สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน  15,000 บาท/เดือน

หวังลดภาระครอบครัว-ระบบสุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุ แบบประคับประคอง ติดเตียง NCDs และจิตเวช เผยเริ่มอบรม มิ.ย. ลงพื้นที่ ก.ค. ตั้งเป้าระยะยาวทุกหมู่บ้านมีอาสาพยาบาล

 

วานนี้ (14 พ.ค. 69) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้านโยบาย “อาสาพยาบาล” หรือ “อสพ.” ว่า ที่ประชุมมีมติให้เริ่มดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2569 โดยจะให้แต่ละเขตสุขภาพกลับไปพิจารณางบประมาณและจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการได้อย่างน้อยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณนี้

รมว.สธ. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้พื้นที่สำรวจความพร้อม รวมถึงจำนวนบุคลากรที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ก่อนเสนอข้อมูลกลับมายังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรับรองและเริ่มดำเนินการ

ในส่วนของการฝึกอบรม คาดว่าจะเริ่มได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 และหลังจากนั้นจะเริ่มส่งอาสาพยาบาลลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ประมาณเดือนกรกฎาคม

“แต่ละเขตสุขภาพจะไปดูงบประมาณและจัดสรร เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ อย่างน้อยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณนี้ ส่วนจำนวนกำลังให้พื้นที่ส่งข้อมูลความพร้อมเข้ามา ถ้าพร้อมเท่าไหร่ก็เริ่มทำทันที” พัฒนา กล่าว

วางเป้า “1 ตำบล 1 อสพ.” ก่อนขยายสู่ทุกหมู่บ้านใน 3 ปี

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายการผลิตอาสาพยาบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เบื้องต้นยังต้องรอจำนวนจากพื้นที่ก่อน แต่แนวคิดตั้งต้นคือ “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล”

นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อธิบายเพิ่มเติมว่า เป้าหมายระยะยาวของโครงการ คือการมีอาสาพยาบาลในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี แต่ในระยะแรกอาจเริ่มจากบางพื้นที่นำร่องก่อน

“เป้าหมายแรกประมาณ 1 ตำบล 1 คน แต่ขึ้นอยู่กับงบประมาณ บางพื้นที่อาจเริ่มต้นให้มีทุกหมู่บ้านในตำบลนำร่อง เพื่อดูความแตกต่างและใช้เป็นแนวทางพัฒนาต่อไป เป้าหมายสุดท้ายคือทุกหมู่บ้านจะมีอาสาพยาบาล” อธิบดี สบส. กล่าว

ชี้ช่วยลดภาระระบบสุขภาพปฐมภูมิ เน้นดูแลผู้สูงอายุ-ติดเตียง

พัฒนา กล่าวว่า อาสาพยาบาลจะเข้ามาช่วยลดภาระงานในระบบสุขภาพ โดยเฉพาะระบบบริการปฐมภูมิและการดูแลผู้ป่วยในชุมชน

“ลดได้ครับ ลดได้” รมว.สธ. กล่าวตอบคำถามถึงบทบาทในการแบ่งเบาภาระระบบสุขภาพ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับการดูแลจากอาสาพยาบาล ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยประคับประคอง รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) งานแม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวช

“จะมีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยประคับประคอง รวมถึงเรื่อง NCD แม่และเด็ก จิตเวช ซึ่งจะเป็นมุมที่อาสาพยาบาลเข้าไปช่วยเสริม” พัฒนา กล่าว

สธ.ย้ำ “อสพ.” ไม่แทน อสม.-CG แต่เป็นการเสริมกำลังดูแลเฉพาะด้าน

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างอาสาพยาบาลกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีอยู่เดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เป็นลักษณะ “เสริมกัน” มากกว่าจะทับซ้อนกัน โดยอาสาพยาบาลจะมีบทบาทเฉพาะทางและโฟกัสมากกว่า

ส่วนประเด็นความซ้ำซ้อนกับ Care Giver (CG) หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ผ่านการอบรมอยู่แล้วนั้น พัฒนา ยอมรับว่า อาจมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกัน แต่จุดประสงค์ของแต่ละระบบยังมีความชัดเจน และหากสามารถยกระดับ CG เดิมเข้าสู่ระบบอาสาพยาบาลได้ ก็พร้อมสนับสนุน

“ถ้าสามารถยกระดับ CG ได้ เราก็ยินดี รวมถึงพยาบาลเกษียณ ถ้ามีความประสงค์เข้ามาในโครงการนี้ก็ยินดี” รมว.สธ. กล่าว

อธิบดี สบส. ชี้ “อาสาพยาบาล” เป็นกำลังดูแลในชุมชน ช่วยให้ญาติกลับไปทำงานได้

นายแพทย์ภูวเดช กล่าวว่า อาสาพยาบาลจะมีลักษณะแตกต่างจากพยาบาลวิชาชีพทั่วไป โดยจะเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญา และเข้ารับการฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ดูแลในชุมชนเป็นหลัก

“ทำหน้าที่คล้ายพยาบาล แต่เป็นการทำงานในชุมชน” อธิบดี สบส. กล่าว

เขาระบุว่า จุดสำคัญของระบบอาสาพยาบาล คือการช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่ญาติจำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงหรือผู้สูงอายุ

“เราคาดหวังว่า ถ้ามีอาสาพยาบาลเข้าไปดูแล ก็จะช่วยลดภาระญาติ ซึ่งบางคนต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลผู้ป่วย แต่อาสาพยาบาล 1 คนสามารถดูแลได้มากกว่า 1 คน ทำให้ญาติสามารถกลับไปทำงานได้ ครอบครัวก็จะมีรายได้เพียงพอ” นายแพทย์ภูวเดช กล่าว

ค่าตอบแทน “ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท” เตรียมจ่ายเพิ่มตามผลงาน

เมื่อถูกถามถึงค่าตอบแทน หลังช่วงหาเสียงมีการพูดถึงตัวเลขประมาณ 15,000 บาท/เดือน นายพัฒนา รมว.สธ. ระบุว่า ค่าตอบแทนจะ “ไม่ต่ำกว่านั้น”

ด้านอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ในระยะแรกจะเป็นค่าตอบแทนรายเดือนก่อน และในอนาคตอาจพัฒนาระบบจ่ายตามผลงานบริการเพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น จำนวนผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ดูแล จำนวนงานแม่และเด็ก หรือคุณภาพการดูแล หากมีผลงานมากและมีคุณภาพ ก็อาจได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น

“ขั้นต่ำจะมีค่าตอบแทน แต่ถ้าผลงานมากและผลงานดี ก็อาจมีการจ่ายเพิ่ม” นายแพทย์ภูวเดช กล่าว

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า จุดเด่นอีกอย่างคือ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ทำงานในพื้นที่บ้านของตนเอง เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลัก คือคนในชุมชนเดียวกัน

“เขาได้ทำงานที่บ้าน เพราะกลุ่มเป้าหมายต้องเป็นคนในพื้นที่ ก็เหมือนดูแลญาติพี่น้องของตัวเอง” อธิบดี สบส. กล่าว

ใช้งบส่วนกลาง ไม่ผลักภาระโรงพยาบาลในพื้นที่

สำหรับแหล่งงบประมาณในการจ่ายค่าตอบแทน นายแพทย์ภูวเดช ระบุว่า จะใช้งบประมาณส่วนกลางของโครงการในปีงบประมาณ 2570 และจะเสนอของบต่อเนื่องทุกปีในฐานะนโยบายของรัฐบาล

พร้อมยืนยันว่า จะไม่ผลักภาระงบประมาณไปยังโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการในพื้นที่

“ไม่ได้เป็นภาระของหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นงบจากส่วนกลาง” นายแพทย์ภูวเดช กล่าว

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active