รับมือ”ฝนสุดขั้ว”จุฬาฯ ชู”ศูนย์กันก่อนท่วม” ดัน 4 ยุทธศาสตร์เปลี่ยนวิกฤตน้ำสู่เศรษฐกิจมั่นคง

สถิติชี้ชัด 90% ของความสูญเสียจากภัยพิบัติในประเทศไทยมาจากปัญหาน้ำ จุฬาฯ เปิดเวทีระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วน ชี้ทางรอดประเทศต้องเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำ นำข้อมูลวิทยาศาสตร์มาแปลงสู่การปฏิบัติจริง หวังลดความเสี่ยงด้านน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

วันนี้ (5 ก.ย.69) ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเสี่ยงด้านน้ำทั้ง “ฝนสุดขั้ว” น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ขณะที่ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่า 90% ของความสูญเสียจากภัยพิบัติในประเทศไทยมีสาเหตุมาจากปัญหาน้ำ”ศูนย์กันก่อนท่วม” จุฬาฯ เปิดเวทีระดมทุกภาคส่วน วางแนวทางบูรณาการทำงานร่วมกัน

ศ. (พิเศษ) สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ. (พิเศษ) สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานกล่าวเปิดงานระบุว่า บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยต้นทุนของการรอให้เกิดน้ำท่วมแล้วสูงกว่าการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันล่วงหน้าอย่างมาก ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือน้ำท่วมให้ดีขึ้น แต่คือการทำให้แต่ละพื้นที่รู้จักน้ำของตนเอง เข้าใจความเสี่ยง และเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย

พร้อมย้ำว่า ชุมชนคือส่วนสำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ปรับตัว อยู่กับน้ำการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะต้องผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับพลังและความพร้อมของคนในชุมชน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แสดงวิสัยทัศน์เรื่อง “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities” โดยกล่าวว่า เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการจัดทำแผนที่น้ำเพื่อทำความเข้าใจเส้นทางการไหลของน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถแบ่งบทบาทความรับผิดชอบได้อย่างชัดเจนตามลักษณะภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเสริมพลังภูมิปัญญาที่ชุมชนมีอยู่เดิม ให้สามารถต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มหาวิทยาลัยควรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาน้ำโดยไม่จำกัดอยู่เพียงด้านวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่ควรดึงความถนัดจากหลากหลายสาขาวิชาเข้ามาเสริมกัน เพื่อให้การจัดการน้ำครอบคลุมทั้งมิติทางวิศวกรรม สังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชุมชนไปพร้อมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำให้กลายเป็นกลไกสำคัญของการสร้างชาติ เป้าหมายไม่ใช่เพียงป้องกันน้ำท่วม แต่คือทำให้ทุกคนรู้จักน้ำ เตรียมพร้อม และอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างรู้เท่าทัน และจัดการน้ำให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

รศ.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และประธานศูนย์กันก่อนท่วม

รศ.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำมักเป็นแบบไซโล ขาดการบูรณาการ และมีข้อจำกัดด้านระเบียบกฎหมายที่ทำให้การเตือนภัยหรือการจัดการล่าช้า ในขณะที่ปัจจุบันไทยต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว หรือเหตุการณ์ฝนตกหนักแบบ “เรนบอมบ์ (Rain Bomb) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุทกภัยฉับพลัน ก่อนหน้านี้ตัวอย่างสถิติเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 พื้นที่ เช่น

ที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วง (ธันวาคม 2025) มีปริมาณฝนตกสะสม 1,250 มิลลิเมตร ภายในเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งมีปริมาณเกือบเท่ากับฝนตกเฉลี่ยเกือบทั้งปี

ที่จังหวัดน่าน ในช่วง (สิงหาคม 2026) มีปริมาณฝนตกสะสม 370 มิลลิเมตร ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นปริมาณร่วม 1 ใน 3 ของฝนตกเฉลี่ยเกือบทั้งปี

นครเวิ่นโจ ประเทศจีน (กันยายน 2026) มีปริมาณฝนตกสะสม 500 มิลลิเมตร ภายในเวลา 24 ชั่วโมง

4 ข้อเสนอขับเคลื่อน Water Economy ของประเทศไทย จากศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center)

  1. Water Smart Community เสริมพลังชุมชนให้ร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ เพื่อรับมือและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน
  2. Integrated Water Data Platform เชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบ Real-time เพื่อการคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุกอย่างแม่นยำ
  3. Blue Infrastructure พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากทั้งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมผลักดันการร่วมลงทุน (PPP) ระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อให้เมืองอยู่กับน้ำได้อย่างปลอดภัย
  4. Regulatory Reform & Consolidation of Water-related Agencies ยกระดับการจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ และบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

รศ.วิทยา ยังกล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือ เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้ำ โดยมองว่าน้ำคือทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศหากเราจัดเก็บและดูแลได้ดี แต่หากบริหารจัดการไม่ดี น้ำจะกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำลายความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการร่วมลงทุนทันที นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนข้อมูลด้านน้ำ แต่โจทย์ที่แท้จริงคือจะแปลงข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร เนื่องจากในปัจจุบันเราเผชิญกับสถานการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เหตุการณ์ฝนตกหนักที่หาดใหญ่ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ที่มีปริมาณเกือบเท่าค่าเฉลี่ยทั้งปี หรือกรณีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นใน จ.น่านซึ่งมีฝนตกหนักในพื้นที่เพียง 6 ชั่วโมงแต่มีปริมาณน้ำเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยทั้งปี เราจึงต้องเร่งทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำเทคโนโลยีและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพยากรณ์สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเหล่านี้ให้เป็นโอกาสและอนาคตของประเทศ

เทคโนโลยีวิศวกรรมแบบเดิมไม่เพียงพอ ต้องสื่อสารให้ถึงระดับพื้นที่

ผศ.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาฯ ได้เปิดเผยสถิติว่า 90% ของความเสียหายจากภัยพิบัติในประเทศไทยคือเรื่องน้ำ และเมื่อบริบทของฝนเปลี่ยนไป วิศวกรรมแบบเดิมจึงอาจไม่เพียงพอ โครงสร้างวิศวกรรมแบบเดิม ๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดแล้วมันต้องใช้รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Nature-based solution ซึ่งการใช้ธรรมชาติเข้ามาช่วยบ้านเราต้องเป็นไฮบริด

ผศ.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาฯ

นอกจากนี้กลไกการสื่อสารแจ้งเตือนภัยภาคประชาชนที่ต้องชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้ทันที โดยระบุว่า ข้อมูลที่สื่อไป ต้องเป็นข้อมูลที่สื่อสารได้ง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ เช่น ตอนนี้ระดับน้ำขึ้นสูง เที่ยงตรงของวันนี้คุณจะต้องหนีไปอยู่ที่สถานที่คือยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนกอไก่ ภายในเวลา 12.00 น.

แนวทางของ “ศูนย์กันก่อนท่วม” สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่สามารถพึ่งพาความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากการผสานข้อมูลเชิงลึกเข้ากับการทำงานระดับโครงสร้างของภาครัฐ การสนับสนุนจากภาคเอกชน และการลงมือปฏิบัติจริง ของภาคประชาชน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเป็น “ผู้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ” สู่การบริหารจัดการที่สร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต” ให้กับคนไทยอย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active