ข้าวไทย หมดยุคผูกขาดตลาด หลังเผชิญสงครามราคา ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพอากาศแปรปรวน เจาะยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ เร่งเครื่องดัน ‘ข้าวประณีต’ ปลดล็อกปมโครงสร้าง เชื่อมโยงต้นน้ำยันปลายน้ำ หวังทวงคืนตลาด สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชาวนาไทย
อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังยืนอยู่อยู่บนความท้าทายที่สำคัญที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงคู่แข่งทางการค้า แต่รวมถึง วิกฤตโลกเดือด ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้ชัดว่า หมดยุคของการแข่งขันด้วยปริมาณและราคา ถึงเวลาที่ไทยต้อง ปรับรื้อโครงสร้างทั้งระบบ เชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจข้าวรูปแบบใหม่ ที่เน้น “ความยั่งยืน” และ “นวัตกรรม”

สถานการณ์ข้าวโลกและข้าวไทย
ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา ข้าวไทยอาจจะได้อานิสงส์จากการระงับการส่งออกของอินเดีย ทำให้สามารถส่งออกได้ทะลุเป้าถึง 10 ล้านตัน แต่ว่าสถานการณ์ในปี 2568-2569 กลับแปรผัน ปริมาณสต็อกข้าวโลกพุ่งสูงถึง 191.5 ล้านตัน ขณะที่อินเดียและเวียดนามกลับมาบุกตลาดอย่างหนักหน่วง

ชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า ในปี 2567 การส่งออกมากถึง 10 ล้านตัน แต่มาปีนี้ผลผลิตเริ่มล้นตลาด ส่งออกได้ลดลง และยังมีปัญหาการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ประเทศผู้ส่งออกเริ่มยกกำแพงภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน
นอกจากคู่แข่งที่น่ากลัวแล้ว ไทยยังเผชิญกับกำแพงการค้าใหม่ เช่น ฟิลิปปินส์ที่ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ดไต่สวนการนำเข้าข้าว รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่อาจใช้มาตรา 301 ในการเก็บภาษีเพิ่มเติม โดยกล่าวหาในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และการใช้แรงงานบังคับ

การส่งออกวิกฤตตะวันออกกลางและเป้าหมายใหม่ในปี 2569
กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวไทยไว้ที่ 7 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวขาว 49% ข้าวหอมมะลิไทย 20% และข้าวนึ่ง 20% โดยตลาดหลักยังคงเป็น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อาเซียน และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลอย่างช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกไปยังอิรัก (ตลาดข้าวขาวอันดับ 1 ของไทย) เยเมน และอิสราเอล
“ตลาดตะวันออกกลางชะงักงันไปเลย สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือพยายามกระจายตลาด ไปยังตลาดทดแทนอื่น ๆ เช่น เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ ทั้งในส่วนของข้าวตลาดแมสและนิชมาร์เก็ต”
ชนินทร หริ่มเจริญ
ผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนสู่การผลักดัน “ข้าวรักษ์โลก”
วิกฤตเอลนีโญ และสภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ฝุ่นควันหรือภัยแล้งเท่านั้น แต่กระทบถึง ความมั่นคงทางอาหาร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ภาคเกษตรไทยยังต้อง “พึ่งฟ้าพึ่งฝน” ทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตผันผวน ทิศทางของตลาดโลกในปัจจุบันจึงบีบบังคับให้ไทยต้องปรับตัวสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเป้าไปที่ยุทธศาสตร์ “ข้าวประณีต” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก


- ข้าวรักษ์โลก เช่น ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวยั่งยืน (SRP) และข้าวอินทรีย์ ตอบรับนโยบายลดโลกร้อน
- ข้าวมีเรื่องราว ข้าว GI ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่มีมูลค่าจากแหล่งกำเนิดและอัตลักษณ์
- ข้าวสุขภาพ ข้าวน้ำตาลต่ำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ รองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งตลาดข้าวสีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 8.0% ต่อปี
ในอนาคตเทรนด์ตรงนี้มันมาแน่ๆ เพราะทุกคนต้องการหนีตลาดข้าวเดิม ๆ ไปสู่เกษตรที่ยั่งยืนแม้ในระยะแรกการทำเกษตรแม่นยำหรือข้าว SRP อาจจะเป็นการเพิ่มต้นทุน แต่ถ้าเราทำได้ทั้งระบบ ในอนาคตมันจะลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นได้อย่างคุ้มค่า

ปัญหาโครงสร้างที่แก้ไม่ตก ทำไมข้าวไทยถึงเหนื่อย ?
โครงสร้างต้นทุน ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ เกษตรกรแบกรับค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรง ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ต่ำ
การพัฒนาพันธุ์ข้าว ขาดแคลนนวัตกรรมและงานวิจัย งบประมาณวิจัยไม่เพียงพอต่อการพัฒนาพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพอากาศแปรปรวน
การตลาด การแข่งขันสูง ราคาผันผวน และขาดการสร้างแบรนด์เชิงรุก
เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย มีช่วงราคาให้ผู้บริโภคเลือกมากมาย ไทยจึงสูญเสียความได้เปรียบในส่วนนี้ไป


การปลดล็อก เชื่อมโยง “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” คือทางรอดเดียว
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ บอกด้วยว่า บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การหาตลาด แต่คือการทำหน้าที่ชี้เป้าความต้องการให้ภาคการผลิตรับทราบว่าการจะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ รัฐบาลต้องเดินหน้าบูรณาการอย่างจริงจัง ต้องไปพร้อม ๆ กัน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หากไปคุยกับผู้ผลิตก็จะบอกว่ามีดีมานด์ไหม ไปคุยกับปลายทางก็บอกว่าผลิตได้หรือเปล่า จะโยนกันไปมาไม่ได้อีกแล้ว
“ต้นน้ำต้องพัฒนาพันธุ์ กลางน้ำต้องวิจัยแปรรูป ปลายน้ำอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็หาตลาด ต้องมาทำร่วมกันให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์ข้าวครบวงจรจริง ๆ”
ชนินทร หริ่มเจริญ

ก้าวต่อไปของรัฐบาลและนโยบายสาธารณะ
สำหรับการยกระดับข้าวไทยไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่ต้องอาศัยการลงทุนในนวัตกรรม เช่น การเปลี่ยนแป้งข้าวเป็น Low GI สำหรับเบเกอรี่ หรือการทำบรรจุภัณฑ์ จากฟางข้าว รวมถึงการผลักดันข้อมูลผ่าน Dashboard ข้าวแบบเรียลไทม์ บทสรุปของการพัฒนาข้าวที่ยั่งยืน คือบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของภาครัฐ ว่าจะสามารถทลายไซโลการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรฯ (ต้นน้ำ) ภาควิชาการ นวัตกรรม (กลางน้ำ) และกระทรวงพาณิชย์ (ปลายน้ำ) ได้หรือไม่ เพราะหากไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ ผลกระทบจากโลกเดือดและสงครามการค้า จะไม่เพียงพรากความเป็นผู้นำตลาดข้าวไปจากไทย แต่จะทำลายโครงสร้างรายได้ของฐานรากประเทศอย่างไม่อาจประเมินค่าได้
