ตามที่ รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ระบุถึงกระแสการคัดค้านและข้อห่วงกังวลต่ออนุสัญญา UPOV 1991 ของสังคมไทย เป็นกระบวนการที่มาจากการสั่งสมองค์ความรู้ และการวิเคราะห์เชิงลึกมาอย่างยาวนานหลาย 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาผลกระทบของความตกลง CPTPP
รศ.เจษฎา โพสต์ว่า ใน 2-3 วันนี้ เห็นกระแสโซเชียล ออกมารณรงค์คัดค้าน UPOV 1991 บางคนก็ส่งหลังไมค์มาถามว่าลงชื่อคัดค้านกับเขาหรือยัง ซึ่งตอบว่ายังและไม่คิดจะลง เพราะเรื่องนี้ซ้ำรอยเดิมของวงการเกษตรไทย อย่างตอน “ต่อต้านสารเคมีการเกษตร 3 สาร” เรื่องพาราควอต ไกลโฟเซต ที่กระแสสังคมออกมาเฮค้านตาม ๆ กัน แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานรายละเอียดของข้อมูล ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลโต้แย้ง อย่างครบถ้วนหรือทันเวลาปล่อยให้ข้อมูลที่ “ปั่น” จนเกินจริง ออกมาอยู่เต็มไปหมด
โดย UPOV 1991 คือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Convention for the Protection of New Varieties of Plants 1991) โดยให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กับ “ผู้ที่ลงทุน วิจัย และพัฒนา” ปรับปรุง “พันธุ์พืชใหม่” ทั้งในด้าน การผลิต , การขยายพันธุ์ , และการจำหน่ายพันธุ์พืชใหม่นั้น
ที่เกิดอนุสัญญานี้ขึ้น ก็เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ดึงดูดให้นักวิจัยและบริษัทเอกชน มาลงทุนพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ ๆ รวมถึงสร้างโอกาสในการได้ใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่
ที่มาของเรื่องนี้ คือ ทางสหภาพยุโรป (EU) ได้เสนอให้ไทยเรา “ยกระดับระบบคุ้มครองพันธุ์พืช” ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นผลดีกับทั้งฝั่ง EU และนักปรับปรุงพันธุ์ของไทยเราเอง ที่ก็จะได้รับการคุ้มครองสิทธิทางปัญญา ของพันธุ์พืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ได้ขโมยพันธุ์ไปขายหรือจดสิทธิในต่างประเทศ
“จะเห็นว่า ทาง EU ไม่ได้บังคับให้ไทยต้องลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 เพียงแค่ให้ยกระดับการคุ้มครองพันธุ์ โดยที่ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีเพียงแค่ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ใช้คุ้มครองอยู่”
รศ.เจษฎา เผยอีกว่า จุดยืนของรัฐบาลไทยนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์และคณะเจรจา ได้ยืนยันแล้วว่ามีเพียงแค่ถูกยกขึ้นมาหารือ ยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นนี้ ว่าจะตกลงเข้าร่วม UPOV 1991 หรือไม่และถึงมีการตกลงเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่สามารถเปลี่ยนกฎหมายได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 และผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน อย่างรอบคอบเสียก่อน

สำหรับข้อแตกต่างระหว่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กับกรอบ UPOV 1991 นั้น มีหลัก ๆ คือ
- ระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิ
- พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542: กำหนดระยะเวลา ตามประเภทของพืช เช่น 12, 17 หรือ 27 ปี
- UPOV 1991: ขยายเวลาคุ้มครองยาวนานขึ้น โดยกำหนดขั้นต่ำ 20 ปีสำหรับพืชทั่วไป และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้น/ไม้เถา
- สิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ (Farmers’ Privilege)
- พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542: คุ้มครองสิทธิเกษตรกรให้สามารถ เก็บผลผลิตหรือส่วนขยายพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ในพื้นที่ของตนเองในฤดูกาลถัดไปได้
- UPOV1991 : จำกัดสิทธิเกษตรกร ไม่ได้ให้สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์โดยอัตโนมัติ ห้ามแลกเปลี่ยน/ขาย และการนำไปปลูกต่อต้องอยู่ภายใต้ข้อยกเว้น เงื่อนไข หรือจ่ายค่าธรรมเนียม
- การแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing)
- พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542: กำหนดว่าหากนำพันธุ์พืชป่า/พันธุ์พืชพื้นเมืองใกล้นโยบายชุมชนไปวิจัยพัฒนา ต้องแจ้งที่มาและ แบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่กองทุน/ชุมชน
- UPOV 1991: ไม่มีข้อกำหนด เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพคืนสู่ชุมชน
ความแตกต่างเหล่านี้ เป็นจุดที่นำมาใช้ในการเจรจาเพื่อหาจุดร่วมกัน ในการปรับปรุงแก้ไขกฏหมายเดิม (หรือออกกฏหมายใหม่) อย่างเหมาะสมสำหรับประเทศไทยเราได้ ไม่ได้เป็นการบังคับว่าต้องทำตาม กรอบ UPOV1991 ทุกประการ
รศ.เจษฎา สรุปความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอนุสัญญา UPOV 1991 ที่สร้างความกังวลให้เกษตรกรไทย จนออกมารณรงค์คัดค้านกันตอนนี้ ว่า
- เกษตรกรจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้อีกเลย ในข้อเท็จจริง UPOV 1991 มีข้อยกเว้นบังคับที่เรียกว่า Farmers’ Privilege (สิทธิของเกษตรกร) ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายในประเทศ ให้เกษตรกรรายย่อย สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์ของ “พืชพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง” ไว้ใช้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเอง เพื่อการบริโภคหรือใช้ในครัวเรือนได้ โดยไม่ได้เป็นการห้ามอย่างสิ้นเชิงตามที่เข้าใจกัน (แต่จะห้ามการนำไปเพาะขยายพันธุ์ เพื่อทำธุรกิจขาย “เมล็ดพันธุ์” ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์)
- พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชดั้งเดิมของไทยจะถูกบริษัทต่างชาติยึดจดสิทธิบัตรผูกขาด ข้อเท็จจริง UPOV 1991 คุ้มครองเฉพาะ “พันธุ์พืชใหม่” (New Varieties) เท่านั้น พันธุ์พืชที่จะได้รับการคุ้มครองตาม UPOV 1991 ต้องมีคุณสมบัติครบ 4 ประการ คือ มีความใหม่ (Novelty), มีความแตกต่าง (Distinctness), มีความสม่ำเสมอ (Uniformity), และมีความคงตัว (Stability) ดังนั้น พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชดั้งเดิม หรือพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรปลูกกันอยู่แล้ว จึง “ไม่” สามารถนำมาขอรับการคุ้มครองตาม UPOV 1991 ได้ เกษตรกรยังคงใช้ประโยชน์ ขยายพันธุ์ หรือแลกเปลี่ยนพันธุ์พืชดั้งเดิมได้ตามปกติ
- เกษตรกรจะถูกฟ้องร้องทันทีหากเกสรจากพันธุ์พืชที่คุ้มครองปลิวมาผสมในแปลงของตนข้อเท็จจริง การละเมิดสิทธิพันธุ์พืชตามกฎหมาย ต้องเกิดจากการ “กระทำโดยเจตนา” เพื่อนำไปขยายพันธุ์เชิงพาณิชย์ การที่ละอองเกสรผสมข้ามตามธรรมชาติ (Accidental/Natural Contamination) ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากเจตนาการละเมิดสิทธิหรือการขโมยสายพันธุ์ จึงไม่ถือเป็นความผิดทางกฎหมายเกษตรกรตามหลักทั่วไป
- UPOV1991 จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นอย่างมหาศาล และบีบให้ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ข้อเท็จจริง ปัจจุบัน กลไกตลาดและการแข่งขัน เป็นตัวช่วยควบคุมราคาอยู่แล้วการเข้าสู่ UPOV 1991 กลับจะช่วยดึงดูดให้นักวิจัย พันธุ์พืชไทย และบริษัทปรับปรุงพันธุ์พืชทั้งในและต่างประเทศเข้ามาพัฒนากระบวนการผลิต ส่งผลให้มี พันธุ์พืชใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเป็นตัวเลือกมากขึ้น เกษตรกรจึงไม่ได้ถูกบังคับให้ซื้อจากเจ้าใดเจ้าหนึ่ง และหากพันธุ์พืชใดมีราคาแพงเกินไปหรือไม่คุ้มค่า เกษตรกรก็ยังมีทางเลือกในการใช้พันธุ์พืชดั้งเดิมหรือพันธุ์ทั่วไปได้ตามปกติ
- UPOV 1991 มีไว้เพื่อประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติเท่านั้น เกษตรกรไทยไม่ได้ประโยชน์ ข้อเท็จจริง UPOV 1991 คุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืช ทุกกลุ่ม รวมถึงนักวิจัยไทยและเกษตรกรที่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้นเอง ประเทศไทยมีพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด (เช่น ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม กล้วยไม้) หากไทยเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 นักวิจัยไทยและเกษตรกรไทยที่พัฒนาสายพันธุ์ใหม่จะได้รับ การคุ้มครองสิทธิ์ในระดับสากล ป้องกันไม่ให้ต่างชาติ นำสายพันธุ์พืชไทยไปขยายพันธุ์ขายในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ประเทศไทยจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยในการควบคุมพืช GMOs ข้อเท็จจริง UPOV 1991 คุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เกี่ยวกับการอนุมัติหรือควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) การอนุญาตให้นำพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เข้ามาปลูกหรือทดลองในประเทศไทย ยังคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและนโยบายชีวอนามัยภายในประเทศของไทยเอง อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่ได้มีอำนาจบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับพืช GMOs

BioThai แจง 6 ข้อ ยันคัดค้าน UPOV 1991 มาจากการศึกษาผลกระทบ
ด้าน ปรกชล อู๋ทรัยพ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ซึ่งติดตามประเด็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก UPOV 1991 มาอย่างต่อเนื่อง ได้เผยแพร่ บทความเชิงวิพากษ์ รวม 6 ข้อความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยระบุว่า กระแสการคัดค้านและข้อห่วงกังวลต่ออนุสัญญา UPOV 1991 ของสังคมไทย เป็นกระบวนการที่มาจากการสั่งสมองค์ความรู้ และการวิเคราะห์เชิงลึกมาอย่างยาวนานหลาย 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาผลกระทบของความตกลง CPTPP
ความตื่นรู้ทางวิชาการของสังคมไทยตั้งอยู่บนฐานคิดและการวิเคราะห์จากองค์กรสำคัญในระดับต่าง ๆ หลายองค์กร ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่ “ปั่นขึ้น” อาทิ
- รายงานการศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลง CPTPP ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) สภาผู้แทนราษฎร (พ.ศ. 2563) ซึ่งเป็นกระบวนการนิติบัญญัติที่เปิดรับฟังข้อมูลอย่างกว้างขวางและรอบด้าน โดยมีการเชิญหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนมาร่วมให้ข้อมูลรวมกว่า 400 คน และมีข้อสรุปที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ UPOV 1991 ต่อความมั่นคงทางอาหารและสิทธิเกษตรกรอย่างชัดเจน
- ข้อห่วงกังวลอย่างเป็นทางการของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในอาหาร (United Nations Special Rapporteur on the Right to Food, 2024) ที่ระบุว่า การกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาปรับเปลี่ยนกฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบเมล็ดพันธุ์แบบดั้งเดิม และเป็นการคุกคามสิทธิของเกษตรกรรายย่อยในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และขายเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะบั่นทอนสิทธิในอาหารและอธิปไตยทางอาหารในที่สุด
- รายงาน “คู่มือด้านความยั่งยืนสำหรับผู้เจรจาการค้า” (A Sustainability Toolkit for Trade Negotiators) ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Institute for Sustainable Development: IISD) ซึ่งระบุยกย่องให้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของประเทศไทย เป็นหนึ่งใน “แม่แบบของกฎหมายที่เหมาะสม” (Sui Generis Model) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากสามารถรักษาสมดุลระหว่างข้อยกเว้นของนักปรับปรุงพันธุ์และสิทธิของเกษตรกรได้ดี โดยรายงานฉบับดังกล่าวไม่แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับกฎหมายตามแบบ UPOV 1991
- รายงานฉบับที่ A/HRC/63/26 ในหัวข้อ “สิทธิเหนือเมล็ดพันธุ์: การดูแลรักษา การปิดกั้น และการต่อต้าน” (Right to Seeds: custodianship, enclosure and resistance) โดย คณะทำงานว่าด้วยสิทธิของชาวนาและบุคคลอื่นที่ทำงานในชนบทแห่งสหประชาชาติ (2026) ที่ย้ำเตือนถึงภัยคุกคามจากกรอบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญที่สุดคือในข้อเสนอแนะข้อ 105 (c) ของรายงานฉบับนี้ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการไปยังรัฐบาลทั่วโลกให้ “งดเว้นจากการนำ UPOV 1991 มาใช้” เนื่องจากเป็นกติกาที่จำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรในการเก็บ แลกเปลี่ยน และขายเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งสำทับให้รัฐหันมาสร้างหรือยกระดับระบบกฎหมายเฉพาะ (Sui Generis systems) ที่สอดคล้องกับความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีเกษตรกรรมของประเทศตนเองแทน
- แถลงการณ์ร่วมและการส่งจดหมายเตือนล่าสุดอย่างเป็นทางการจากผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Rapporteurs) 4 คณะ ประกอบด้วยผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิในอาหาร ด้านสิทธิในการพัฒนา ด้านสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานว่าด้วยสิทธิของชาวนาฯ ที่ส่งถึงรัฐบาลไทยและเรียกร้องไปยังสหภาพยุโรป (EU) ให้ถอนข้อกำหนดเรื่อง UPOV 1991 ออกจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เนื่องจากกติกาดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน สิทธิเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศคู่เจรจา
ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อโต้แย้งของผู้โพสต์บนฐานคิดทางนิติศาสตร์ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และรายงานทางวิชาการระดับโลกเหล่านี้ กลับพบข้อบ่งชี้ทางกฎหมายและผลกระทบเชิงโครงสร้างที่แตกต่างจากคำอธิบายของกลุ่มผู้สนับสนุน UPOV 1991 อย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเชิงวิพากษ์ดังต่อไปนี้
โครงสร้างหลักและข้อจำกัดในสิทธิการเจรจาข้อยกเว้น
- นิยามสิทธิและผู้อยู่ในข่ายได้รับการคุ้มครอง: การส่งเสริมการวิจัยหรือการแสวงหาผลประโยชน์จากฐานทรัพยากรเดิม ตามหลักกฎหมาย นิยามนี้เปิดช่องให้กลุ่มทุนสามารถนำพืชพันธุ์ธรรมชาติดั้งเดิมมาผ่านกระบวนการคัดเลือกสายพันธุ์จนมีความสม่ำเสมอและคงตัวตามเกณฑ์ DUS แล้วยื่นขอรับ “สิทธินักปรับปรุงพันธุ์” (Breeder’s Right) เพื่อผูกขาดได้เป็นระยะเวลานาน (ขั้นต่ำ 20 ปี และสำหรับไม้ยืนต้นหรือไม้เถาไม่ต่ำกว่า 25 ปี) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ขั้นสูง ยิ่งไปกว่านั้น อนุสัญญา UPOV 1991 ยังไม่อนุญาตให้กลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) คืนสู่ชุมชนท้องถิ่นผู้รักษาฐานทรัพยากรดั้งเดิมภายในกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งต่างจาก พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้ต้องมีข้อตกลงการเข้าถึง ขออนุญาต และแบ่งปันผลประโยชน์ ในกรณีที่มีการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า
- สถานะทางกฎหมายและการกดดันเชิงนโยบายผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ให้สิทธิและความคุ้มครองที่ได้มาตรฐานสากลตามข้อตกลง TRIPS ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) อยู่แล้ว การที่ EU บรรจุข้อกำหนด UPOV 1991 เข้าเป็นเงื่อนไขพ่วง (Package Deal) ภายใต้การเจรจา FTA จึงมีลักษณะของการใช้มาตรการกดดันทางการค้า เพื่อบีบให้ประเทศคู่เจรจาต้องยอมรับข้อผูกพันในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายภายในประเทศเพื่อแลกกับการส่งออกสินค้าประเภทอื่น
- ข้อจำกัดในสิทธิการเจรจาข้อยกเว้นและอำนาจชี้ขาดทางกฎหมาย จากการณีที่ระบุว่า ประเทศไทยสามารถใช้กระบวนการเจรจาเพื่อปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายเดิม โดยหาจุดร่วมร่วมกันได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกรอบ UPOV ทุกประการ ข้ออ้างนี้ขัดต่อข้อเท็จจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากหากรัฐบาลไทยยอมรับให้แก้ไขกฎหมายตาม UPOV1991 มาตรา 35(1) ของอนุสัญญา ฉบับดังกล่าวระบุไว้อย่างเด็ดขาดว่า “ไม่อนุญาตให้มีข้อสงวนในอนุสัญญานี้” (No Reservations)
นอกจากนี้ มาตรา 34(3) ยังกำหนดเงื่อนไขบังคับว่า ประเทศที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพ จะต้องสอบถามสภา (UPOV Council) เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับความสอดคล้องของกฎหมายของประเทศนั้นกับบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ก่อน เช่น หากประเทศไทยพยายามคงระบบการแบ่งปันผลประโยชน์หรือสิทธิของเกษตรกรในรูปแบบที่กระทบต่อสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ สหภาพยุโรปอาจอ้างได้ว่าประเทศไทยมิได้ออกกฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV อำนาจในการตรวจสอบและชี้ขาดความสอดคล้องของกฎหมายจึงตกอยู่กับ UPOV มิใช่อำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติของไทย ในขณะที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในชั้นรัฐสภาจะถูกจำกัดกรอบด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับ FTA
BioThai วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ 6 ประเด็นข้อโต้แย้ง
ข้อ 1 ขอบเขตของสิทธิเกษตรกร (Farmers’ Privilege) และข้อจำกัดในการคัดเลือกพันธุ์กลาย การตีความมาตรา 15(2) และข้อจำกัดตามมาตรา 14(1)(a)(i) ของ UPOV 1991 ในทัศนะของ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ที่ระบุว่าเกษตรกรยังคงมีเสรีภาพในการเก็บและคัดเลือกพันธุ์กลายได้ตราบใดที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์นั้น เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวและตัดทอนบริบทเชิงค่ายกลทางกฎหมายในทางปฏิบัติ หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายอย่างถี่ถ้วน ภายใต้ มาตรา 15(1)(i) ของ UPOV 1991 ได้บัญญัติข้อยกเว้นบังคับไว้ว่า สิทธินักปรับปรุงพันธุ์จะไม่ครอบคลุมถึง “การกระทำที่ทำขึ้นเป็นการส่วนตัวและเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์” ซึ่งในทางทฤษฎี เกษตรกรยังคงสามารถคัดเลือกพันธุ์กลายในแปลงของตนเองเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนได้
ทว่า ในทางปฏิบัติและนิติศาสตร์เชิงวิพากษ์ ข้อยกเว้นทางเลือก (Optional Exception) ตามมาตรา 15(2) ที่ฝั่งสนับสนุนมักอ้างว่าเปิดช่องให้รัฐกำหนดสิทธิ์เก็บเมล็ดพันธุ์พืชสิทธิได้นั้น แท้จริงแล้ว UPOV ได้วางเงื่อนไขซ้อนเงื่อนไขและใช้ถ้อยคำคลุมเครือเพื่อจำกัดสิทธิเกษตรกรอย่างรุนแรง โดยเมื่อพิจารณาควบคู่กับ คำอธิบายแนวทางปฏิบัติ (Guidance) ของสภา UPOV จะพบความจริงทางกฎหมายที่ตรงกัน 3 ประการ คือ
- การจำกัดชนิดพืชขั้นเด็ดขาด: แม้ในข้อบทมาตรา 15(2) จะไม่ได้ระบุชื่อพืช แต่ในเอกสาร Guidance ของ UPOV ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะนำข้อยกเว้นทางเลือกนี้มาใช้กับภาคเกษตรกรรมหรือพืชสวน เช่น กลุ่มพืชผัก ไม้ผล หรือไม้ดอก” ซึ่งเท่ากับตัดสิทธิ์พืชเกือบทั้งหมดที่เกษตรกรไทยปลูกในทางพาณิชย์ และในเอกสารแนวทางยังระบุห้ามใช้ข้อยกเว้นนี้กับพืชพันธุ์ผสม หรือพันธุ์สังเคราะห์โดยสิ้นเชิง
- การจำกัดพื้นที่และห้ามแลกเปลี่ยน: ตัวบทมาตรา 15(2) บังคับสิทธิ์เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เฉพาะ “เพื่อใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเองเท่านั้น” ส่งผลให้การนำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ไปแลกเปลี่ยน แจกจ่าย หรือแบ่งปันระหว่างเกษตรกรในชุมชนตามวิถีดั้งเดิม ไม่สามารถทำได้ทางกฎหมาย ซึ่งในอดีตทั้งประเทศมาเลเซีย (ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2547) และประเทศฟิลิปปินส์ ต่างเคยถูกสภา UPOV สั่งให้ลบสิทธิการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อยออกจากกฎหมายภายในประเทศมาแล้ว
- มาตรการบังคับจ่ายรอยัลตี้ซ้อน: UPOV กำหนดให้ข้อยกเว้นนี้ต้องอยู่ภายใต้ “การรักษาผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของนักปรับปรุงพันธุ์” และมีการจำกัดปริมาณตามสมควร ซึ่งในทางปฏิบัติของประเทศสมาชิก UPOV เกษตรกรไม่ได้เก็บพันธุ์ไปปลูกต่อได้ฟรี แต่รัฐต้องวางเกณฑ์ให้เกษตรกร (โดยเฉพาะรายใหญ่หรือรายกลาง) ต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนหรือค่าสิทธิ์ (Royalty Fee) กลับคืนให้บริษัทเจ้าของสิทธิ์อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น หากเกษตรกรคัดเลือกพันธุ์กลายนั้นเพื่อขยายสเกลสู่การค้าในอนาคต จะต้องติดกับดักระบบ Essentially Derived Varieties (EDV) ตาม มาตรา 14(5) ที่สิทธิเด็ดขาดในพันธุ์กลายจะถูกดึงกลับไปเป็นทรัพย์สินของบริษัทข้ามชาติหากตรวจพบว่าพันธุ์พืชนั้นมีลักษณะสำคัญของพันธุ์ตั้งต้น โครงสร้างของ UPOV 1991 จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทย มาตรา 33(4) ที่บัญญัติสิทธิการเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์สำหรับเกษตรกรไว้เป็นข้อยกเว้นหลัก โดยไม่มีเงื่อนไขและขวากหนามทางกฎหมายซ่อนเร้นเช่นนี้
ข้อ 2 การปนเปื้อนทางพันธุกรรมตามธรรมชาติและความรับผิดทางแพ่ง การนำหลักเจตนาในกฎหมายอาญามาอธิบายข้อพิพาททางแพ่งตามนั้นขัดต่อหลักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมุ่งคุ้มครองสิทธิผูกขาดขั้นเด็ดขาด (Absolute Right) ในทางแพ่ง แม้ฝั่งสนับสนุนจะอ้างว่าหากเป็นการปนเปื้อนโดยอุบัติเหตุธรรมชาติ เกษตรกรย่อมไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิในการผลิตซ้ำเชิงพาณิชย์ตามมาตรา 14(1)(a)(i) แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกิดกรณีละอองเกสรจากพืชพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองปลิวมาปนเปื้อนในแปลงของเกษตรกร และเกษตรกรคัดเลือกเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตในแปลงนั้นไปปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป การกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการผลิตซ้ำ
เมื่อพิจารณาควบคู่กับนิยาม EDV ตามมาตรา 14(5) หากบริษัทสุ่มตรวจและพบลักษณะพันธุกรรมสำคัญ ของสายพันธุ์พืชคุ้มครองปนเปื้อนอยู่ พืชในแปลงของเกษตรกรจะถูกจัดเป็น “พันธุ์ที่ได้มาจากพันธุกรรมสำคัญ” ส่งผลให้สิทธิ์และผลประโยชน์ในผลผลิตทั้งหมดถูกดึงกลับไปตกอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัทผู้ถือสิทธิ์พันธุ์ตั้งต้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งอนุสัญญา UPOV 1991 ไม่ได้มีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดสำหรับการปนเปื้อนโดยอุบัติเหตุ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องยึดผลผลิตและผลิตภัณฑ์รวมถึงเรียกค่าเสียหายทางแพ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทั้งสองกรณี ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร เกษตรกรรายย่อยจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินมหาศาลและมีความพร้อมด้านต่างๆมากกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบกันได้

ข้อ 3 ผลกระทบต่อพืชพื้นเมืองและการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ (Biopiracy) ข้ออ้างของโพสต์เจษฎา ที่อ้างว่าอนุสัญญา UPOV 1991 คุ้มครองเฉพาะ “พันธุ์พืชใหม่” และจะไม่กระทบต่อพืชพื้นเมืองดั้งเดิมนั้น เป็นการแสดงทัศนะที่คลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์และนิยามทางกฎหมายอย่างรุนแรง เนื่องจากคำว่า “ความใหม่” (Novelty) ตาม มาตรา 6 ของ UPOV 1991 มิได้หมายถึงความใหม่ในเชิงชีววิทยาหรือใหม่จากธรรมชาติ (Natural Novelty) แต่หมายถึง “ความใหม่ทางการค้า” (Commercial Novelty) ที่พิจารณาเพียงว่าพันธุ์พืชนั้นยังไม่เคยถูกนำไปขายหรือแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเกินระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น อนุสัญญา UPOV 1991 มิได้สนใจหรือมีกลไกตรวจสอบว่าพืชนั้นมีอยู่ก่อนแล้วในฐานทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นหรือไม่
เมื่อพิจารณาควบคู่กับ มาตรา 1(iv) ที่ขยายคำนิยาม “นักปรับปรุงพันธุ์” ให้ครอบคลุมผู้ที่ “ค้นพบและพัฒนา” (Discovered and Developed) กลุ่มทุนหรือบรรษัทข้ามชาติจึงสามารถนำพืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพืชป่าดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ มาเข้ากระบวนการคัดเลือกสายพันธุ์ในโรงเรือนระบบปิดเพื่อให้มีความสม่ำเสมอและคงตัว (Uniformity and Stability) ตามเกณฑ์ DUS แล้วยื่นขอรับสิทธิพืชพันธุ์ใหม่เพื่อผูกขาดได้ทันที
ประกอบกับ มาตรา 5(2) ของอนุสัญญา UPOV 1991 ที่บัญญัติห้ามมิให้ประเทศสมาชิกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมใด ๆ นอกเหนือจากที่อนุสัญญากำหนด ซึ่งเป็นการทำลายระบบการขออนุญาตเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing: ABS) ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยอย่างสิ้นเชิง ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการยืนยันผ่าน หลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ในประวัติศาสตร์กฎหมายระหว่างประเทศ คือกรณีที่สภา UPOV เคยมีมติสั่งให้ประเทศมาเลเซียตัดข้อกำหนดเรื่องการแสดงที่มาของสายพันธุ์และกลไก ABS ออกจากร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชปี 2004 (มาตรา 12 (e)(f)(g)) รวมถึงการที่สภา UPOV ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลไทย (ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563) ระบุชัดเจนว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 19(3) ของไทย ที่บังคับให้เปิดเผยแหล่งที่มาของสารพันธุกรรมและแสดงหลักฐานการแบ่งปันผลประโยชน์ เป็นเงื่อนไขพ่วงที่ขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 5(2) ของอนุสัญญา UPOV 1991 ในระยะยาว UPOV 1991 จึงเป็นการฟอกเขียวสภาวะ โจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy) ที่เปิดช่องให้ต่างชาตินำทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นของไทยไปแปลงเป็นสิทธิผูกขาดของเอกชน โดยไม่มีกลไกแบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่ประเทศต้นทาง
ข้อ 4 โครงสร้างตลาดเมล็ดพันธุ์และการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การอ้างว่ากลไกตลาดเสรีและการแข่งขันจะเป็นตัวช่วยควบคุมราคาเมล็ดพันธุ์ และเกษตรกรสามารถเลือกกลับไปใช้พันธุ์พื้นเมืองได้หากเมล็ดพันธุ์มีราคาแพง เป็นข้อสมมติฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่คลาดเคลื่อนและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์
ในความเป็นจริง แม้ประเทศไทยจะยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี UPOV 1991 แต่โครงสร้างตลาดเมล็ดพันธุ์ภายในประเทศ ณ ปัจจุบัน ก็ตกอยู่ในสภาวะ กึ่งผูกขาดโดยบรรษัทขนาดใหญ่อยู่แล้ว ข้อมูลเชิงประจักษ์จากโครงสร้างตลาดเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า ส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ถูกแบ่งเค้กโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์หลักเพียงไม่กี่ราย โดยในตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด มีบริษัทใหญ่เพียง 4 รายแรก ครอบส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงถึง 69% (โดยรายใหญ่ที่สุดครองอยู่ถึง 23%) ขณะที่ในส่วนของตลาดเมล็ดพันธุ์ผัก มีบริษัทใหญ่เพียง 2 รายแรก ที่ร่วมกันผูกขาดส่วนแบ่งตลาดไปแล้วถึง 58% ยิ่งเมื่อพิจารณาสถิติจำนวนจดทะเบียนสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ในประเทศไทย กลุ่มผู้ที่ถือครองสิทธิ์รายใหญ่ที่สุดก็ยังคงเป็นกลุ่มทุนข้ามชาติและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ โดยกลุ่มบริษัทชั้นนำเพียง 3 รายแรก ถือครองสิทธิ์รวมกันถึง 203 รายการ สอดรับกับโครงสร้างส่วนแบ่งสิทธิบัตรและตลาดพันธุ์พืชในระดับโลกที่มีบริษัทข้ามชาติอันดับหนึ่ง ผูกขาดส่วนแบ่งตลาดพันธุ์พืชสูงถึง 30.1% และถือครองสิทธิบัตรพืชสูงถึง 35.8% โดยเมื่อรวมกลุ่มบริษัทผู้นำ 3 รายแรกในระดับโลก จะพบว่าผูกขาดตลาดรวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลกไปแล้ว
ข้อมูลดังกล่าว ชี้ว่าระบบตลาดเมล็ดพันธุ์ไม่ได้มีการแข่งขันอย่างเสรีตามคำกล่าวอ้าง การพยายามนำเอาข้อกำหนดอันเข้มงวดของ UPOV 1991 เข้ามาบังคับใช้ จึงไม่ใช่การส่งเสริมการแข่งขัน แต่เป็นการหยิบยื่นเครื่องมือผูกขาดทางกฎหมายให้แก่บรรษัทข้ามชาติกลุ่มผู้ขายน้อยรายเหล่านี้ เพื่อขยายขอบเขตการควบคุมและสกัดกั้นนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา (ซึ่งมีสิทธิ์รวมกันในประเทศเพียง 3.6% เท่านั้น) ส่วนข้อแนะนำให้เกษตรกรหันกลับไปใช้พันธุ์พื้นเมืองก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากห่วงโซ่การรับซื้อผลผลิตปลายทาง ตลอดจนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและโมเดิร์นเทรด มีแนวโน้มถูกควบคุมและผูกโยงเข้ากับมาตรฐานสายพันธุ์พืชของบริษัทผู้ผูกขาดตลาดเหล่านี้ เกษตรกรไทยจึงไม่มีทางเลือกน้อยลงไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่ประการใด
ข้อ 5 ขีดความสามารถในการคุ้มครองสายพันธุ์พืชส่งออกของไทย การระบุว่าอนุสัญญา UPOV 1991 จะช่วยคุ้มครองพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมของไทย เช่น ทุเรียน หรือมะพร้าวน้ำหอม ในต่างประเทศ ป้องกันไม่ให้ต่างชาติขโมยสายพันธุ์ไปจดสิทธิ์ เป็นการอธิบายที่คลาดเคลื่อนต่อเกณฑ์กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างร้ายแรง ประการแรก ตามเกณฑ์มาตรา 6 พืชเศรษฐกิจดั้งเดิมเหล่านี้มีการขาย แลกเปลี่ยน หรือแจกจ่ายเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลานานแล้ว จึงขาดคุณสมบัติความใหม่ (Novelty) และไม่มีความก้าวหน้าขั้นการประดิษฐ์ที่จะสามารถขอรับสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ในต่างประเทศได้เลย หากประสงค์จะคุ้มครองพืชดั้งเดิมจะต้องใช้หลักการภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่ระบบ UPOV
ประการสำคัญที่สุดที่ฝั่งสนับสนุนมักจงใจละเลยหรืออธิบายไม่ครบถ้วน คือ อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่ใช่กฎหมายสากลที่มีกลไกให้การคุ้มครองพันธุ์พืชข้ามพรมแดนในทันทีที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ระบบทรัพย์สินทางปัญญากลุ่มนี้ยังคงอยู่ภายใต้หลักดินแดนอย่างเคร่งครัด การเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 ไม่ได้ทำให้พันธุ์พืชใหม่ที่นักวิจัยไทยคิดค้นได้รับการคุ้มครองในประเทศสมาชิกอื่นโดยอัตโนมัติ หากนักปรับปรุงพันธุ์ไทยต้องการได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ ก็ยังคงต้องเดินทางไปยื่นคำขอจดทะเบียนและผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นรายประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรรายย่อยหรือนักวิจัยภาครัฐของไทยมีข้อจำกัดในการแบกรับค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและการดำเนินคดีทางกฎหมายในต่างประเทศอย่างมาก ข้ออ้างที่ว่าระบบนี้จะช่วยปกป้องสายพันธุ์พืชไทยในเวทีโลกจึงไม่เป็นความจริง
ในทางตรงข้าม การที่ UPOV 1991 ไม่ได้บังคับให้ผู้ขอสิทธิ์ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของทรัพยากรพันธุกรรม (Disclosure of Origin) จึงเป็นการเอื้ออำนวยให้บรรษัทข้ามชาติสามารถนำทรัพยากรพันธุกรรมพืชของไทยไปปรับปรุงพันธุ์เพียงเล็กน้อยใน แล้วนำไปจดสิทธิคุ้มครองในประเทศภาคีสมาชิกอื่นได้โดยชอบกฎหมาย เพราะกลไกการเข้าถึง และแบ่งปันผลประโยชน์ถูกทำให้อ่อนแอลง
ข้อ 6 ความสอดคล้องกับกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) และพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) การบอกว่า UPOV 1991 เป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เกี่ยวกับ Biosafety ไทยจึงยังควบคุมหรือห้าม GMO ได้ตามเดิม เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว จริงอยู่ UPOV ยอมรับว่ารัฐยังควบคุมการปลูกหรือจำหน่าย GMO ได้ แต่ Article 18 แยก “การให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์” ออกจาก “การอนุญาตให้ผลิตหรือทำตลาด” และ UPOV ยืนยันว่า ไม่สามารถปฏิเสธการคุ้มครองพันธุ์เพียงเพราะเป็น GMO หากผ่านเงื่อนไขของอนุสัญญา
แต่กฎหมายไทยปัจจุบันไปไกลกว่านั้น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มาตรา 13 กำหนดว่า พันธุ์ที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือสวัสดิภาพประชาชน ห้ามจดทะเบียน และ GMO ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อนจึงจดทะเบียนได้ กฎหมายไทยจึงเพิ่ม “ชั้นการตรวจสอบก่อนให้สิทธิ” เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เช่นเดียวกับ มาตรา 19(5) ที่กำหนดให้ผู้ขอคุ้มครองพันธุ์ใหม่ซึ่งใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อการค้า ต้องยื่น ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ มาพร้อมคำขอ
การสอดประสานเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ และความปลอดภัยทางชีวภาพ เข้าด้วยกันกับการได้สิทธิในพันธุ์พืชใหม่ เป็นการบริหารจัดการเรื่องพันธุ์พืชที่สร้างสมดุลในหลายด้าน ซึ่งไม่ควรถูกแก้ไขด้วยการยอมรับ UPOV1991
BioThai จึงมีบทสรุปว่า การคัดค้านการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ของภาคประชาสังคม นักวิชาการ และประชาชนไทย มิได้มีฐานคิดมาจากการปฏิเสธเทคโนโลยีหรือการต่อต้านการค้าโลกแต่อย่างใด ดังที่ประเทศสำคัญ ๆ เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล และประเทศต่างรวม 111 ประเทศ ก็มิได้เข้าร่วมหรือยอมรับ UPOV1991 แต่ประการใด
รายงานทางวิชาการและแถลงการณ์ร่วมของกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Procedures) รวมถึงคู่มือผู้ออกแบบนโยบายการค้าของ UNEP และ IISD ต่างประสานเสียงยืนยันว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของประเทศไทย คือหนึ่งในนวัตกรรมทางกฎหมาย (Sui Generis) ที่มีความก้าวหน้าและเป็นธรรม เพราะสามารถสร้างดุลยภาพที่สมบูรณ์ระหว่างการให้สิ่งจูงใจแก่นักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ การเข้าถึง และการแบ่งปันผลประโยชน์ (ABS) จากพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชป่า โดยให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
การยอมรับเงื่อนไข UPOV 1991 ภายใต้แรงกดดันในข้อตกลง FTA จึงเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียอำนาจอธิปไตยในการควบคุมฐานทรัพยากรพันธุกรรมของตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกร ภาคเกษตรกรรม และความมั่นคง/อธิปไตยทางอาหารที่จะส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน
เอกสารอ้างอิง (References)
• คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) สภาผู้แทนราษฎร. (2563). รายงานการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP). สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.
• พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542. (2542, 25 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 116 ตอนที่ 118 ก. หน้า 1-21.
• International Union for the Protection of New Varieties of Plants. (1991). International Convention for the Protection of New Varieties of Plants of December 2, 1961, as Revised at Geneva on November 10, 1972, on October 23, 1978, and on March 19, 1991. UPOV.
• United Nations Environment Programme, & International Institute for Sustainable Development. (2016). A Sustainability Toolkit for Trade Negotiators: Trade and investment as vehicles for achieving the 2030 Sustainable Development Agenda. The International Institute for Sustainable Development (IISD).
• United Nations General Assembly. (2026). Right to Seeds: custodianship, enclosure and resistance – Report of the Working Group on the Rights of Peasants and Other People Working in Rural Areas (Document A/HRC/63/26). Human Rights Council. https://docs.un.org/en/A/HRC/63/26
• United Nations Special Procedures. (2026, September 21). Joint communication on the EU-Thailand Free Trade Agreement negotiations and compliance with UPOV 1991 (Ref. OL OTH 81/2026 & OL THA 6/2026). Mandates of the Special Rapporteur on the right to food, the Special Rapporteur on the right to development, the Working Group on the rights of peasants and other people working in rural areas, and the Special Rapporteur on extreme poverty and human rights. Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights (OHCHR).
• UPOV Council. (2005). Examination of the conformity of the Protection of New Plant Varieties Act 2004 of Malaysia with the 1991 Act of the UPOV Convention (Document C(Extr.)/22/2). International Union for the Protection of New Varieties of Plants.
• UPOV Council. (2009). Explanatory Notes on Exceptions to the Breeder’s Right under the 1991 Act of the UPOV Convention (Document UPOV/EXN/EXC/1). UPOV.
