ชี้ แม้ไม่ใช่น้ำกร่อย แต่มีความเสี่ยง ‘ปลาหมอคางดำ’ ขยายพันธุ์สูง ไม่ต่างจากคลองใน กทม. ขณะที่ จ.กาฬสินธุ์ เตรียมปูพรม เอกซเรย์จุดเสี่ยงทั่วเขื่อนลำปาว 12 ก.ย. นี้ สั่งเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแสทันที ติง หลักเกณฑ์พิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ที่ชาวบ้านจับได้เมื่อผ่าพิสูจน์โดยนักวิชาการประมง พบว่าปลาทั้ง 2 ตัวเป็นคู่เพศผู้และเพศเมีย
ที่น่าสนใจก็คือ ภายในท้องของปลาหมอคางดำตัวเมีย มีไข่สมบูรณ์พร้อมผสมพันธุ์จำนวนมาก ส่วนตัวผู้โดยธรรมชาติมีพฤติกรรมว่ายน้ำคู่กัน เพื่อเตรียมทำหน้าที่อมไข่ต่อจากตัวเมีย โดยชาวประมงจับได้ก่อนที่ไข่จะถูกปล่อยออกมาขยายพันธุ์ กลายเป็นความกังวลของในคนพื้นที่ว่าจะเกิดการแพร่ระบาด เช่น เดียวกับพื้นที่ภาคกลาง ภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และระบบนิเวศหรือไม่
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: ผ่าท้อง “ปลาหมอคางดำ” จับได้ในเขื่อนลำปาว พบตัวเมียไข่ในท้องแน่น
สุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ สั่งการให้ฝ่ายปกครองและท้องถิ่น เตรียมเปิดปฏิบัติการปูพรมล่าปลาหมอคางดำ และเอกซเรย์จุดเสี่ยงทั่วเขื่อนลำปาว ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ พร้อมย้ำ ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะเขื่อนน้ำจืด ปลาปรับตัวได้ยาก แต่ขอให้ช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสทันที
The Active พูดคุยกับ ชวลิต วิทยานนท์ กรรมการวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และอดีตคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ประเมินสถานการณ์ว่า แม้ปัจจุบันประมงจังหวัดกาฬสินธุ์จะระบุว่าพบปลาชนิดนี้เพียงจุดเล็กๆ และกระจายตัวไม่มาก แต่หากไม่มีมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง คาดว่าภายในไม่เกิน 1 ปี ปลาหมอคางดำจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ยึดพื้นที่แหล่งน้ำลำปาว เพราะแม้จะไม่ใช่น้ำกร่อยเช่นภาคกลาง ภาคใต้ ซึ่งติดชายฝั่ง แต่กรณีน้ำจืดก็มีให้เห็นมาแล้ว เช่น ที่พบในคลองเปรมประชากร หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้สัตว์น้ำท้องถิ่นลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปลาชนิดนี้มีความสามารถในการขยายพันธุ์สูง และทนทานต่อทุกสภาพน้ำ

สอดคล้องกับฉากทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่เคยออกมาเตือนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ว่าหากปล่อยไว้ไม่กำจัดอย่างเข้มงวด ใน 20 ปี ปลาหมอคางดำจะแพร่กระจายไปทั่วประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับแนวทางแก้ไขเฉพาะหน้า ชวลิต เสนอว่า ภาครัฐและหน่วยงานในพื้นที่ควรเร่งใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการประมง ลงทุนกำจัดอย่างจริงจัง พร้อมสั่งควบคุมหรือระงับการปล่อยพันธุ์ปลาในพื้นที่เพื่อป้องกันการปะปน เนื่องจากการพบในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนย้ายตามธรรมชาติ แต่อาจมาจากทั้งการลักลอบนำมาปล่อยเพื่อทำบุญ หรือการปะปนมากับลูกพันธุ์ปลานิล และปลาตะเพียนที่นำมาเพาะเลี้ยง
การสังเกตในการแยกแยะปลาหมอคางดำออกจากชนิดอื่นปลานิล สามารถพิจารณาได้จากลักษณะครีบหาง ซึ่งปลาหมอคางดำจะไม่มีลาย ปลายหางเว้าเล็กน้อย และมีสีออกชมพูหรือแดง ขณะที่ปลานิลจะมีลายเส้นถี่ชัดเจนทั่วครีบหาง นอกจากนี้เกล็ดของปลาหมอคางดำยังมีขนาดใหญ่กว่าปลานิลอย่างเห็นได้ชัด
“ภาครัฐ และหน่วยงานในพื้นที่เร่งควรลงทุนกำจัดอย่างจริงจังเพื่อแยกปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติก่อน เช่น การใช้กระแสไฟฟ้าช็อตคัดเลือกจับปลาหมอคางดำขึ้นมาจากแหล่งน้ำปิดอย่างอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว แล้วปล่อยปลาชนิดอื่นคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมสั่งควบคุมหรือระงับการปล่อยพันธุ์ปลานิลในพื้นที่เพื่อป้องกันการปะปน”
ชวลิต วิทยานนท์

ขณะที่การควบคุมระยะยาว ชวลิต ย้ำว่า เวลานี้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับมาตรการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือเอเลี่ยนสปีชีส์อย่างเข้มงวด ควบคู่กับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขออนุญาตนำเข้า ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาการนำเข้าต้องเพิ่มความเข้มงวดในการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงต่อระบบนิเวศตั้งแต่ต้นทาง หากพบสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มเป็นภัยจะไม่อนุญาตให้นำเข้าโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการควบคุมไม่ได้ในภายหลัง ขณะที่งานวิจัยการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อส่งผลให้ปลาหมอคางดำเป็นหมันยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ และต้องใช้เวลาศึกษาผลกระทบทางระบบนิเวศอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการควบคุมไม่ได้ในภายหลัง
ส่วนประเด็นการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบ 19 จังหวัด แม้ศาลปกครองกลางเพิ่งจะมีคำสั่งให้กรมประมง ทำแผนระงับยับยั้งจัดการ ปลาหมอคางดำ และให้ประกาศ จ.สมุทรสงคราม เป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้า
ขณะที่หลักเกณฑ์เดิมของภาครัฐที่ต้องตรวจพบปลาหนาแน่นถึง 100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ตามหลักเกณฑ์ในการพิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน ชวลิต มองว่าเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะหากแหล่งน้ำใดเริ่มพบความเดือดร้อนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือพบปลาชนิดนี้เป็นส่วนใหญ่ ก็นับว่าเข้าขั้นภัยพิบัติที่ภาครัฐต้องเร่งเข้าไปชดเชยและกำจัดทันที
