยื่นขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี
ต่อมาใน ปี 2558-2563 บริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช ที่ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 116,875 ไร่ (12 แปลง) ซึ่งถือเป็นการลงทุนจริงครั้งแรกของจีนในโครงการโปแตชไทย
จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์โปแตชในอีสานเกิดขึ้นหลังจากที่ปี 2557 เมื่อการรัฐประหารในเวลานั้น ทำให้โครงการเหมืองโปแตชต่าง ๆ ในอีสานที่ยังค้างคาอยู่ ถูกหยิบยกขึ้นผลักดันอย่างหนัก รวมทั้งมีการแก้ไขกฎหมายแร่ฉบับใหม่เป็นพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มีการอนุมัติให้ใบสำรวจกับโครงการที่สกลนครอนุมัติใบอนุญาตดำเนินการเหมืองให้กับโครงการในชัยภูมิ, อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และ อุดรธานี
โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี รัฐบาลได้อนุญาตประทานบัตรแก่ บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 25 ปี คือ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2565 ถึง วันที่ 22 กันยายน 2590 ครอบคลุมเนื้อที่รวม 26,446 ไร่
แต่ปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการฟ้องศาลปกครองของชาวบ้าน “กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี” เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประทานบัตร เนื่องจากกระบวนการออกใบอนุญาตประทานบัตรเป็นไปโดยมิชอบ
ข้อมูลทางธรณีวิทยาพบว่า โปแตช จ.อุดรธานี ปริมาณสำรองแร่โปแตชในพื้นที่ 267 ล้านตัน ซึ่งจะสามารถนำแร่ขึ้นมาผลิตเป็นปุ๋ยโปแตชได้ 34 ล้านตัน

ขณะที่ โครงการเหมืองแร่โปแตช อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ไทยคาลิ จำกัด ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่โปแตชใต้ดิน ในปี 2558-2583 (รวม 25 ปี) มีความคืบหน้าโครงการมากที่สุด โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,005 ไร่ แต่ยังมีปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการคัดค้านของชาวบ้าน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด”
โครงการเหมืองแร่โปแตซ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านเริ่มต้นในปี 2558 และได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านใน 3 ตำบล ได้แก่ หนองไทร, หนองบัวตะเกียด และโนนเมืองพัฒนา
โดยพื้นที่ตำบลหนองไทรซึ่งอยู่ห่างจากจุดขุดเจาะอุโมงค์เหมืองราว 3 กิโลเมตร เริ่มพบคราบเกลือสีขาวเกาะตามพื้น และผนังบ้านจนเกิดการสึกกร่อน ก่อนที่ในปี 2568 ปัญหาความเค็มจะขยายวงกว้างลุกลามไปถึงตำบลหนองบัวตะเกียด
ขณะที่การตรวจสอบของสำนักงานสิ่งแวดล้อม และควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ในปี 2566 และ 2568 พบว่า คุณภาพน้ำในพื้นที่มีค่าความเค็มสูงถึง 82,350 TDS ซึ่งเกินมาตรฐานน้ำทั่วไปที่ไม่ควรเกิน 1,000 TDS หลายเท่าตัว ส่งผลให้พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย ชาวบ้านไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ ต้นไม้และพืชผลจำนวนมากทยอยยืนต้นตายสะท้อนผลกระทบที่ขยายตัวจากพื้นที่เหมืองสู่การดำรงชีวิตของผู้คนในชุมชน
สำหรับปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีเอกชน 3 รายที่ได้สัมปทานเหมืองแร่โปแตช ประกอบด้วย
- บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประทานบัตรโครงการทำเหมืองแร่โปแตช อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ มีกำลังผลิต 1.23 ล้านตัน/ปี
- บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้รับประทานบัตรในโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี มีกำลังผลิต 2 ล้านตัน/ปี
- บริษัท ไทยคาลิ จำกัด ผู้รับประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช ในพื้นที่ อ.ด่านขุนทดจ.นครราชสีมา มีกำลังผลิต 134,000 ตันต่อปีในระยะที่ 1 และ 300,000 ตันต่อปีในระยะที่ 2
มูลค่าที่อาจได้จากการทำเหมืองของบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายนี้ จากราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมของการนำเข้าโพแทสเซียสคลอไรด์ ในเดือน ม.ค.-ก.ค. 2568 เฉลี่ย 12.15 บาทต่อกิโลกรัม หากนำมาคำนวณมูลค่ากำลังผลิตที่ระบุ
- อาเซียนโปแตช ชัยภูมิ จะมีมูลค่าจากกำลังการผลิตที่ 1.3 หมื่นล้านบาท
- เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น 2.4 หมื่นล้านบาท
- ไทยคาลิ 1.2 พันล้านบาท
ประเทศไทยเป็นแหล่งโปแตชใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งพื้นที่ที่พบแร่โปแตชขนาดใหญ่ในไทยมี 2 แหล่ง คือ แอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช จากแผนที่ด้านทรัพยากรแร่ แสดงโดยขอบเขตประเทศไทย ของ กรมทรัพยากรธรณี แสดงให้เห็นว่า พื้นที่พบเกลือหิน และแร่โปแตช กินพื้นที่ไป 17 จังหวัดในภาคอีสาน
โดย แอ่งสกลนคร ประกอบด้วย จ.สกลนคร, หนองคาย, อุดรธานี, นครพนม และบึงกาฬ
ขณะที่ แอ่งโคราช ประกอบด้วย จ.ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, นครราชสีมา และ ชัยภูมิ
สำหรับพื้นที่แหล่งแร่โปแตช ที่สำคัญ 8 แห่ง ประกอบด้วย
- แหล่งแร่โปแตชบำเหน็จณรงค์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
- แหล่งแร่โปแตชนาเชือก อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม
- แหล่งแร่โปแตช ขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น
- แหล่งแร่โปแตชบ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น
- แหล่งแร่โปแตชบ้านประคำ อ.คง จ.นครราชสีมา
- แหล่งแร่โปแตชจักราช อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา
- แหล่งแร่โปแตชอุดรธานี อ.เมือง จ.อุดรธานี
- แหล่งแร่โปแตชวานรนิวาส อ.วานรนิวาศ จ.สกลนคร
แร่โปแตชใต้ดินในพื้นที่ภาคอีสานที่มีอยู่ประมาณ 4 แสนล้านตัน มูลค่า 5 พันล้านล้านบาท และมีปริมาณทรัพยากรแร่เกลือหินรวม 18 ล้านล้านต้น ซึ่งครอบคุมพื้นที่ 50,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ที่พบแร่โปแตชคือชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ขณะเดียวกันก็มีแหล่งน้ำสาธารณะ นาข้าว พื้นที่เกษตรกรรม

ผลประโยชน์จากแร่โปแตชที่ไทยจะได้
ไทยนำเข้าปุ๋ยประมาณ 4 ล้านตันต่อปี มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะปุ๋ยโปแตชเซียม 7 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกรไทย หากไทยสามารถผลิตปุ๋ยเองได้ จะช่วยลดต้นทุนและสร้างโอกาสขายในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่มีความต้องการสูง
ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ระบุว่า ประเทศไทยมีสำรองแร่โปแตชสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก อยู่ที่ 4 แสนล้านตัน การผลักดันอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชจึงไม่เพียงช่วยลดราคาปุ๋ยในประเทศ แต่อาจสร้างงานในพื้นที่และส่งเสริมอาชีพใหม่ ๆ
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (อาจมีการปรับเปลี่ยน)
- ภาครัฐได้ค่าภาคหลวงแร่ ร้อยละ 7 คิดเป็นเงินประมาณ 35,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานกว่า 1,000 คน
- ชาวบ้านรอบพื้นที่โครงการได้รับผลประโยชน์จากกองทุน 6 ประเภท ได้แก่ พัฒนาหมู่บ้าน เฝ้าระวังสุขภาพ การศึกษาเยาวชน ประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม สวัสดิการชุมชน และช่วยเหลือค่าปุ๋ยเกษตรกร
- เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้รับค่าทดแทนไร่ละ 45,500 บาท จ่ายเป็น 24 งวดตลอดอายุประทานบัตร
- บริษัทผู้ผลิตปุ๋ยจะจัดจำหน่ายปุ๋ยสูตร 0-0-60 ในราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างน้อยร้อยละ 15
ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยโพแทสเซียม ประมาณ 7 แสนตัน คิดเป็น 9 พันล้านต่อปี โดยมีการประเมินไว้ว่า หากบริษัททำเหมืองแร่เริ่มดำเนินการ จะทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 1,000 อัตรา มีการจำหน่ายปุ๋ยในการทำเกษตรกรรมในราคาที่ถูกลงด้วย
PI – Public Intelligence รายงานว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ด้วยวิธีการ Zonal Statistics พบว่า ในพื้นที่ 5 กิโลเมตรรอบโครงการเหมืองที่อำเภอด่านขุนทด มีประชาชนอาศัยอยู่มากกว่า 12,020 คน และครอบคลุมอย่างน้อย 36 หมู่บ้าน
เกษตรกรและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครรราชสีมา แสดงความเห็นตรงกันว่า ปัญหาเริ่มรุนแรงตั้งแต่เหมืองเริ่มดำเนินการในปี 2562 และส่งผลกระทบกว่า 80% ของพื้นที่ ต.หนองไทร ซึ่งตำบลหนองไทร มีพื้นที่ประมาณ 27,772 ไร่ ฉะนั้น 80% ของ 27,772 เท่ากับ 22,217.6 ไร่
การเดินหน้าทำเหมืองแร่โปแตช ตอนนี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวในแต่ละพื้นที่ และมีการเคลื่อนไหวในส่วนของการหาทุน ที่จะมีการเพิ่มทุน คาดว่าอาจจะมีการขายหุ้นให้บริษัทต่างชาติมากขึ้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการทำเหมืองที่อุดรธานี และที่บำเน็จนรงค์
การสำรวจแร่ตอนนี้ภาคอีสานโดนรุกหนักมาก โดยเฉพาะการสำรวจแร่โปแตช จ.นครราชสีมา มีหลายอำเภอจำนวนหลายแสนไร่ อย่าง โนนไทย โนนสูง และอำเภอเมือง ขณะที่ สกลนครก็มีการยื่นขอสำรวจแร่ (ใบอาชญาบัตร) ใน อ.เจริญศิลป์ ด้วยเช่นกัน
โปแตช–ก้าวสู่อนาคตพลังงานใหม่
ข้อสังเกตุนอกจากนี้ โครงการเหมืองโปแตช ยังเป็นหนึ่งในความหวัง และอาจเป็นก้าวสำคัญให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแร่โปแตชของอาเซียน แก้ปัญหาปุ๋ยแพง พร้อมต่อยอดไปสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในภูมิภาคด้วย
กระทรวงอุตสาหกรรม มีการค้นพบแหล่งแร่ลิเทียมที่มีศักยภาพ 2 แหล่ง ได้แก่ แหล่งเรืองเกียรติ และแหล่งบางอีตุ้ม ไทยยังค้นพบแหล่งแร่โซเดียมในพื้นที่ภาคอีสานปริมาณสำรองอีกจำนวนมากโดยแร่ทั้งสองชนิดนี้ถือเป็นแร่หลักหรือวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเสริม ศักยภาพความพร้อมของไทยในการเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางแบตเตอรี่ EV ในภูมิภาค
ข้อสังเกตนี้อาจมีความเป็นไปได้ เพราะคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้มีการ ตั้งเป้าผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030
การผลักดันเหมืองโปแตชนี้ จึงมีมิติใหม่ นอกจากใช้เป็นปุ๋ย ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
แม้ลิเทียมกับโปแตชจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่แร่โปแตชมักพบลิเทียมร่วมด้วย ทำให้ไทยสามารถสำรวจและพัฒนาแหล่งลิเทียมในภาคอีสาน ขณะที่แร่โซเดียมที่พบเพิ่มเติมยังช่วยเสริมศักยภาพการผลิตแบตเตอรี่ EV ของประเทศ
โปแตช…ผลกระทบชีวิตผู้คนบนผืนดินอีสาน
แต่นอกเหนือจากเรื่องของมูลค่าทางเศรษฐกิจ คือ ชีวิตของประชาชนในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบ จากกิจกรรมเหมืองโปแตช หนึ่งในจุดที่สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุด คือ ที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครรราชสีมา หลังจากมีการเริ่มโครงการ ระหว่างการขุดเจาะอุโมงค์ ที่ขุดเป็นแบบแนวเอียงเดิม แล้วถูกน้ำท่วม จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างในพื้นที่ ซึ่งก็พบว่า ดินเค็ม, น้ำเค็ม ไร่นาชาวบ้านเริ่มปลูกพืชไม่ขึ้น ต้นไม้ยืนต้นตาย แผ่นเกลือเริ่มปรากฎขึ้น บ้านเรือนชาวบ้านมีรอยถูกกัดกร่อน คาดว่าเกิดจากความเค็มของเกลือ


เกษตรกรและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ แสดงความเห็นตรงกันว่า ปัญหาเริ่มรุนแรงตั้งแต่เหมืองเริ่มดำเนินการในปี 2562 และส่งผลกระทบกว่า 80% ของพื้นที่ ต.หนองไทร ที่มีพื้นที่ประมาณ 27,772 ไร่ หรือประมาณ 22,217.6 ไร่ ขณะที่อีก 2 พื้นที่ คือ สกลนคร และอุดรธานี แม้ยังไม่มีการเริ่มขุดเจาะโครงการ แต่มีความเคลื่อนไหวของชาวบ้านเช่นกัน
โดยที่สกลนคร บริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีนได้รับอาชญาบัตรพิเศษให้เข้าขุดเจาะสำรวจเพื่อทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ อ.วานรนิวาส ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 120,000 ไร่
จุดนี้ชาวบ้านกังวลว่า หากในอนาคตมีการทำเหมืองเกิดขึ้นจริง อาจเกิดการปนเปื้อนลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยโทง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการเกษตร และเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาของคนทั้งอำเภอ ชาวบ้านที่กังวลผลกระทบ จึงรวมตัวกันในนามกลุ่ม “รักษ์อำเภอวานรนิวาส” เพื่อคัดค้านโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 โดยจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ ทั้งการเดินขบวน ยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้มีอำนาจ และปิดล้อมไม่ให้บริษัทเข้าขุดเจาะสำรวจในพื้นที่
การเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่การที่แกนนำ 9 คน ถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหาย และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท
ที่ อุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ก็เริ่มออกมารวมตัวดันคัดค้านเหมืองแร่โปแตช ยาวนานกว่า 20 ปีแล้ว เนื่องจากกังวลเรื่องปัญหาดินเค็ม น้ำเค็มรั่วไหล ทำลายพื้นที่เกษตรกรรม ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นเกลือ ความเสี่ยงแผ่นดินทรุดตัวใต้ดิน ตลอดจนความไม่โปร่งใสและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการเดินทางไปชุมนุมเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐ และยื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดจนนับไม่ถ้วน กระทั่งฟ้องศาลปกครอง
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ( PPM) ให้ข้อมูลกับ The Active ก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์การเดินหน้าทำเหมืองแร่โปแตช ประเมินว่าที่นครรราชสีมา ค่อนข้างหนักพอสมควร เพราะมีพื้นที่ ที่โดนสำรวจไปแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการสำรวจปัจจุบัน 1 แสนไร่
“การทำเหมืองที่ด่านขุนทด มันจะได้เกลือปริมาณมหาศาลซึ่งรวมกับโปแตชที่มีความเข้มอย่างมาก ผลกระทบตอนนี้มันได้เกิดขึ้นแล้ว
สำหรับการทำเหมือง ถ้าหากบริษัทต่าง ๆ มีงบประมาณ และไม่ติดเงื่อนไขกฎหมายก็สามารถเดินหน้าทำเหมืองได้เลย”จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ
การเดินหน้าทำเหมืองแร่โปแตช ตอนนี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวในแต่ละพื้นที่ ขณะที่เอกชน ก็เคลื่อนไหวในส่วนของการหาทุน ที่จะมีการเพิ่มทุน คาดว่าอาจจะมีการขายหุ้นให้บริษัทต่างชาติมากขึ้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการทำเหมืองที่อุดรธานี
ที่บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
นอกจากนี้การเคลื่อนไหวเรื่องการแก้กฎหมายเพื่อให้ทำเหมืองต่อไปได้ ด้วยความที่เป็นเหมืองอาเซียนก็จะทำให้การเพิ่มทุนค่อนข้างยาก การสำรวจแร่ตอนนี้ภาคอีสานโดนรุกหนัก โดยเฉพาะการสำรวจแร่โปแตช จ.นครราชสีมา มีหลายอำเภอจำนวนหลายแสนไร่ อย่าง โนนไทย, โนนสูง และอำเภอเมือง ขณะที่ สกลนครก็มีการยื่นขอสำรวจแร่ (ใบอาชญาบัตร) ใน อ.เจริญศิลป์ ด้วยเช่นกัน
สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ก็เคยให้สัมภาษณ์ The Active ไว้เช่นกันว่า ประเด็นหลัก ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจ และเกิดการคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช คือ
- ผลกระทบที่เกิดขึ้นในอดีต หลายชุมชนเคยเห็นผลกระทบจากเหมืองในพื้นที่อื่นมาก่อน จึงเกิดความกังวลว่าถ้าปล่อยให้มีเหมืองในพื้นที่ของตนเอง อาจจะได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน
- การขาดข้อมูลและความโปร่งใสหลายครั้งชาวบ้านไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนจากผู้ประกอบการหรือภาครัฐ ทั้งในเรื่องของผลกระทบ สิทธิของชุมชน หรือมาตรการป้องกันปัญหา ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และนำไปสู่การคัดค้าน
- การแก้ไขปัญหาที่ล่าช้าหรือไม่มีเลย ในหลายกรณีที่เกิดผลกระทบขึ้นจริง ชาวบ้านร้องเรียนแต่กลับไม่ได้รับการแก้ไข หรือแม้จะมีคำสั่งให้แก้ไข แต่ก็ล่าช้าเกินไปจนปัญหายังคงอยู่ สิ่งนี้ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ขณะที่ผ่านมาปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร ซึ่งเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องกฎหมายและเรื่องการพิสูจน์ความเสียหาย
ท้ายที่สุดแล้ว โปแตช อาจเป็นทรัพยากรมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินอีสาน และมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ย รวมถึงต่อยอดอุตสาหกรรมของประเทศ
แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า ประเทศไทยจะสร้างรายได้จากทรัพยากรนี้ได้มากแค่ไหน ? หากการนำแร่ขึ้นมาใช้ ต้องแลกด้วยพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ในจุดแหล่งแร่
แล้วต้นทุนที่อาจเผชิญกับผลกระทบเหล่านี้ จะถูกนับรวมอยู่ในมูลค่ามหาศาลของโปแตชด้วยหรือไม่ ?
อ้างอิง
https://nattawutsingh.blogspot.com/2013/10/blog-post_2954.html
https://hardstories.org/th/stories/natural-resources/thai-villages-unite-against-a-new-push-for-potash-mining
https://thecitizen.plus/node/58046
https://gisportal.dmr.go.th/portal/apps/MapSeries/index.html?appid=eb3b814ea8ee44db9c4ebfc48259dbbc
http://library.dmr.go.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=mmvw&db=Main&sid=&skin=s&usid=&mmid=370&bid=24938lang=1
https://www.isranews.org/content-page/item/40041-kcl.html
https://theisaanrecord.co/2025/01/22/bangchak-lithium
https://www.onep.go.th/9-%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-2566-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97
https://www.bbc.com/thai/articles/cd1090z9j84o
https://theisaanrecord.co/2022/03/02/rak-wanonniwat-group-does-not-have-to-pay-the-mining-company

