Bangkok Active Festival “ส่งต่อความหวัง เมืองของทุกคน” ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ เสนอ พลิกมุมคิด ผู้ว่าฯ กทม. สู่การสร้างเมือง “นิเวศสุนทรีย์” ด้วย 3 หลักการบริหารเมือง-ชุมชน “เก็บให้เป็น-ทิ้งให้ได้-สร้างให้สำเร็จ” พุ่งเป้าคนใช้ชีวิตในเมือง เจอความสุขที่แท้จริง
จบลงไปแล้วสำหรับงาน Bangkok Active Festival ณ สวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยปิดท้ายกันที่บรรยากาศแห่งความหวัง และการมองเห็นโอกาสภาพฝัน ผ่านกิจกรรม “พิมพ์ผ้าสด เพื่อกรุงเทพฯ เมืองสุนทรีย์” ที่ชวนภาคีเครือข่าย และผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ แต่งเติมสีสันให้กับผืนผ้าด้วยข้อความสีเขียว “กรุงเทพฯ เมืองนิเวศสุนทรีย์“
วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร ศิลปินอิสระและนักวิชาการศิลปะผู้สร้างสรรค์งานศิลปะแนว “นิเวศสุนทรีย์” (Eco-aesthetics) ในฐานะผู้นำกระบวนการที่ชวนคนเมืองมาร่วมขีดเขียนอนาคตกรุงเทพฯ บอกเล่าถึงการนำเทคนิค การพิมพ์ภาพสด (Live Printing) มาสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อให้คนกรุงและเด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเมืองหลวงร่วมกัน พร้อมทั้งเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองในมุมมองใหม่ที่ไม่ได้วัดกันแค่ความสะดวกรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐาน แต่พุ่งเป้าไปที่ สุนทรียภาพและความสุขที่แท้จริง

“กรุงเทพฯ เกือบจะเป็นเมืองที่น่าเที่ยว แต่ก็มีคำถามว่าทำไมร้อนจัง ทำไมยังมีน้ำเน่า ทำไมความเหลื่อมล้ำสูง คนรวยมากกับคนจนมากอยู่ร่วมกันอย่างไม่น่ามอง สิ่งเหล่านี้คือความไม่สุนทรีย์ ถ้าผู้นำไม่ตั้งใจหาช่องทางสร้างสุนทรียะให้เกิดขึ้น เราก็จะต้องอยู่กับความเครียดแบบนี้ตลอดไป”
วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร
มุมมองจากศิลปิน ยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับภาวะความเครียดสะสม สะท้อนได้จากพฤติกรรมบนท้องถนน ความขัดแย้งของวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถเมล์ และการผิดกฎจราจร เมืองที่มุ่งเน้นแต่ความสะดวกรวดเร็ว เช่น รถไฟฟ้า หรือทางด่วน อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสุข เพราะหลายประเทศที่มีความสะดวกรวดเร็วน้อยกว่า แต่ประชากรกลับมีความสุขมากกว่า เนื่องจากเมืองเหล่านั้นมีสุนทรียภาพ




เก็บ-ทิ้ง-สร้าง สิ่งท้าทาย “ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่” เปลี่ยนผ่านไปสู่ “เมืองนิเวศสุนทรีย์”
วิจิตร ยังมองว่า หากกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนผ่านทันทีในมือของผู้ว่าฯ กทม. ที่มีระยะเวลาบริหาร 4 ปี การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เมืองนิเวศสุนทรีย์สามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยวิธีคิดที่ละเอียดอ่อน ผ่าน 3 หลักการบริหารจัดการเมืองและชุมชน ดังนี้
- เก็บให้เป็น – รักษาและต่อยอดสิ่งที่มีค่า ไม่ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและทัศนียภาพย่านเก่า, วัดโบราณ (วัดพระแก้ว, วัดอรุณ, วัดโพธิ์) รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ควรโค่นทิ้ง
- ทิ้งให้ได้ – โละทิ้งสิ่งสกปรก นิสัยเห็นแก่ตัว และระเบียบปฏิบัติที่สร้างความขัดแย้งในชุมชนขยะ สะพานลอยที่สกปรก กระถางต้นไม้แตกหัก ความเห็นแก่ตัวในพื้นที่ส่วนรวม
- สร้างให้สำเร็จ – สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะและยกระดับจิตใจ แม้จะมองว่ายังไม่มีคนใช้จำนวนมากในตอนนี้หอศิลป์สาธารณะที่ต้องกระจายตัว ไม่ใช่มีที่เดียว วิธีจัดการฝุ่น PM2.5 การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
แนวคิดนี้ยังเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างในอดีต เช่น ตอหม้อหรือโครงสร้างทางด่วนส่วนต่อขยายที่ดูหนักอึ้งและสร้างความกดดันให้กับผู้คนที่สัญจร โดยเสนอว่า สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ศิลปะได้ เช่น การเพ้นท์ลายท้องฟ้าหรือสร้างทัศนียภาพที่สบายตา แทนการปล่อยทิ้งไว้ตามแนวคิดของวิศวกรรมแบบเดิมที่ไม่สนใจความรู้สึกของผู้ที่มองเห็น
“คนกรุงเทพฯ ต้องทำตัวเป็นโค้ช แล้วผู้ว่าฯ คือนักกีฬาของเรา เราต้องคอยป้อนข้อมูล วางกลยุทธ์ว่าอยากให้เขาเล่นแบบไหนเพื่อเอาชนะปัญหาเมือง เพราะคนกรุงคือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงและแพ้ไม่ได้ ส่วนผู้ว่าฯ มีหน้าที่ลงสนามไปคว้าชัยชนะมาให้ ไม่ใช่ทำตัวเป็นโค้ชคอยสั่งห้ามประชาชน”
วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร

Bangkok Active Festival ส่งต่อความหวัง เมืองสำหรับทุกคน
ช่วงท้ายของกิจกรรม Bangkok Active Festival ยังได้ชวนให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ส่งต่อผืนผ้าความยาว 10 เมตร พิมพ์ข้อความสีเขียวว่า “กรุงเทพฯ เมืองนิเวศสุนทรีย์” ล้อมรอบ ต้นไม้แห่งความหวัง (Three of Hope) ก่อนตัดแบ่งผืนผ้าแจกเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้ร่วมงาน
ในฐานะผู้นำกระบวนการ วิจิตร ย้ำถึงที่มาที่ไปของกิจกรรมทิ้งท้ายงานค่ำคืนนี้ โดยอธิบายความหมายของศิลปะชุมชนที่เรียกว่า “นิเวศสุนทรีย์” หรือ การสร้างระบบนิเวศดี ๆ ให้กับตัวเอง ที่ให้ผู้ร่วมกิจกรรมส่งต่อผ้าพิมพ์กันเป็นทอด ๆ จากแท่นพิมพ์ เปรียบเสมือนกระบวน การภาวนา และการร่วมมือกันขับเคลื่อนเมือง
“หน้าสำคัญของประชาชนที่ต้องเปลี่ยนเรื่องการเมืองกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย และงดงามด้วยมิติของศิลปะ”
วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร


ขณะที่ ตัวแทนจากภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้บอกเล่าภาพความประทับใจ และเป้าหมายในการขับเคลื่อนเมืองหลวงในแง่มุมที่แตกต่างกัน
ตัวแทนจาก กลุ่มฟีลทริป (Feel Trip) บอกว่า ตลอดช่วงการจัดงาน ได้เห็นเจตจำนงและความหวังของทั้งประชากรหลัก และประชากรแฝง ที่พร้อมจะออกมาขับเคลื่อนเมืองไปด้วยกัน ทำให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น และถือเป็นงานที่ทำให้ฝันในการเห็นพื้นที่สาธารณะที่คนทุกวัยมาคุยเรื่องนโยบายเมืองเป็นจริง
ตัวแทนจาก กลุ่มตลาดเขียว (Green Market) ที่ฝากอนาคตปากท้องไว้กับกรุงเทพมหานคร ย้ำว่า อาหารปลอดภัยไม่ควรเป็นเพียงทางเลือกของคนเฉพาะกลุ่ม แต่ต้องเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
ตัวแทน SOME LEE Book Truck ห้องสมุดเคลื่อนที่ ก็แสดงพลังความเชื่อมั่นว่าการอ่าน คือ รากฐานสำคัญในการพัฒนาเด็กและสังคม พร้อมคาดหวังให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่การอ่านเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับ ตัวแทน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) หวังเห็น “พื้นที่เล่นอิสระ” ที่จำลองในงานนี้ ขยายผลไปเกิดขึ้นในทุกมุมเมืองของกรุงเทพฯ เพื่อรองรับสุขภาวะที่ดีของเด็ก ๆ
ปิดท้ายด้วยตัวแทน The Green ผู้ดูแลการจัดการขยะภายในงาน ย้ำเตือนคนเมืองว่า แม้การแยกขยะอาจดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน แต่คำว่าใหม่ไม่ได้แปลว่าไม่ควรทำ และหากทุกคนร่วมมือกัน เมืองในฝันก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
“เราได้ยินเสียงและเห็นความหวังของคนกรุงเทพฯ ที่ยังไม่หมดหวังกับเมืองนี้ และพร้อมที่จะพัฒนาต่อไป โดยทางเครือข่ายจะรับฟังทุกเสียงสะท้อนเพื่อนำไปผลักดันเชิงนโยบาย และส่งต่อข้อมูลร่วมกับไทยพีบีเอส เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”
