‘ซีพีแรม’ ยัน คุ้มครองกะเพรา 4 พันธุ์ใหม่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารของบริษัท ชี้ เกษตรกรปลูก ขาย ได้ตามเดิม ขออย่ากังวล เกสรผสมกัน “ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิ์” ด้าน BIOTHAI เรียกร้องทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ผลตรวจสอบพันธุ์กะเพราแก้วจูรี ตั้งคำถามเหตุใด ม.เกษตรฯ ร่วมวิจัย แต่สิทธิในพันธุ์พืชกลับตกเป็นของเอกชน พร้อมคัดค้านการแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 หวั่น กระทบสิทธิเกษตรกร-ความมั่นคงทางอาหาร
จากกรณี มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เปิดเผยข้อมูลกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร พบว่า บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่อย่างน้อย 4 พันธุ์ ตั้งแต่ปี 2567 – 2579 โดยทั้งหมดเป็นกะเพรา พันธุ์แก้วจุรี01, แก้วจุรี02, แก้วจุรี03 และ แก้วจุรี04
โดย BIOTHAI ระบุว่า การได้รับการคุ้มครองดังกล่าว ทำให้ซีพีแรมได้สิทธิผูกขาดการผลิต ขาย และจำหน่าย พันธุ์กะเพราดังกล่าว โดยผู้ใดจะนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อขายมิได้ จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาการคุ้มครอง ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และหากไทยแก้กฎหมายตาม UPOV 1991 และซีพีแรม ยื่นขอรับการคุ้มครองพันธุ์กะเพราดังกล่าว ซีพีแรมจะได้สิทธิผูกขาดเพิ่มขึ้น และสิทธิเกษตรกรที่ถูกตัดทอนลง
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ระบุความเห็นผ่านหัวข้อ “บรรษัทขนาดใหญ่กับการครอบครองระบบอาหารโลก” โดยต้องการให้ประชาชนรับทราบว่า หากมีบริษัทมาขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้น จึงได้หยิบยกกรณีการขอคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กะเพราของบริษัท ซีพีแรม จำกัด มานำเสนอ โดยต้องการอธิบายให้เห็นว่า หากมีการขอรับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังจะแก้ไข (พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จากหลักการ UPOV 1978 ไปเป็น UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างไร แต่ปรากฏว่า ผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย ประชาชนตื่นตัวและตั้งคำถามจำนวนมากว่า เหตุใดบริษัทเอกชนดังกล่าวจึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการทำวิจัยพันธุ์พืช แต่สิทธิในพันธุ์พืชจึงกลับไปเป็นของบริษัท และส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์ที่รู้จักกันหรือไม่

ตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่ได้ใช้เพียงหลักการ UPOV 1978 เท่านั้น แต่ยังมีหลักการเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถ้าใครนำพืชพันธุ์ไปใช้ประโยชน์ที่มาจากในเขตแดนประเทศใด หรืออยู่ในความครอบครองของชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนเกษตรกร จะต้องมีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นกะเพราที่ยื่นจดทะเบียนพร้อมกับการขอยื่นรับการคุ้มครอง จะต้องแนบข้อตกลงการแบ่งปันผลประโยชน์ไปด้วย ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ ตามกฎหมาย เงินที่ได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์จะต้องส่งเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อนำไปส่งเสริมสนับสนุนชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในการปรับปรุง อนุรักษ์พันธุ์พืช เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็ควรตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเอกชน และมีบทบาทสำคัญร่วมพัฒนาสายพันธุ์กะเพราว่า ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์หรือสิทธิประโยชน์ที่ได้จากการวิจัยมีรายละเอียดอะไรบ้าง เนื่องจากโดยทั่วไปการวิจัยของมหาวิทยาลัยของรัฐที่ร่วมมือกับเอกชน และใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัย จะต้องมีเงื่อนไขที่ไม่ใช่คนที่ได้รับสิทธิประโยชน์กลายเป็นบริษัทเอกชน ในขณะที่มหาวิทยาลัยดำเนินงานโดยภาษีของประชาชน
กะเพราพันธุ์แก้วจูรี อาจคล้ายกับพันธุ์ ม.เกษตรฯ
เลขาธิการ BIOTHAI บอกอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกะเพราพันธุ์แก้วจูรีทั้ง 4 สายพันธุ์ เปรียบเทียบกับพันธุ์พืช 3 สายพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 พบว่า พันธุ์พืชทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันอย่างมาก

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชตามกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เป็นการบันทึกลักษณะสำคัญของพันธุ์พืชและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรองข้อมูล เพื่อเป็นหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะและแหล่งที่มาของพันธุ์พืช ไม่ใช่การให้สิทธิผูกขาดในการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชเช่นเดียวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
ตัวอย่างที่พบคือ พันธุ์แก้วจูรี 03 เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ KU034C824 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่ามีความสูงของต้นใกล้เคียงกันมาก โดยมีความสูง 85.7 เซนติเมตร และ 85 เซนติเมตร ขณะที่ความกว้างและความยาวของใบก็มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 1% ซึ่งทำให้เข้าใจถึงความกังวลของเกษตรกรว่า จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างพันธุ์แก้วจูรีของบริษัทซีพีแรม กับพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นทะเบียนไว้ได้อย่างไร เนื่องจากมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ใกล้เคียงกันมาก และอาจส่งผลต่อการพิจารณาว่าพันธุ์พืชที่เกษตรกรปลูกและใช้ประโยชน์อยู่เป็นพันธุ์ใด

นอกจากนี้ การขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ต้องผ่านการตรวจสอบลักษณะพันธุ์พืชตามหลัก DUS ซึ่งประกอบด้วย ความแตกต่างจากพันธุ์อื่น (Distinctness) ความสม่ำเสมอของลักษณะพันธุ์ (Uniformity) และความคงตัวของลักษณะพันธุ์เมื่อขยายพันธุ์ต่อเนื่อง (Stability)
จึงมีข้อสงสัยว่า ก่อนการรับรองและให้ความคุ้มครองพันธุ์แก้วจูรี ได้มีการตรวจสอบความแตกต่างจากพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงพันธุ์ท้องถิ่นอื่น ๆ ที่มีอยู่ประมาณ 200–300 สายพันธุ์อย่างไร และมีผลการตรวจสอบ DUS ที่ยืนยันความแตกต่างดังกล่าวหรือไม่

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรและประชาชนที่ปลูก ขยายพันธุ์ จำหน่าย หรือแจกจ่ายพันธุ์พืชเหล่านี้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของผู้ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 หรือไม่

BIOTHAI จี้เปิดข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์
ทั้งนี้ เลขาธิการ BIOTHAI มองว่ามีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องทำ 3 เรื่อง คือ
1. ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร และบริษัทเอกชน เปิดเผยข้อมูลข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาพันธุ์พืช การเปิดเผยสิทธิประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยของรัฐได้รับจากความร่วมมือกับภาคเอกชน และการเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบและรับรองพันธุ์พืชว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชน
ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกกะเพรามีความกังวลว่า พันธุ์กะเพราที่ปลูกอยู่อาจมีลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์แก้วจูรีที่ได้รับความคุ้มครอง จึงเกิดข้อสงสัยว่าพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองมีความแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมอย่างเพียงพอหรือไม่
หากตรวจสอบพบว่าพันธุ์พืชดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือมีลักษณะไม่แตกต่างอย่างชัดเจนจากพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยและเกษตรกรใช้ประโยชน์อยู่เดิม รวมถึงพันธุ์กะเพราที่มีอยู่เดิมประมาณ 200–300 สายพันธุ์ ก็จำเป็นต้องพิจารณาเพิกถอนสิทธิการคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่
2. ต้องไม่แก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อเปลี่ยนไปใช้หลักการ UPOV 1991 อย่างเด็ดขาด โดยไม่ควรใช้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) เป็นตัวประกัน แลกกับอนาคตของเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ
3. ควรส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์พืชโดยเกษตรกร วิสาหกิจขนาดเล็ก และหน่วยงานภาครัฐ ควบคู่กับการกระจายอำนาจด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แทนการรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เนื่องจากงานวิจัยและประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่า การสนับสนุนงานวิจัยภาครัฐ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการส่งเสริมให้เกษตรกรมีบทบาทเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืช เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของภาคเกษตร ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชภายในประเทศ มากกว่าการพึ่งพาบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเพียงอย่างเดียว
“ซีฟีแรม” ย้ำ คนไทยยังปลูก กิน ขาย กะเพราได้ตามปกติ
ด้าน วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่าการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องปกติในประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการวิจัยพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยสามารถช่วยให้ได้พืชที่ให้ผลผลิตดีขึ้น ต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ มีคุณภาพสม่ำเสมอ และเหมาะกับความต้องการของตลาด ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นครัวของโลก
โดยย้ำว่า บริษัทให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เชื่อว่านอกจากกะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมกว่า 300 สายพันธุ์ ที่ปลูกขายกันเป็นปกติ การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ร่วมกับนักวิจัยจะเป็นการเปิดทางเลือกให้ผู้บริโภค และเชื่อมั่นว่ายังมีนักวิจัยไทยเก่ง ๆ อีกมากที่สามารถวิจัยสายพันธุ์พืชใหม่ ๆ เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน
การจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ จากการวิจัยทำขึ้นเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตอาหารไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อขายเมล็ดพันธุ์ และย้ำว่าไม่ได้ครอบคลุมกะเพราสายพันธุ์ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เกษตรกร ประชาชน ผู้ค้า และร้านอาหารยังสามารถปลูก ซื้อขาย และนำกะเพราพันธุ์ทั่วไปมาประกอบอาหารได้ตามปกติ
แจงกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารของบริษัท
สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ เป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท โดยดำเนินงานอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทานของซีพีแรมและเครือข่ายเกษตรกรภายใต้การส่งเสริมให้ร่วมเพาะปลูก ไม่ได้เป็นการนำกะเพราทั่วไปที่ประชาชนปลูกและบริโภคอยู่เดิมมาอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท

วิเศษ ระบุด้วยว่า ประเด็นที่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจตรงกันคือ การคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้ทำให้กะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์อื่น ๆ กลายเป็นพันธุ์ของซีพีแรม ผู้ที่ปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ผู้ค้าที่ขายกะเพราสด ตลอดจนร้านอาหารและแม่ค้าที่ซื้อกะเพราไปปรุงอาหาร จึงยังดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ตามปกติ
ทั้งนี้ การปลูกและซื้อขายกะเพราพันธุ์ทั่วไปควรแยกให้ชัดจากการนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นของกฎหมาย การจดทะเบียนพันธุ์ใหม่จึงไม่ได้หมายถึงการมีสิทธิเหนือใบกะเพราทุกใบ หรือเมนูผัดกะเพราที่ประชาชนประกอบอาหารและจำหน่ายกันอยู่
โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีกะเพราที่หลากหลาย ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น จากการรวบรวมพบมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งยังคงมีอยู่และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ การมีพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก โดยไม่ได้ทำให้พันธุ์เดิมหายไปหรือไม่ได้ทำให้เกษตรกรต้องเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ของบริษัท
วิเศษ ระบุอีกว่า ปัจจุบันบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป และไม่มีการวางขายตามแผงค้าทั่วไป เป้าหมายของการพัฒนาคือการมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณลักษณะเหมาะกับอาหารของบริษัท ขณะที่ปริมาณการผลิตยังต้องรองรับความต้องการใช้ภายในห่วงโซ่อุปทาน
การเพาะปลูกประกอบด้วยแปลงต้นแบบของบริษัทและการทำงานร่วมกับเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องพันธุ์และวิธีเพาะปลูก ก่อนส่งผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน โดยการมีแหล่งปลูกรายรอบโรงงานช่วยให้สามารถส่งกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว
เกษตรกรไม่ต้องกังวล เกสรกะเพราผสมกัน “ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิ์”
ส่วนประเด็นที่กังวลว่าเกสรจากแปลงปลูกอาจไปผสมกับกะเพราในพื้นที่อื่น วิเศษ อธิบายว่า การฟุ้งกระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมกันจริงเมล็ดที่ได้จากการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ ดังนั้น หากเกษตรกรนำไปปลูก ก็ไม่ได้ถือว่าละเมิดสิทธิ์แต่อย่างใด จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
พร้อมย้ำด้วยว่า การพัฒนากะเพรา 4 สายพันธุ์นี้ดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 ซึ่งการยื่นจดทะเบียนต้องเป็นพันธุ์พืชใหม่เท่านั้น โดยกะเพราที่มีอยู่ทั่วไปไม่สามารถนำมายื่นขอคุ้มครองสิทธิได้อยู่แล้ว
ทั้งนี้งานวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเมื่อได้พันธุ์ใหม่ แต่ต้องพัฒนาวิธีปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กัน โดยเกษตรกรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้จากบริษัท
“หลาย ๆ ครั้งที่เราไปในแปลงปลูก อาจารย์ของเราคือเกษตรกรด้วยกัน เกษตรกรแต่ละพื้นที่มีบทเรียนและองค์ความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันได้ และบริษัทก็เรียนรู้จากเครือข่ายดังกล่าวด้วย”
วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู
อ่านข่าวที่เกี่วยวข้อง
