กรุงเทพฯ ร้อนขึ้นเหมือน ”เตาอบ” เพชฌฆาตเงียบ ที่กำลังจู่โจมชีวิตคนไทย

สถิติล่าสุดยืนยันว่าเราได้ก้าวเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” อย่างเป็นทางการแล้ว ความร้อนที่กำลังกลายเป็นเพชฌฆาตเงียบคร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 489,000 รายต่อปี โดยเฉพาะคนเมืองที่กำลังเผชิญกับดักความร้อนที่มองไม่เห็น พบสถิติความตายที่สะท้อนสังคมสูงวัย เมื่อผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 62 ปี

ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาของกรุงเทพมหานคร หลายคนอาจคิดว่า “ความร้อน” เป็นเพียงความรำคาญใจที่แก้ได้ด้วยการเปิดแอร์ แต่ข้อมูลล่าสุดจากโครงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านสุขภาพของชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อความเปราะบางทางภูมิอากาศในเขตเมืองของประเทศไทย หรือ Enhance the Health Resilience of At-risk Communities against Climate Vulnerabilities in Critical Urban Centers of Thailand ที่มาจาก เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) ร่วมกับศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ได้บ่งชี้ว่าเรากำลังเผชิญกับ “ภัยเงียบ” ที่รุนแรงกว่านั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้

อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นกำลังพรากชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 489,000 รายต่อปี ระหว่างปี 2000-2019 โดย 36% เกิดขึ้นในยุโรป และโดยเฉพาะในเอเชียที่ได้รับผลกระทบหนักถึง 45% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด แม้แต่ประเทศเมืองหนาวอย่างสวีเดนยังเผชิญอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ขณะที่ตุรกีพุ่งทะลุไปถึง 50.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่น่าตกใจ

ผลกระทบระดับภูมิภาคที่รุนแรง

สถิติเดือนกรกฎาคม 2025 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 เท่าที่มีการบันทึกไว้คลื่นความร้อนในยุโรป สวีเดนและฟินแลนด์เผชิญกับช่วงอุณหภูมิที่สูงเกิน 30 องศาเซลเซียสนานผิดปกติ ส่วนตุรกี บันทึกสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ของประเทศที่ 50.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิพุ่งสูงในเอเชีย อุณหภูมิพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วแนวเทือกเขาหิมาลัย จีน และญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นตั้งสถิติใหม่ที่ 41.8 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2025

อิหร่านและอิรัก อุณหภูมิที่สูงเกิน 50 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า การประปา การศึกษา และแรงงาน

กรุงเทพฯ มีการออกคำเตือนเรื่องความร้อนสำหรับอุณหภูมิที่สูงถึง 41 องศาเซลเซียส

เอเชียตะวันออก เกาหลีออกคำเตือนเรื่องความร้อนเป็นวงกว้าง จีนทำลายสถิติอุณหภูมิในหลายพื้นที่ และญี่ปุ่นทำลายสถิติระดับประเทศสองครั้งในหนึ่งสัปดาห์

สุทัศน์ วีสกุล ผอ.บริหารโครงการเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR)

เมื่อกรุงเทพฯ กลายเป็น “เกาะความร้อน” (Urban Heat Island)

ด้าน สุทัศน์ วีสกุล ผอ.บริหารโครงการเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) กล่าวว่า กรุงเทพฯ มีปัจจัยสะสมความร้อนที่ซับซ้อนกว่าพื้นที่อื่น ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 10 ล้านคน และสภาพเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงซึ่งใช้วัสดุสะท้อนความร้อน รวมถึงการใช้ยานพาหนะจำนวนมาก ทำให้เกิด “ปรากฏการณ์เกาะความร้อน” ที่พื้นที่เมืองจะร้อนกว่าชนบทโดยรอบอย่างชัดเจน

คนในชุมชนกรุงเทพฯ กว่า 2,001 ชุมชน กำลังได้รับผลกระทบ แต่พวกเขาอาจไม่ทราบเลยว่าควรจะสู้หรือมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในสภาพนี้ได้อย่างไร

ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศระบุว่า ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียส และที่น่ากังวลที่สุดคือ จำนวนวันในฤดูร้อน (วันที่ร้อนเกิน 35 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นถึง 90 วัน )หรือประมาณ 3 เดือนที่ร้อนระอุเพิ่มขึ้นมาจากอดีต

ใครคือผู้รับเคราะห์ ? พบสถิติความตายที่สะท้อนสังคมสูงวัย

ความร้อนไม่ได้ทำร้ายทุกคนเท่ากัน กลุ่มเปราะบางที่มี “ต้นทุนสุขภาพ” ต่ำคือผู้ที่เสี่ยงที่สุด ข้อมูลสถิติระหว่างปี 2018-2024 พบว่าผู้เสียชีวิตจากฮีทสโตรก (Heatstroke) มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 62 ปี ในผู้ที่เป็นโรคประจำตัว 52% ของผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ขณะที่สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง

ความร้อนไม่ได้ทำร้ายทุกคนเท่ากัน ข้อมูลระหว่างปี 2018-2024 ชี้ชัดว่า “โรคลมแดด” หรือฮีทสโตรก พรากชีวิตคนไทยเฉลี่ยปีละ 24 ราย โดยมีข้อสังเกตที่สำคัญคือ

วัยเสี่ยง : ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 62 ปี (ช่วงอายุ 35-95 ปี)

ต้นทุนร่างกาย : กว่า 52% ของผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือโรคหัวใจ

อาชีพเสี่ยง : 62% เป็นกลุ่มที่ต้องทำงานกลางแจ้งและเกษตรกร โดยพบผลกระทบหนักที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 50%

อาจารย์สุทัศน์ ยังชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากไม่มีมาตรการเตรียมพร้อม ความสูญเสียจะยิ่งรุนแรงขึ้น และปัจจุบัน มีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว อย่างประชากรกรุงเทพฯ เกิน 10 ล้านคน ขณะที่ปัญหาสุขภาพโรคลมแดด, ไข้เลือดออก และโรคระบบทางเดินหายใจ จะสูงขึ้น ในขณะที่ไทยก็มีกลุ่มเปราะบาง อย่างชุมชนผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด

ข้อมูลสุขภาพและดัชนีความร้อน

เมื่อความร้อนรุนแรงกลายเป็นอันตรายอาการอ่อนเพลียจากความร้อน (Heat Exhaustion) อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการจะสับสนเล็กน้อย, คลื่นไส้, เหงื่อออกมาก

โรคลมแดด (Heatstroke) อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียส ขึ้นไป, ไม่มีเหงื่อ, ผิวแห้ง, อาจเกิดอาการชักหรือหมดสติ (ต้องเรียกรถพยาบาลทันที) ที่ผ่านมาข้อมูลเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พบจากงานวิจัยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิที่สูง/ต่ำกับการเข้าโรงพยาบาลในประเทศไทย พบผลกระทบในหลายกลุ่มโรค เช่น โรคติดเชื้อ, โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

ดัชนีที่รวมอุณหภูมิและความชื้นเพื่อสะท้อน “อุณหภูมิที่รู้สึกจริง”

เกณฑ์ความเสี่ยง

ต่ำกว่า 29 : รู้สึกสบาย

30-39 : ไม่สบายตัวบ้าง

40-44 : ไม่สบายตัวอย่างมาก ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก

45 ขึ้นไป : อันตราย อาจเกิดโรคลมแดดได้หากยังทำกิจกรรมต่อ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI

กลยุทธ์ทางรอดสู่ความปลอดภัยของคนเมือง

  1. การใช้ระบบข้อมูล ด้วยพัฒนา GIS Web App เพื่อระบุจุดเสี่ยงความร้อนและน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพฯ การใช้นวัตกรรมข้อมูล GIS เพื่อสุขภาพ อย่างการสร้างแผนที่ความเสี่ยงที่ระบุจุดร้อน (Hot spots) และชั้นความเปราะบางทางสังคม เพื่อให้นโยบายการช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงที่สุดได้อย่างแม่นยำ
  2. เลือกใช้พลังชุมชน และเสนอโมเดล “เปลี่ยนภาษาเทคนิคสู่ภาษาชาวบ้าน” เลือกใช้ภาษาสื่อสารเข้าใจง่ายถึงคนทั่วไป โดยใช้พี่เลี้ยงจากมหาวิทยาลัย หรือ มีการสร้างโมเดล “อาสาสมัครรับมือความร้อน” ข้อเสนอการสร้างอาสาสมัครในชุมชน (คล้ายโมเดล อสม.) เพื่อแปลผลข้อมูลเทคนิคที่ซับซ้อนให้กลายเป็น “ภาษาชาวบ้าน” เพื่อแจ้งเตือนและเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า 3 วัน ก่อนที่ความร้อนจะทำอันตรายถึงชีวิตเพื่อให้คนในชุมชน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หรือพ่อค้าแม่ค้า ปรับตัวได้ทันโดยไม่เสียประสิทธิภาพงาน
  3. การทำนโยบายสาธารณะ ด้วยการบูรณาการข้อมูลความเสี่ยงเข้ากับการผังเมือง นำเสนอแนวทางเพิ่มพื้นที่สีเขียว (Green Spaces) และการอัปเกรดบริการสาธารณสุขให้ตอบโจทย์ความเสี่ยงใหม่ ๆ

โมเดลต้นแบบ จาก “บางกะเจ้า” สู่หัวเมืองทั่วไทย

ตัวอย่างความสำเร็จของชุมชน “บางกะเจ้า” อาจเป็นนโยบายผังเมืองและพื้นที่สีเขียว จากการศึกษาจาก “บางกะเจ้า” ที่มีพื้นที่สีเขียวกว่า 6,000 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าสวนสาธารณะทุกแห่งในกรุงเทพฯ รวมกัน พื้นที่นี้เปรียบเสมือนปอดที่ช่วยสร้างความเย็นและลดความเปราะบางให้ชุมชนโดยรอบ เป็นต้นแบบที่โครงการอยากขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ และตั้งเป้าจะขยายไปยัง 4 เมืองใหญ่ในภาคเหนือ ใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต

ภัยนี้เกิดขึ้นจริงและอยู่ใกล้ตัวเรามากการเข้าใจข้อมูลและการสื่อสารที่เข้าถึงใจคนในชุมชน คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนจากความตระหนก เป็นความตระหนัก และความภาคภูมิใจที่ชุมชนสามารถดูแลคนของตัวเองให้รอดพ้นจากภัยร้อนนี้ได้


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active