เปิด “โมเดลข้าวยั่งยืน” พลิกวิกฤตต้นทุนพุ่งและผลผลิตต่ำให้กลายเป็นโอกาส โชว์ตัวเลขเชิงประจักษ์เพิ่มกำไรให้ชาวนา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 70 พร้อมแนะรัฐปรับเข็มทิศนโยบายการอุดหนุนภาคการเกษตรใหม่

ภาคการเกษตรไทยกำลังก้าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกำแพงการค้าโลกที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยความสำเร็จ “ขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน” พลิกวิกฤตต้นทุนพุ่งและผลผลิตต่ำ ให้กลายเป็นโอกาส โชว์ตัวเลขเชิงประจักษ์ที่ช่วยเพิ่มกำไรให้ชาวนา ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 70 พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลปรับเข็มทิศนโยบายการอุดหนุนภาคการเกษตรใหม่ เพื่อเชื่อมโยงตลาดโลกและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
วิกฤตข้าวไทยกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข
ข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทย โดยกว่าร้อยละ 20 ของครัวเรือนในประเทศประกอบอาชีพทำนา แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และภาวะหนี้สินสะสม ในขณะเดียวกัน มิติทางด้านสิ่งแวดล้อมก็กำลังเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากการทำนาแบบดั้งเดิมปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 8 ของประเทศ ทั้งก๊าซมีเทนจากน้ำขัง ไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น และปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 จากการเผาตอซัง หากไม่มีการปรับตัว ข้าวไทยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังมุ่งสู่ยุคคาร์บอนต่ำ
ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคณะเศรษฐศาสตร์ ได้จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อ โครงการ “การขยายผลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง สำหรับการผลิตข้าวยั่งยืนระดับจังหวัด โดยการพัฒนาขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรและลดก๊าซเรือนกระจก ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น” พบว่า ชูแนวทางปลูกข้าว SRP ลดก๊าซเรือนกระจกได้ทะลุ 70% พร้อมเพิ่มกำไรให้เกษตรกรสูงสุดเกือบพันบาทต่อไร่ นักวิชาการแนะรัฐถึงเวลาทบทวนงบอุดหนุนปีละ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืน สร้างภูมิคุ้มกันโลกร้อน และยึดหัวหาดตลาดข้าวพรีเมียมระดับโลก

“ขอนแก่นโมเดล” ทางออกสู่การทำนาแบบยั่งยืน
รศ.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย หัวหน้าโครงการฯ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว The Active ว่า ได้นำร่องโครงการ “ขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน” โดยใช้มาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน (Sustainable Rice Platform : SRP) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล โครงการศึกษาดังกล่าวฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดย ข้าวยั่งยืน เป็นข้าวที่ถูกปลูกและเก็บเกี่ยวตามมาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute : IRRI) และประเทศสมาชิกเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดทำมาตรฐานขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการปลูกข้าวไม่ถูกวิธีและปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเอาน้ำไปขังในนาเป็นเวลานานส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทน การเผาตอซังที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยการปลูกข้าวแบบยั่งยืน (SRP) ส่งผลประโยชน์ในเชิงบวกถึง 3 มิติด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ – เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มกำไร ด้านสังคม-ดูแลแรงงาน ความปลอดภัยของชาวนา และ ด้านสิ่งแวดล้อม – ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

โครงการ “ขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 และในปี 2568 ขยายการดำเนินการเต็มรูปแบบ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมาย 73 หมู่บ้าน ใน 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอพระยืน อำเภอพล อำเภอหนองสองห้อง รวมจำนวน 952 ครัวเรือน เกษตรกรต้นแบบ 105 คน รวมพื้นที่เพาะปลูก 13,150 ไร่
พิสูจน์ความคุ้มค่าการปลูกข้าวยั่งยืน สามรถต้นทุนลด กำไรเพิ่ม และช่วยให้โลกเย็นลง
เพราะผลลัพธ์จากการลงพื้นที่ปฏิบัติจริงสะท้อนความคุ้มค่าเชิงตัวเลขอย่างชัดเจน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการต้านวิกฤตโลกร้อน
- ข้าวหอมมะลิที่ปลูกแบบ SRP ให้ผลผลิตเฉลี่ย 313 กิโลกรัมต่อไร่ มีต้นทุนเฉลี่ย 10.57 บาทต่อกิโลกรัม สร้างกำไรส่วนเพิ่มได้ประมาณ 415 บาทต่อไร่ (สูงสุด 500-700 บาท) เมื่อเทียบกับการทำนาแบบเดิม
- ข้าวเหนียวที่ปลูกแบบ SRP ให้ผลผลิตเฉลี่ย 334 กิโลกรัมต่อไร่ มีต้นทุนลดลงเหลือ 11.91 บาทต่อกิโลกรัม สร้างกำไรส่วนเพิ่มได้ถึง 699 บาทต่อไร่ (สูงสุด 800-1,000 บาท)
- ในด้านสิ่งแวดล้อม ขอนแก่นโมเดลประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 70 โดยลดลงจาก 22.67 เหลือเพียง 6.90 t CO2e/ha/y ซึ่งลดลงมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับการทำนาแบบดั้งเดิม
- นอกจากนี้ ยังสามารถลดพื้นที่การเผาไหม้ลงได้กว่าร้อยละ 53.8 โดยเฉพาะในอำเภอพระยืนที่ก้าวสู่การเป็นพื้นที่ปลอดการเผา (Zero Burning)

การเพาะปลูกข้าวยั่งยืนมันสามารถช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้ด้วย คือมันเป็นวิธีปฏิบัติที่สุดท้ายคือสามารถรวมผลประโยชน์หลาย ๆ อย่างเข้ามาไว้ด้วยกัน ณ แพ็คเกจเดียว ไม่ใช่แบบไปโฟกัสว่าเฉพาะลดคาร์บอนนะ หรือเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนอย่างเดียว แต่มันมาด้วยกันในแง่ของการค้า ต่อไปยังไงประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแบบประเทศนำเข้าข้าวราคาแพง สหรัฐอเมริกา ประเทศในอียู ยังไงเขาก็ต้องมาดูเรื่องของการปลดปล่อยคาร์บอน

โอกาสทองในตลาดโลกที่ไทยยังผลิตไม่ทันความต้องการ
รศ.ภูมิสิทธิ์ ยังสะท้อนภาพความเป็นจริงของกลไกตลาดว่า ปัจจุบันเทรนด์การบริโภคของโลกเปลี่ยนไป ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ข้าว SRP จึงกลายเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาล แต่ขณะนี้กำลังการผลิตของไทยยังไม่เพียงพอ
พื้นที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 12,000 ไร่ ผ่านการรับรองมาตรฐาน SRP ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ที่เราสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้ โดยขณะนี้ตลาดข้าว SRP ยังเป็นตลาดต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งในปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตข้าว SRP จำนวน 1,500 ตันข้าวเปลือก ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป หรือ สหรัฐอเมริกา
จากข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พบว่ามีบริษัทผู้นำเข้าข้าวจากอียูรายหนึ่งซึ่งเดิมนำเข้าข้าวจากไทย จำนวน 18,000 ตัน ปัจจุบันต้องการเปลี่ยนข้าวจำนวนดังกล่าวเป็นข้าว SRP ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความต้องการจากอียูเพียงบริษัทเดียว กำลังการผลิตข้าว SRP ของเรายังไม่เพียงพอ ตลาดของข้าว SRP มีโอกาสเติบโตและมีอนาคต ดังนั้น จึงอยากให้ทุกภาคส่วนหันมาสนับสนุน
รศ.ภูมิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การขยายการปลูกข้าวแบบ SRP กุญแจสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรเปลี่ยนการปลูกแบบดั้งเดิม (CRP) มาเป็นการปลูกแบบยั่งยืน (SRP) ซึ่งเกษตรกรจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเห็นประโยชน์ และต้นแบบเกษตรกรที่เราสร้างขึ้นเป็นตัวอย่างที่ดีว่าเปลี่ยนมาปลูกข้าวแบบ SRP นี้แล้วได้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นจริง ๆ เกษตรกรคนอื่น ๆ เห็นแล้วก็จะอยากเปลี่ยนตาม การสร้างต้นแบบเกษตรกรจึงเป็นแนวทางสำคัญอันหนึ่งในการสร้างเครือข่ายและขยายพื้นที่ปลูก
ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องเข้ามาสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรด้วย โดยอาจจะมีเงื่อนไขสนับสนุนด้านสินเชื่อโดยตรงจาก ธกส. หรือ มาตรการความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เข้ามาเสริม และการเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานภาคการศึกษาและภาคเอกชนก็มีส่วนสำคัญ โดยภาคการศึกษามีองค์ความรู้เข้ามาช่วยเสริม ขณะที่ภาคเอกชนหากเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นในการเข้ามาสนับสนุนเกษตรกรในการปลูกข้าว SRP ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าภาคเอกชนจะเข้าร่วม ทั้งนี้ อาจต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐในการดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุน อาทิ มาตรการด้านภาษี และอื่น ๆ
ข้อเสนอแนะต่อนโยบายรัฐให้เปลี่ยนเงินอุดหนุน เป็นทุนสร้างความยั่งยืน
แม้ผลการวิจัยจะชี้ชัดถึงประโยชน์ในทุกมิติ แต่การจะขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวหลายล้านไร่ทั่วประเทศ จำเป็นต้องอาศัยกลไกนโยบายภาครัฐที่ลงมือทำอย่างจริงจัง โครงการขอนแก่นโมเดลได้วางแผนขยายพื้นที่ให้ถึง 200,000 ไร่ ภายในปี 2571 แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรงบประมาณ
ที่ผ่านมา ประเทศเราใช้เงินประมาณปีละ 3-5 หมื่นล้านบาท ในการสนับสนุนภาคการเกษตรข้าว โดยที่เราไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย หากเราลองกลับมาคิดใหม่ดูไหมว่า 3-5 หมื่นล้านบาทที่เราใช้ไปทุกปี จะจ่ายอย่างไร เพื่อให้ภาคการผลิตข้าวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนได้
การปรับตัวเข้าสู่วิถีการปลูกข้าวยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงนโยบายทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันต่อสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง และเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้ “ข้าวไทย” ยังคงยืนหยัดและเติบโตในตลาดโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

