เคหะร่มเกล้า: วิกฤตแอ่งกระทะ และทางตันของการระบายน้ำ

วันนี้ (29 ก.ย. 69) เข้าสู่วันที่ 5 สถานการณ์บริเวณเคหะร่มเกล้า ย่านร่มเกล้า-ลาดกระบัง ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ยังคงน่าเป็นห่วง แม้บางจุดจะมีระดับน้ำจะเริ่มลดลงบ้างแล้วประมาณ 5 – 10 ซม. แต่บางจุดยังมีระดับน้ำสูงถึง 130 – 160 ซม. หรือในระดับเอวหรืออก การเดินทางสัญจรจำเป็นต้องใช้เรือในการเข้า-ออกพื้นที่เท่านั้น ในขณะที่ยังมีประชาชนติดอยู่ภายในอาคารที่เข้าถึงการช่วยเหลืออย่างยากลำบาก ได้รับอาหารเพียงวันละครั้งและ เผชิญปัญหาด้านการบริหารจัดการ อาหารเน่าเสีย โดยเฉพาะตึกโซนด้านในที่เข้าไปลึกและน้ำยังสูงมาก ต้องอาศัยเรือในการเข้าออก ทำให้ผู้อยู่อาศัยออกมาเองไม่ได้และเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครก็เข้าไปส่งอาหารหรือช่วยเหลือได้ลำบาก

อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้านครหลวง ได้มีการทยอยคืนไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 27 ก.ย. แล้วจนกระทั่งครบทั้งหมดในวันนี้

ก่อนหน้านี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า เคหะร่มเกล้ามีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 30,000 คน โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ย. มีรายงานว่ายังมีประชาชนติดค้างอยู่ในพื้นที่ราว 20,000 คน อพยพแล้ว 1,300 – 1,500 คน รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง 37 – 50 คน ไปยังศูนย์พักพิง สน.ร่มเกล้า และศูนย์พักพิงโรงเรียนเคหะชุมนลาดกระบัง

สถานการณ์ศูนย์พักพิง

ในช่วงแรก เริ่มมีการตั้งศูนย์พักพิงที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อเป็นสถานที่ในการรองรับผู้ประสบภัยเป็นการชั่วคราวและเป็นจุดรับอาหาร-สิ่งของจำเป็น และมี โรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบังเป็นศูนย์พักพิงใหญ่ในพื้นที่

แต่สถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่าอศูนย์พักพิงคลองประเวศบุรีรมย์ จึงได้ส่งต่อผู้อพยพมายัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติและความปลอดภัย เปิดรับผู้ประสบภัยได้ 1,000 คน

ด้านกระทรวงสาธาณสุขเปิดเผยว่าได้เข้าดูแลผู้ป่วยติดเตียง 37 คนในศูนย์พักพิง ซึ่งได้ร่วมกับ กทม.ในการวางแผนบริหารจัดการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง และมอบให้องค์การเภสัชกรรมเป็นหน่วยสนับสนุนด้านยาและเวชภัณฑ์

อย่างไรก็ตามยัง คาดว่ายังมีกลุ่มเปราะบางตกค้างอยู่ในพื้นที่เคหะร่มเกล้าอีกจำนวนมากทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ที่ยังรอความช่วยเหลืออยู่ 

ไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เคหะร่มเกล้าเป็นพื้นที่ต่ำ ทำให้มวลน้ำท่วมแช่ ยากต่อการระบาย ขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์ซึ่งเป็นคลองหลักสำหรับรับน้ำยังมีระดับน้ำสูง ทำให้ไม่สามารถเร่งระบายน้ำออกจากเคหะร่มเกล้าได้ทั้งหมด

จำเป็นต้องรอให้ระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงก่อน จึงจะสามารถทยอยระบายน้ำจากพื้นที่ออกไปได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีน้ำจากพื้นที่โดยรอบไหลลงมาสมทบ ทำให้ระดับน้ำในเคหะร่มเกล้ามีแนวโน้มลดลงช้ากว่าพื้นที่อื่น โดย กทม.ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 วัน ระดับน้ำจึงจะค่อยๆ ลดลง

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า คลองประเวศบุรีรมย์ระบายน้ำได้ยาก ต้องดึงน้ำจากลาดกระบังมายังคลองสูบน้ำพระโขนงที่มีความคดเคี้ยวค่อนข้างมาก ขณะนี้สามารถสูบน้ำได้ประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคลองหลักจะใช้เวลาในการผลักดันน้ำประมาณ 2 วัน แต่ในชุมชนต้องทยอยเอาออกซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน

รศ.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เขตลาดกระบังและใกล้เคียง โดยระบุว่าพื้นที่โซนนี้เป็นพื้นที่รับน้ำจังหวะสุดท้ายก่อนผลักดันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและชายทะเล ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้มีความซับซ้อนและน่าเป็นห่วงมากกว่าวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2554

อธิการบดี สจล. อธิบายถึงโครงข่ายการไหลของน้ำว่า คลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์มีทิศทางขนานกันตามกายภาพ เมื่อฝนตกหนักและมีน้ำไหลมาจากทางเหนือ คลองแสนแสบจะเป็นปราการแรกที่รับน้ำ ก่อนจะไหลเชื่อมต่อไปยังคลองประเวศฯ เพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาทางสถานีสูบน้ำพระโขนง 

รศ.คมสัน มาลีสี
อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.

ทว่าปริมาณน้ำฝนที่มากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ทำให้คลองแสนแสบเกินความจุ น้ำจึงเอ่อล้นทะลักเข้าสู่คลองประเวศฯ ส่งผลให้น้ำท่วมขยายวงกว้างไปยังพื้นที่เคหะร่มเกล้าและคลองจั่น

แอ่งกระทะ-เคหะร่มเกล้า

วิกฤตน้ำท่วมขังในพื้นที่ เคหะร่มเกล้า ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่ต้องใช้เวลารอคอยยาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง กทม. ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 7 วัน กว่าระดับน้ำในชุมชนจะเริ่มทยอยลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เจอปัญหารอบด้าน ทั้งปัจจัยทางกายภาพที่เป็นแอ่งต่ำ และข้อจำกัดของเส้นทางระบายน้ำ

โดยปกติ โครงข่ายระบายน้ำของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกจะพึ่งพาคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์เป็นสองเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยตำแหน่งของเคหะร่มเกล้าที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคลองแสนแสบ การผลักดันน้ำออกจากพื้นที่จึงต้องหวังพึ่ง คลองประเวศบุรีรมย์ เป็นหลัก ผ่านคลองสาขาย่อยที่ตัดผ่านชุมชน

แม้อุปสรรคสำคัญในขณะนี้คือ คลองประเวศฯ ยังคงมีระดับน้ำหนุนสูงและระบายออกได้ยาก เนื่องจากเป็นคลองสายยาวที่ต้องรับน้ำจากลาดกระบังส่งต่อไปยังสถานีสูบน้ำพระโขนงซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายสิบกิโลเมตร ประกอบกับคลองซอยเชื่อมชุมชนมีอุปสรรคในการไหล ส่งผลให้การเดินทางของน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งนี้ มีการประเมินว่าต้องใช้เวลาเร่งผลักดันมวลน้ำในคลองประเวศฯ อีกราว 2 วัน ลำน้ำถึงจะเริ่มมีช่องว่างพอที่จะรองรับน้ำที่เติมเข้ามาใหม่จากเคหะร่มเกล้าได้

ซ้ำร้าย เคหะร่มเกล้ายังต้องรับศึกสองด้าน เพราะนอกจากน้ำขังเดิมในพื้นที่แล้ว ยังมีมวลน้ำจากบริเวณรอบข้างไหลเข้ามาสมทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำในจุดนี้ลดลงช้ากว่าพื้นที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมการเดินทางบนถนนสายหลักโดยรอบ พบว่าหลายจุดเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น แม้ผิวจราจรบนถนนเจ้าคุณทหารซึ่งเป็นจุดวัดระดับน้ำที่ใกล้เคียงเคหะร่มเกล้าที่สุด ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ที่ระดับ 5–20 เซนติเมตร แต่ถนนทางทิศเหนืออย่างถนนเสรีไทยบริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางชันนั้นแห้งสนิทและไม่มีน้ำท่วมขังแล้ว

มีเพียงถนนสีหบุรานุกิจช่วงซอย 14 เท่านั้นที่ยังมีน้ำขังสูงราว 20 เซนติเมตร ขณะที่เส้นทางสายหลักทางทิศใต้อย่างถนนหลวงแพ่งช่วงหน้าโลตัสลาดกระบัง รวมถึงถนนเชื่อมต่อฝั่งตะวันตกอย่างถนนนวมินทร์บริเวณหน้า สน.ลาดพร้าว ยังคงมีระดับน้ำท่วมขังสูงราว 20 เซนติเมตร ซึ่งยังต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง

หากย้อนกลับไปมองเปรียบเทียบกับวิกฤตปี 2554 ครั้งนั้นสาเหตุหลักมาจากมวลน้ำเหนือที่ไหลลงมาเติม แต่สำหรับปีนี้ ปัจจัยหลักเกิดจากฝนตกหนักสะสมและตกวนอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ทุกจุดมีปริมาณน้ำสะสมจนเต็มความจุ

หากพิจารณาระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ บริเวณประตูระบายน้ำเขตลาดกระบัง จากเดิมก่อนช่วงฝนตกหนัก คลองประเวศฯ มีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำอยู่ประมาณ 50 ซม. แต่ปัจจุบันระดับน้ำในคลองยกสูงขึ้นจนเหลือพื้นที่รองรับน้ำได้เพียง 30 ซม. เท่านั้น

และระยะรองรับน้ำที่ลดลงเหลือเพียง 30 ซม. เช่นนี้ เมื่อเจอเข้ากับฝนตกหนักติดต่อกัน 3-4 วัน จึงทำให้ทั้งพื้นที่ทุ่งรับน้ำและพื้นที่ชุมชนชุ่มไปด้วยน้ำจนเต็มพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์และโมเดลน้ำท่วมรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

“การพัฒนาเมืองโดยรอบในย่านนี้มีผลต่อการระบายน้ำออก เมื่อเจอปริมาณน้ำฝนที่เยอะมากเหมือนรอบนี้จึงเกิดปัญหา”  รศ.คมสัน

รศ.คมสัน อธิบายว่า เมื่อเกิดฝนตกหนักสะสม ระดับน้ำย่อมขึ้นสูงเป็นธรรมดา และสาเหตุที่น้ำระบายออกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะระบบเมืองขวางทางเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะปริมาณน้ำมหาศาลเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้ ซึ่งโดยหลักการระบายน้ำแล้ว การผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการสูบออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้หลายช่องทางร่วมกัน

“เคหะร่มเกล้ามีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ พื้นที่มันต่ำกว่าบริเวณรอบข้างค่อนข้างมาก (บางจุดต่ำกว่าเกือบ 2 เมตร) เมื่อน้ำในคลองแสนแสบที่เอ่อล้นออกมาก็ไหลรวมไปกองตรงนั้นทั้งหมด” รศ.คมสัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในเวลานี้ คือ ระดับน้ำคลองประเวศฯ สูงถึง 80 ซม. จึงทำให้น้ำท่วมออกมาถึงถนน ถ้าจะให้น้ำในถนนลดลง จำเป็นต้องลดระดับน้ำในคลองประเวศฯ ลงให้ได้อย่างน้อยที่สุด 20-30 ซม. ระดับน้ำในถนนถึงเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับแนวทางการแก้ไข รศ.คมสัน เสนอว่าต้องเร่งผันน้ำ 2 ช่องทางขนานกัน คือ 

  1. ดันน้ำจากคลองแสนแสบเข้าอ่างเก็บน้ำพระราม 9 เพื่อส่งเข้าอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
  2. เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งดึงน้ำออกจากคลองประเวศฯ มุ่งหน้าสู่อาคารสูบน้ำพระโขนงเพื่อลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการผลักดันน้ำอีกส่วนไปทางจังหวัดสมุทรปราการเพื่อออกสู่ทะเล

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือระดับน้ำในพื้นที่รอบนอกและชายแดนจังหวัดใกล้เคียงต่างหนุนสูงเต็มพื้นที่ ทำให้การระบายน้ำทำได้ยากกว่าปี 2554 ที่เคยใช้เวลาลดระดับน้ำได้ภายใน 3-5 วัน

บทเรียน 40 ปี เคหะร่มเกล้า:โจทย์ใหม่ที่รัฐไทยต้องออกแบบ

ชุมชนเคหะร่มเกล้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 โดยการเคหะแห่งชาติ บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 1,175 ไร่ ในพื้นที่แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เป็นอาคาร 5 ชั้นจำนวน 36 อาคาร 6,064 ยูนิต ทำให้มีผู้อยู่อาศัยเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย

ด้วยระยะเวลากว่า 40 ปี ทำให้โครงสร้างอาคาร ระบบสาธารณูปโภค (น้ำประปา สายไฟ ระบบระบายน้ำ) และสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมตามกาลเวลา

รศ.คมสัน อธิบายว่า ในทางกายภาพและโครงสร้างของอาคารไม่น่าห่วงมากนัก เนื่องจากการก่อสร้างค่อนข้างแข็งแรงและมีการฝังเสาเข็มลึกลงไปกว่า 20 เมตร แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องระบบน้ำ-ไฟ ที่เสียหายจากน้ำท่วม

“ถัดจากนี้ต้องกลับมาทบทวนพื้นที่บริเวณนี้ใหม่ การสร้างอาคารในอนาคตจำเป็นต้องออกแบบให้มีใต้ถุนสูง เพราะอย่างไรเสียในอนาคตก็ต้องเจอฝนตกหนักติดต่อกันแบบนี้อีก จากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ฝนตกแต่ละครั้งมีปริมาณมากกว่าปกติ ฝนตกวซ้ำในพื้นที่เดิม เมื่อไม่มีทางระบายยังไงน้ำก็ท่วม การสร้างอาคารที่วางติดพื้นดินเช่นนี้มีความเสี่ยงสูงมาก นี่คือความท้าทายรูปแบบใหม่ที่เราต้องหาทางรับมือ”

อย่างไรก็ตาม อธิการบดี สจล. ย้ำว่าความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำท่วมรอบนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ที่เคหะร่มเกล้าเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังฝั่งชายขอบของเขตลาดกระบัง เช่น ชุมชนหัวตะเข้ หรือ บริเวณวัดลาดโกษา จะยังมีอีกหลายครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนัก บ้านเรือนชั้นหนึ่งยังคงจมอยู่ใต้น้ำ แต่กลับตกสำรวจและไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ยังจำเป็นต้องเร่งขยายการดูแลเข้าครอบคลุมชุมชนชายน้ำตลอดแนวคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่รับศึกหนักและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไม่แพ้กัน

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย