เมื่อทิศทางการพัฒนาเอื้อแต่นายทุนข้ามชาติ จนลืมคนตัวเล็กตัวน้อย
ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569
เครือข่ายภาคประชาชน เช่น สมัชชาคนจน, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และ ขบวนการชาวนาสากล หรือ ลาเวียคัมเปซินา พร้อมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแนวทางเศรษฐกิจของธนาคารโลก-IMF ได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน ทั้งเวทีปราศรัย ปักหลักชุมนุมบริเวณแยกศุลกากร ถ.พระราม 4

ในวันนี้ (16 ต.ค. 2569) ในโอกาสที่ตรงกับ วันอาหารโลก และ วันเคลื่อนไหวสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหารของประชาชนและต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ เครือข่ายภาคประชาชนจึงร่วมกันแสดงความกังวลต่อนโยบายเปิดเสรีทางการค้าเสรี และโครงการพัฒนาที่ธนาคารโลก และ IMF ที่ผลักดันภายใต้แนวคิด เสรีนิยมใหม่ (Neo-Libearlist)
พร้อมประกาศข้อเรียกร้อง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอันเป็นผลมาจากการพัฒนา ได้แก่ ยกเลิกหนี้, ให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศที่รัฐบาลก่อ, ยุติการอุดหนุนบรรษัท แล้วนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ, ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนและโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังได้แสดงความกังวลถึงการสูญเสียอธิปไตยทางอาหารที่เป็นผลกระทบต่อการนโยบาย ที่จำกัดสิทธิในการผลิตของเกษตรกร และมุ่งเอื้อประโยชน์ต่อบรรษัทข้ามชาติเนื่องจาก “อธิปไตยทางอาหาร” เป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดระบบการผลิตทางการเกษตรของตนเอง ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมภูมิปัญญา และท้องถิ่นของตนเอง มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดทุนหรือการผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ
สวัสดิการเเรงงาน
ปัญหาสำคัญที่ได้รับผลกระทบจาก “การค้าเสรี”
นโยบายการค้าเสรีถือว่าเป็นอีกประเด็นที่พี่น้องแรงงานกังวล เพราะการแข่งขันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดการจ้างงานรูปแบบยืดหยุ่น ซึ่งมีสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงานต่ำกว่า
จันทนา เอกเอื้อมณี ตัวแทนกลุ่มแรงงานนอกระบบ สะท้อนเสียงถึง IMF และ World Bank ว่า มีส่วนผลักดันนโยบายที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนจน เช่น การผลักดันนโยบายการแปรรูปกิจการของรัฐและอุตสาหกรรมภายใต้กรอบของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้ค่าครองชีพและการเข้าถึงบริการพื้นฐานมีราคาแพงขึ้น เช่น ค่ารถเมล์หรือค่าเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นการซ้ำเติมรายได้ของแรงงาน

“แรงงานนอกระบบบางกลุ่มมีรายได้ต่อวันไม่ถึง 100 บาท พอเจอค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าครองชีพที่ถูกกำหนดโดยกลไกตลาดเสรี รายได้แทบไม่เหลือไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้”
จันทนา เอกเอื้อมณี
EEC เมื่อรัฐหนุนทุนข้ามชาติ
จนมองไม่เห็นผู้คน
ระตะนะ ศรีวรกุล ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรีจำกัด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพรในระบบเกษตรอินทรีย์ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายภาคประชาชนและอภัยภูเบศร กล่าวถึง จ.ปราจีนบุรี กำลังเผชิญกับปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ปล่อยสารพิษและของเสียกระจายตัวไปทั่วพื้นที่อย่างไร้การควบคุมที่เหมาะสม ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานหลายแห่งไม่มีประสิทธิภาพจริง โดยมักใช้กระบวนการลักลอบปล่อยทิ้งน้ำเสียหรือนำน้ำเสียไปรดต้นไม้และพื้นที่เกษตรกรรม ตัวอย่างที่เด่นชัด คือ โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่ใช้พื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสจำนวนมาก และนำน้ำเสียจากกระบวนการผลิตไปปล่อยหรือรดตามลำราง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์อย่างต่อเนื่อง

“เรื่องมลพิษในจังหวัดเรา…เรื่องอุตสาหกรรมที่ทิ้งสารพิษ เรี่ยราดเต็มจังหวัดเราไปหมดเลย ไม่มีข้อจำกัด…โรงงานอุตสาหกรรม…มีบ่อบำบัดที่ไม่ถูกต้อง พี่อยากจะบอกว่า 100% มีแต่ลักลอบเอาไปทิ้ง แล้วถ้า EEC เข้ามาแล้วจะขนาดไหน เห็นปัญหาจังหวัด EEC อื่นๆ ที่เกิดขึ้นก็ยิ่งกังวลว่า ถ้าปราจีนกลายเป็น EEC ขึ้นมา จะซ้ำเติมปัญหาเดิมขนาดไหน”
ระตะนะ ศรีวรกุล
เธอย้ำว่า EEC ถูกขับเคลื่อนภายใต้วาทกรรม “เพื่อความเจริญ” แต่ในความเป็นจริงพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันมลพิษ เมื่อทุนอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งฐานการผลิตมากขึ้นภายใต้การสนับสนุนของรัฐ จึงเป็นการเปิดประตูให้ทุนข้ามชาติเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ดิน และทำลายสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นอย่างเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ยังพูดถึงประเด็นนโยบายรัฐที่เอื้อทุนใหญ่และโครงการรถเกี่ยวข้าว ที่ใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ เช่น การจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวคันละ 16 ล้านบาท จำนวนหลายร้อยคัน

สะท้อนให้เห็นว่ารัฐนำเงินกู้มาดำเนินนโยบายที่ “ไม่ตรงจุด” และไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกรรายย่อย กลไกนี้กลายเป็นการซ้ำเติมให้ชาวนาต้องแบกรับภาระหนี้สินผ่านกระบวนการรีดไถและระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม
“รัฐบาลกำลังที่จะซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้าน 500 คัน รัฐบาลเอาเงินมาจากไหน ก็ต้องกู้ เงินกู้ เงินกู้ก็คือจาก World Bank จากกระบวนการ IMF สุดท้ายคนชดใช้ก็คือประชาชน…เป็นการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนฐานรากอย่างเรา ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร มีนโยบายอะไร อยากให้มีประชาชนอยู่ในสมการ อยากให้เห็นหัวเราบ้าง”
ระตะนะ ศรีวรกุล
ตลาดคาร์บอนเครดิต
เบียดขับสิทธิทำกิน เข้าถึงทรัพยากร
สรารัตน์ เรืองศรี ตัวแทนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) จ.สุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ทำกินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อ นโยบายตลาดคาร์บอนเครดิต ที่ถูกผลักดันผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งมีกลไกซ่อนเร้นในการเบียดขับและทำลายสิทธิชุมชนท้องถิ่น

นโยบายคาร์บอนเครดิต รัฐและกลุ่มทุนเข้ามาดำเนินการส่งเสริมการปลูกป่าเชิงพาณิชย์หรือรับปลูกป่าเพื่อซื้อขายคาร์บอน แต่กระบวนการนี้กลับไม่ได้ทำให้โลกเย็นลงจริง และซ้ำยังเป็นการเข้ามา “ฮุบ” หรือแย่งชิงที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ดูแลรักษาป่าอยู่แล้วออกไป
แทนที่ชาวบ้านผู้ดูแลป่าตัวจริงจะได้เป็นผู้จัดการและได้รับประโยชน์จากการดูแลป่า กลับกลายเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตจากป่าที่ชาวบ้านปลูกและดูแล ขณะที่ชาวบ้านกลับต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้อง ขับไล่ และสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินดั้งเดิม
“ในเรื่องการกังวลใจเรื่องธนาคารโลก หรือว่า IMF จะมาทำสัญญา หรือว่าขอให้เกิดหนี้กับรัฐบาลไทย หรือว่า จะให้เงินกู้กับรัฐบาลไทยค่ะ เพื่อเอามาสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตนะคะ มีความกังวลว่าการที่บริษัทได้มาสัมปทานปลูกป่า จะทำให้ไม่ทำให้โลกเย็นลงได้เลย แล้วก็ก๊าซคาร์บอนก็ไม่ได้ลด ซ้ำป่าก็ไม่ได้ปลูก”
สรารัตน์ เรืองศรี
เขื่อนปากมูล
เมื่อการเยียวยายังมาไม่ถึง
ย้อนไปเมื่อ ธนาคารโลก สนับสนุนสร้างเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ด้วยวาทกรรม “โครงการพัฒนาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจพลังงานไทย”
และนับตั้งแต่มีเขื่อนปากมูล ชาวบ้านกลับเผชิญความสูญเสียทั้งวิถีชีวิต ชุมชน แหล่งอาหาร ที่รัฐบาลยังคงถ่วงเวลารับผิดชอบ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว แต่จนถึงปัจจุบัน (ตุลาคม พ.ศ. 2569) ชาวบ้านยังคงต้องออกมาเคลื่อนไหวทวงถามความคืบหน้า

สมปอง เวียงจันทร์ ผู้นำการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม เขื่อนปากมูล เล่าถึงปัญหาเรื้อรังที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ในกระบวนการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจาก โครงการเขื่อนและการจัดการทรัพยากรน้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลแต่ละชุด ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตรวจสอบในระดับต่างๆ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการ “ซื้อเวลา”
“เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการศึกษาและตรวจสอบใหม่ตั้งแต่ต้น ทำให้ปัญหาถูกเตะถ่วงและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง”
สมปอง เวียงจันทร์
นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับเกณฑ์การตรวจสอบที่ไม่เป็นธรรม ที่รัฐมักสร้างเงื่อนไขและเกณฑ์การประเมินใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ เช่น การใช้เกณฑ์วันก่อสร้างเขื่อน (เช่น การอ้างอิงเกณฑ์วันที่ 1 ตุลาคม 2534 ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือที่เรียกว่า ครม.14) เพื่อตัดสิทธิ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยอ้างว่ากลุ่มคนหรือพื้นที่เหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้นในขณะที่สร้างเขื่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงผลกระทบทางนิเวศและสังคมได้ขยายวงกว้างและส่งต่อความเดือดร้อนไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าถามหลายคนอาจจะสงสัยว่า มันเป็นการตั้งคำถามซึ่งรัฐบาลเอง มันก็คล้าย ๆ ซื้อเวลา ตั้งคณะกรรมการมาแล้ว รัฐบาลก็ยุบไป รัฐบาลก็ยุบสภาไป มันก็เลยหลาย ๆ รัฐบาล เพราะยังไม่ถึงไหน”
สมปอง เวียงจันทร์
UPOV 1991
เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์พืช อาจเจอข้อจำกัด
ผู้ชุมนุมนับพันจากหลายจังหวัดหลายชุมชน ต่างตบเท้ามารวมตัวกันในกลางเมืองใกล้กับที่ประชุม IMF–World Bank เพื่อยืนยันถึงปัญหาที่ปากท้อง

สามารถ ดรบุราณ ไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คือ 1 ในหลาย ๆ คนที่มาร่วมเกินขบวนกับกลุ่มแรงงาน เขากังวลใจอย่างมากต่อ OPOV 1991 เอื้อประโยชน์และปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเกษตรข้ามชาติขนาดใหญ่
“อย่างพวกเราอย่างมาอยู่อกรุงเทพฯ ก็มาทำงาน มาเป็นไรเดอร์ มาขับวิน แต่สุดท้ายเราก็อยากจะกลับบ้าน ไปทำมาหากินเหมือนเดิมกับครอบครัว”
สามารถ ดรบุราณ
สามารถ ยังรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจต่อทิศทางของกฎหมาย ที่อาจแก้ไขโดยปราศจากการมีส่วนร่วมและไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตของคนจนชนบท เอื้อประโยชน์ทุนข้ามชาติ แต่ทำลายวิถีชีวิตเกษตรกรรายย่อย
“มันคือเรื่องของชีวิตโดยตรงเลย คือในอนาคตเราต้องกลับไปเป็นเกษตรกรแน่นอน เลยห่วงเรื่องการขยายพันธุ์พืช การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่จะถูกควบคุม มันมีผลกระทบกับคนจนอย่างเราที่เก็บเมล็ดพันธุ์ พอเราเข้าไปอ่านเนื้อในคนก็เลยไม่พอใจในตรงนี้”
สามารถ ดรบุราณ
