ฝนถล่มอังกฤษ 41 วัน จากเมืองผู้ดีสู่เมืองบาดาล

อังกฤษเผชิญ ‘ปรากฏการณ์ฝนรั่ว’ ต่อเนื่องถึง 41 วัน นับเป็นสถิติที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ ขณะที่ กทม.หวังเรียนรู้เพื่อใช้ปรับตัว จากเหตุการณ์ที่หาดใหญ่สู่บทเรียน “ฝนแช่นาน” ในอังกฤษ

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณต้องตื่นมาเจอฝนตกหนัก ‘ทุกวัน’ ตั้งแต่วันเคาท์ดาวน์ปีใหม่ ลากยาวมาจนถึงวันนี้ วันวาเลนไทน์ชีวิตจะเป็นอย่างไร? แต่นี่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริงในอังกฤษเมื่อเกาะอังกฤษต้องเผชิญกับ ‘ปรากฏการณ์ฝนรั่ว’ ต่อเนื่องถึง 41 วัน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ออกมาเปิดเผยว่า นักวิทยาศาสตร์ชี้เป้าไปที่ ‘มหาสมุทรเดือด’ ที่ปะทะเข้ากับกระแสลม ‘Jet Stream’ ที่เกิดอาการ ‘ล็อกตาย’ เปลี่ยนสภาพท้องฟ้าเหนืออังกฤษ ให้กลายเป็นท่อส่งน้ำความเร็วสูง ยิงพายุเข้าใส่ลูกแล้วลูกเล่าแบบไม่ให้พักหายใจ จากเมืองผู้ดี สู่เมืองบาดาล

นับตั้งแต่วันปีใหม่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ ต้องเผชิญกับสถิติทางอุตุนิยมวิทยาที่น่าตกใจที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อสำนักงานอุตุนิยมวิทยา (Met Office) ยืนยันว่า “มีฝนตกในสหราชอาณาจักรทุกวันติดต่อกันครบ 41 วันแล้ว” นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากกลไกธรรมชาติที่ส่งผลให้เปลี่ยนแปลงไปคือ

ปรากฏการณ์ The Locked Jet Stream

จำเลยหมายเลขหนึ่งของเหตุการณ์นี้คือ กระแสลมกรด หรือ Jet Stream (เป็นกระแสลมที่ไหลเวียนในชั้นบรรยากาศในระดับความสูงประมาณ 10,000 – 15,000 เมตร เหนือจากพื้นโลก) มีพฤติกรรมผิดปกติ โดยปกติ Jet Stream จะพัดคดเคี้ยวไปมาเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้ยุโรปมีช่วงแดดออกสลับฝน แต่ในปีนี้ กระแสลมนี้กลับมีกำลังแรงจัดและ “ล็อกตาย” (Locked) ในทิศทางพุ่งตรงจากทิศตะวันตกเฉียงใต้เข้าสู่เกาะอังกฤษโดยตรง เปรียบเสมือนท่อส่งน้ำความเร็วสูงที่ลำเลียงพายุดีเปรสชันลูกแล้วลูกเล่าเข้ามาถล่มแบบไม่เว้นวรรค ทำให้ความกดอากาศสูงที่ควรจะนำพาอากาศสดใสเข้ามาไม่สามารถแทรกตัวเข้ามาได้เลย

Climate Change กฎฟิสิกส์ที่ไม่อาจเลี่ยง

ทำไมฝนถึงตกหนักและยาวนานกว่าเดิม? คำตอบอยู่ที่อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

  • มหาสมุทรเดือด อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือยังคงสูงผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการระเหยของน้ำมหาศาล
  • บรรยากาศอุ้มน้ำ ตามหลักการ Clausius-Clapeyron Relation อากาศที่ร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะสามารถอุ้มไอน้ำได้เพิ่มขึ้นถึง 7% พายุที่พัดเข้ามาในปี 2026 จึงไม่ได้มาแค่ลม แต่หอบเอามวลน้ำจำนวนมหาศาลมาด้วย เปลี่ยนจากฝนปรอยๆ ตามสไตล์อังกฤษ ให้กลายเป็นฝนตกแช่ขังที่ตกต่อเนื่องยาวนาน

พื้นที่รับเคราะห์ เมืองที่ฝนตก “ทุกวัน”

ในขณะที่คนลอนดอนบ่นเรื่องฟ้าครึ้ม แต่มีบางเมืองที่ต้องเผชิญกับฝนตกจริง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่ปีใหม่ ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศระบุจุดวิกฤต 3 แห่งที่ทำสถิติ “Wettest Start to the Year”

  • Cardinham (Cornwall) พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ที่ปะทะลมมรสุมเป็นด่านหน้า ชาวเมืองที่นี่ต้องอยู่กับเสียงฝนกระทบหลังคามา 41 วันโดยไม่มีวันหยุด
  • North Wyke (Devon) พื้นที่เกษตรกรรมที่ดินชุ่มน้ำจนไม่สามารถดูดซับได้อีกต่อไป (Saturated Ground)
  • Astwood Bank (Worcestershire) พื้นที่ตอนกลางที่ปกติฝนจะน้อยกว่า แต่ปีนี้กลับโดนหางเลขเต็มๆ

พายุชื่อดังแห่งปี 2026

ความต่อเนื่องของฝนไม่ได้เกิดจากฝนธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ถูกซ้ำเติมด้วยพายุลูกใหญ่ที่เรียงคิวกันเข้ามา ตั้งแต่ Storm Goretti ในช่วงต้นเดือนมกราคม ตามมาด้วย Storm Ingrid และ Storm Chandra ในช่วงปลายเดือน ซึ่งพายุเหล่านี้ไม่เพียงแต่นำฝนมา แต่ยังหอบเอาลมกระโชกแรงที่ทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติทำได้ยากขึ้นไปอีก

ลักษณะทางกายภาพกับ “ฝนภูเขา”

ลักษณะภูมิประเทศของอังกฤษที่เป็นเกาะมีเทือกเขาสูงทางฝั่งตะวันตกและเหนือ (Highlands) ทำหน้าที่เหมือนกำแพงดักลม เมื่อลมชื้นจากแอตแลนติกพัดมาปะทะภูเขา จะถูกบังคับให้ลอยตัวสูงขึ้นและกลั่นตัวเป็นฝนหน้าเขา (Orographic Rainfall) ซ้ำ ๆ ที่จุดเดิม ทำให้พื้นที่อย่างเวลส์และสกอตแลนด์ตะวันตกต้องรับปริมาณน้ำฝนสะสมมากกว่าพื้นที่อื่นหลายเท่าตัว

เหตุการณ์ฝน 41 วันในปี 2026 นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าฤดูกาลของอังกฤษกำลังเปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้เห็น “Four Seasons in One Day” อีกต่อไป แต่กำลังจะเจอกับ “Wet Season that never ends” แทน การเตรียมรับมือจึงไม่ใช่แค่การพกร่ม แต่คือการวางแผนจัดการน้ำระดับชาติเพื่อรองรับความแปรปรวนที่สุดขั้วนี้

จากเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ สู่บทเรียน “ฝนแช่นาน” ในอังกฤษ กับการเตรียมพร้อม กทม.

จากอังฤกษย้อนมองไทย แม้สภาพแวดล้อมไทย หรือ กทม. อาจไม่เป็นเช่นนั้นเพราะลักษณะภูมิประเทศไม่เหมือนกัน แต่จากเหตุการณ์ที่หาดใหญ่สู่บทเรียน “ฝนแช่นาน” ในอังกฤษ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เคยเปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่หาดใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ปริมาณฝนที่ตกมากขนาดนี้ หากเกิดขึ้นที่ กทม.คาดว่าจะมีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก จึงถือโอกาสทบทวนแผนของ กทม. เพื่อเตรียมพร้อมและปรับปรุงแผนสำหรับอนาคต

แม้ กทม.จะทำได้ดีขึ้นในเรื่องการระบายน้ำ แต่ความท้าทายต่อไปคือ “Extreme Weather” ที่รุนแรงขึ้น กทม.กำลังเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ (ลานีญา) ที่ฝนจะตกหนักขึ้น โดยใช้การจำลองสถานการณ์ หากฝนตกหนักถึง 300 มม.เพื่อดูว่าพื้นที่ไหนจะรอดหรือร่วงสิ่งที่ กทม.ทำได้ดีคือการใช้เทคโนโลยีและพลังการมีส่วนร่วมของประชาชน (Traffy Fondue) เข้ามาช่วยบริหารจัดการ แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำต่อคือการบูรณาการกฎหมายและผังเมือง เพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืน ไม่ใช่แค่ “รอระบาย” แต่คือการ “ออกแบบเมือง” ให้สู้กับน้ำได้ในระยะยาว

จากบทเรียนที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ กทม.ได้ยกระดับการเตรียมพร้อมด้วยการทำ Scenario Planning หรือการจำลองสถานการณ์ฝนตกหนัก 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนรายพื้นที่ เช่น หากมีฝนตกหนักในระดับดังกล่าวในพื้นที่เขตดินแดง จะมีจุดที่น้ำท่วมหนัก 2 – 3 จุด และมีน้ำที่ต้องระบายออกถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะใช้เวลาระบายประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำและพัฒนาเป็นแผนอพยพ เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าหากเกิดฝนระดับนี้ต้องเตรียมตัวอย่างไรหรืออพยพไปที่ใด

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active