งบฯ วิจัยเกษตร น้อยจนน่าห่วง สวนทางวิกฤตโลกรวน ที่กระทบกับภาคการเกษตรต่อเนื่อง

เวทีคู่ขนานการประชุม IMF โดยภาคีนักวิจัยไทยและนานาชาติ ร่วมเสนอแนะผ่านเวที การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทยฯ หวังแก้โจทย์วิกฤตการชะลอตัวของผลิตภาพภาคเกษตรไทย ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน


โลกรวน ข้อจำกัดภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร  ข้อเสนอ ปฎิรูปภาคการเกษตร สร้างความสามารถระยะยาวเกษตรกร ในภาวะโลกรวน ในภาวะโลกรวน เกษตรกรต้องปรับตัว คู่ขนานการประชุม IMF ที่กำลังจะเริ่มต้น 12 ต.ค.นี้  ภาคีนักวิจัยไทย และนานาชาติ จัดเวทีหัวข้อ “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย: เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม”

เวที “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย: เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม” โดย ภาคีนักวิจัยไทย และนานาชาติ จัดคู่ขนานกับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก IMF – World Bank Group 2026 เพื่อเตรียมพร้อมให้ระบบการเกษตร พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ข้อมูลส่วนหนึ่งในเวทีนี้ พบว่า ในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา การเกษตรทั่วโลกได้เปลี่ยนผ่าน จากการเติบโตที่พึ่งพาการใช้ทรัพยากร  สู่ การขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มผลิตภาพ ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น 

ขณะที่ ภาคการเกษตรไทย กำลังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง และยังติดอยู่ในยุคการผลิตแบบเก่า ส่งผลให้ภาคการเกษตรไทยชะลอตัว เติบโตช้า และสาเหตุสำคัญก็ยังมาจาก งบประมาณการวิจัยทางการเกษตรของภาครัฐที่ลดลงอย่างน่าตกใจจากระดับ 0.9% ของ GDP ภาคเกษตรในช่วงกลางทศวรรษ 2530 เหลือเพียง 0.2% – 0.25% ในปี 2566–2568 ทั้งที่ในงานศึกษาพบว่า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า สูงเกิน 40% ต่อปี 

พบข้อมูล “อาชีพเกษตรกรลดลง-โลกรวน เพิ่มความเสี่ยงระบบเกษตร” World Bank เสนอเพิ่ม งบฯ วิจัย – หนุนสร้างความสามารถเกษตรกร ระยะยาว


ปาฐกถาของ Ashesh Prasann นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรอาวุโสธนาคารโลก (World Bank) หัวข้อ “Agricultural Transformation in Asia: Focus on Thailand” มีข้อเสนอสำคัญให้ไทย ปรับระบบเกษตรและอาหาร ด้วยการนำเงินสนับสนุนของรัฐ มาสร้างความสามารถระยะยาวให้เกษตรกร ทั้งงานวิจัย ระบบน้ำ บริการเทคโนโลยี และตลาดสินค้ามูลค่าสูง 

เพราะแม้ ไทยเป็นฐานอาหารโลก แต่เริ่มเผชิญข้อจำกัด โดยพบข้อมูลว่า ระบบเกษตร และอาหารทั้งห่วงโซ่ สร้างมูลค่าประมาณ 23% ของ GDP และรองรับงาน 12.4 ล้านตำแหน่ง หรือ 33% ของการจ้างงาน แต่ระบบนี้ใช้ทรัพยากรมหาศาล เช่น การใช้น้ำที่สูงถึง 75% ยังไม่นับรวม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โจทย์ใหญ่คือ จะทำอย่างไรให้การสร้างงานและผลผลิต มาพร้อมกับการลดต้นทุน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม

World Bank มีข้อค้นพบว่า สัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรไทยลดลง จากประมาณ 60% ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เหลือราว 30% ในปี 2024 สะท้อนว่าคนออกจากภาคการเกษตรมากขึ้น และความยากจนก็ยังอยู่กับคนในพื้นที่ชนบท จึงมีข้อเสนอให้ ไทยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกร และแรงงานชนบทได้รับรายได้จากการแปรรูป บริการเทคโนโลยี โลจิสติกส์ และตลาดสินค้ามูลค่าสูงด้วย

อีกประเด็นสำคัญ คือ ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ โลกรวนในปัจจุบัน กำลังกระทบรายได้เกษตรกร โดยพบว่า ผลิตภาพเกษตรชะลอตัวสูงขึ้น ในช่วงที่เจอกับความเสี่ยงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ

นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรอาวุโสธนาคารโลก เสนอว่า ให้คงความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับเกษตรกรระหว่างการปรับตัว พร้อมเพิ่มน้ำหนักงบประมาณไปยัง วิจัยพันธุ์พืช บริการส่งเสริมเกษตร ระบบน้ำ โลจิสติกส์ และการเข้าถึงตลาด โดยยกตัวอย่างของ เวียดนาม ที่พบว่ามี การเพิ่ม งบฯ วิจัย 2.2 เท่า เพิ่ม งบฯ ส่งเสริมเกษตร 2.6 เท่า เป็นต้น

รวมถึงข้อเสนอให้มีการลงทุนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ตลอดห่วงโซ่การผลิต เช่น การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ จัดการน้ำร่วมกับเกษตร, การพัฒนาสายพันธุ์, การทำเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน เพื่อนำเศษวัสดุการเกษตรกลับมาใช้ใหม่ โดยมีตลาดรองรับที่ชัดเจน

ข้อเสนอเชิงนโยบายต้องปฏิรูประบบวิจัย ปรับโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่า สู่เกษตรมูลค่าสูง


ด้าน ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอ 3 แนวทางหลักยกระดับเศรษฐกิจฐานราก  ธ.ก.ส. วางแนวทางสนับสนุนเกษตรกร 3 ด้าน เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ประกอบด้วย

  • การสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ ด้วยเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและความรู้ด้านธุรกิจ พร้อมส่งเสริมให้เป็นผู้ให้บริการเครื่องจักรและเทคโนโลยีในชุมชน ช่วยเกษตรกรรายย่อยเข้าถึงบริการในราคาที่จ่ายไหว
  • การยกระดับผลิตภาพด้วยสินเชื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม:ให้สินเชื่อลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น ระบบจัดการน้ำ ลดความเสียหายหลังเก็บเกี่ยว และแปรรูปสินค้าเพิ่มมูลค่า โดยพิจารณาความคุ้มค่าและความสามารถชำระหนี้ พร้อมสนับสนุนการรวมกลุ่มใช้ทรัพยากรร่วมกัน
  • การสร้างภูมิคุ้มกันและสนับสนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนผ่านสินเชื่อสีเขียว (Green Credit):  ให้เกษตรกรปรับวิธีผลิตเพื่อรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ใช้น้ำและปุ๋ยอย่างคุ้มค่า และดูแลดิน เพื่อลดความเสียหายและทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

สอดคล้องกับ นิพนธ์ พัวพงศกร จาก TDRI เสนอให้ไทยลงทุนวิจัยและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้และผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยระบุว่า งานวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรให้ผลตอบแทนสูงกว่า 40% ต่อปี พร้อมเสนอแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  • ให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ใช้ได้จริง พัฒนาระบบข้อมูลร่วมกัน เพื่อส่งคำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ช่วยเกษตรกรวางแผนและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
  • ให้งานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรจริง จัดทุนวิจัยให้ต่อเนื่อง เพิ่มความคล่องตัวให้สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย และให้นักวิจัยทำงานร่วมกับเกษตรกรในแปลงจริง
  • เชื่อมการผลิตกับตลาด สนับสนุนเอกชนร่วมพัฒนาสินค้าที่ตลาดต้องการ เช่น อาหารสุขภาพและข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมมีสัญญาซื้อขายที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจในการลงทุน

เวทีครั้งนี้มีภาควิชาการระดับโลกจากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (CAB-KU) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย  และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) 

โดยเป็นการจัดกิจกรรมคู่ขนานการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ในหัวข้อ “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย: เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม” ณ สำนักงานใหญ่ ธ.ก.ส. มุ่งเป้าเร่งแก้โจทย์วิกฤตการชะลอตัวของผลิตภาพภาคเกษตรไทย ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน หนุนภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีระดับโลก (IMF – World Bank Group 2026)

อ้างอิงข้อมูล

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active