ในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ หากได้ลองสังเกตบริเวณพื้นที่รอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะพบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่เป็นจุดเริ่มต้นของ แผนแม่บทเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ (PMCU) ได้มีความพยายามนำเสนอภาพของเมืองที่ทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
แผนการดังกล่าวทำให้เราได้เห็นทั้งการเกิดขึ้นและโรยราของถนนบรรทัดทอง โรงภาพยนตร์สกาล่าถูกทุบทิ้ง ย่านเซียงกงเก่าเลือนหาย พื้นที่ก่อสร้างครอบทับศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง การสร้างห้างสรรพสินค้าและคอนโดมิเนียมจำนวนมาก พื้นที่ชุมชนถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน และวิถีชีวิตชุมชนที่เปลี่ยนไป
สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นผลพวงจาก กระบวนการทำให้เมืองเป็นย่านผู้ดี (Gentrification) เริ่มต้นจากความพยายามดึงดูดให้คนมีรายได้สูงเข้ามาพัฒนา เป็นผลให้ที่ดินมีราคาแพงขึ้น ผู้อยู่อาศัยเดิมก็ต้องย้ายออกไป กระทบถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน พ่อค้าแม่ค้า ไม่เว้นแต่นิสิตนักศึกษา
พื้นที่รอบจุฬาฯ กำลังถูกขีดเขียนถึงอนาคตแบบใหม่ แต่ก็มีคำถามตามมาว่า อนาคตเหล่านั้นดีจริงหรือไม่ ? และอนาคตที่ว่าจะดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ?
สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน และ Sam Yan Civic Design Lab จึงได้ร่วมกันจัด นิทรรศการ Speculative Chula: Not Yet Built จุฬาฯ ที่ยังไม่ได้สร้าง ภายใต้ความร่วมมือของนักศึกษา Harvard GSD และนักศึกษาสถาปัตยกรรมและการออกแบบจากไทย พาไปสำรวจถึง 5 ฉากทัศน์อนาคตทางเลือก และชวนผู้ชมจินตนาการถึงพื้นที่รอบจุฬาที่ดีกว่านี้ได้
5 ฉากทัศน์ จินตนาการถึงอนาคตพื้นที่รอบจุฬาฯ ที่ดีได้มากกว่าเดิม
ฉากทัศน์แรก Freeplay Urban Synthetic Morphology พื้นที่สวนหลวงสแควร์ จากอดีตที่เคยเป็นย่านผลิตและซ่อมแซมชุดกีฬา เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของสนามกีฬาแห่งชาติ ภายหลังถูกพัฒนาพื้นที่ ธุรกิจท้องถิ่นเดิมถูกขับไล่ กลายเป็นย่านพาณิชย์ที่ดูสะอาดแต่ขาดเอกลักษณ์ สู่การนำเสนอโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบยืดหยุ่น ทั้งหน้ากากอาคารที่สามารถกางออกเป็นแผงขายของได้ รวมถึงโครงสร้างน้ำหนักเบาที่ติดตั้งเพิ่มได้ เพื่อเป็นโครงสร้างชั่วคราว แต่ก็ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจให้ไปต่อได้
ฉากทัศน์ที่สอง shrine.shine.share จากสถานการณ์ของศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ที่อยู่กลางพื้นที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ ภาพปัจจุบันนี้นำมาสู่การตั้งคำถามถึงการขับไล่ชุมชนดั้งเดิม การรักษามรดกทางวัฒนธรรมพร้อมกับการพัฒนา รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน (จากการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานก่อสร้าง)
นำมาสู่ฉากทัศน์ออกแบบพื้นที่ใหม่ โดยศาลเจ้ายังเป็นหัวใจสำคัญของพื้นที่ ควบคู่ไปกับสร้างพื้นที่สาธารณะเปิดโดยรอบศาลเจ้า แทนที่จะเป็นห้าสรรพสินค้าแบบปิด โดยออกแบบเป็นโครงสร้างน้ำหนักเบาที่ติดตั้งง่ายและปรับเปลี่ยนได้ง่าย มีสิ่งของอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับร้านค้าหาบเร่แผงลอยและธุรกิจท้องถิ่น

ฉากทัศน์ที่สาม Two Kings: The Next Move นำเสนอภาพการออกแบบ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล ใหม่พื้นที่ที่ดูมีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การถวายสัตย์ปฏิญาณของนิสิตใหม่ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นลานโล่ง ไม่มีร่มเงา ต้นไม้ หรือที่นั่ง ทำให้ไม่ค่อยมีคนใช้งานนอกเหนือจากช่วงพิธีการ
ข้อเสนอจึงเป็นการปรับปรุงลานพิธีการให้เป็นมิตรกับผู้คนมากขึ้น ทั้งการเพิ่มต้นไม้ พื้นที่นั่งเล่น รวมถึงการลดระดับของพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาลลงให้อยู่ต่ำกว่าระดับพื้น เพื่อให้ทัศนียภาพดูไม่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จนคนไม่กล้าใช้งาน
อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อทักถ้วงว่าไม่เหมาะสม ภายในนิทรรศการจึงได้มีโมเดลจำลองของพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมลองออกแบบพื้นที่ ว่าจะวางพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาลไว้ส่วนไหน

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอถึงบริเวณ อดีตคริสตจักรจีนเซเวนธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ซึ่งปัจจุบันเป็นลานจอดรถชั่วคราวระหว่างรอการพัฒนาในอนาคต นำมาสู่ข้อเสนอการทำเกษตรในเมืองหรือการปลูกพืช แทนการสร้างโบสถ์เดินขึ้นมาใหม่ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนกับผู้คนด้วยกันเอง กับผืนดิน และกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยมีแปลงเกษตรใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไปอย่างตะกร้าผลไม้และท่อพีวีซี ซึ่งให้คนท้องถิ่นสามารถออกแบบ สร้าง และปรับปรุงพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง

ฉากทัศน์ที่สี่ Chula Next Verse การขยายตัวของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชน ผู้คนขาดปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงการเบียดขับชุมชนดั้งเดิมออกไป
นำมาสู่ข้อเสนอที่คงไว้ซึ่ง 3 เสาหลัก ทั้งด้านความก้าวหน้า, ด้านโอกาส และด้านวิถีชีวิต ผ่านการสร้างพื้นที่ส่วนกลางแนวตั้ง โดนพื้นที่ฐานอาคารเป็นพื้นที่ที่สามารถสนับสนุนได้ทั้งนิสิตนักศึกษา (ศูนย์การเรียนรู้ และพื้นที่ทำงานส่วนกลาง) และผู้คนในชุมชน (พื้นที่ให้เช่าขายของ) ในขณะที่อาคารสูงก็ยังตอบโจทย์ของการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยกลายมาเป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัยที่ราคาเข้าถึงได้ และยังมีพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้งานได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีทางเชื่อมลอยฟ้า ที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับชุมชนและวิถีชีวิตท้องถิ่นที่อยู๋ในระดับถนน

ฉากทัศน์ที่ห้า Reimagining Chamchuri Square & CU Centenary Park ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การคืนพื้นที่ให้กับสาธารณะและชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ห้างจามจุรีสแควร์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มซบเซาลง เนื่องจากไม่สามารถสู้โครงการพาณิชย์อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้ เช่น สามย่านมิตรทาวน์
จึงมีการนำเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงห้างจามจุรีสแควร์ เช่น การใช้พื้นที่ว่างเป็นพื้นที่ทดลองตามความต้องการของชุมชนและนักศึกษา รวมถึงการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดึงดูดผู้คนทั่วไปและคนในพื้นที่เข้ามาสู่ห้างมากขึ้น เช่น การเชิดสิงโต


และอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ที่แม้จะเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าที่ดิน ทำให้สามารถสร้างอาคารสูงโดยรอบได้ และเป็นการเบียดขับชุมชนดั้งเดิมอย่างเซียงกงออกไป
รวมถึงมีการตั้งคำถามถึงเสรีภาพในการแสดงออกบนพื้นที่ตรงนี้ จากกรณีการสั่งห้ามฉายภาพยนตร์กลางแปลงเรื่อง The Last Breath of Sam Yan ที่ว่าด้วยข้อพิพาทเรื่องศาลเจ้าแม่ทับทิมทับทิมสะพานเหลือง ระหว่างผู้ดูแลศาลเจ้าและ PMCU เอง
แนวคิดหลักของฉากทัศน์นี้จึงเป็นการทำให้พื้นที่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน เช่น การใช้ระบบบคณะกรรมการร่วม ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากฝั่งมหาวิทยาลัย นิสิต และคนในชุมชน เพื่อสะท้อนความต้องการของผู้คนได้จริง และการจัดพื้นที่ในสวนสำหรับผู้ค้ารายย่อยและหาบเร่แผงลอย ช่วยเหลือเศรษฐกิจท้องถิ่นได้โดยตรง

ภายในงานยังมีผลงาน Something Was Here : Scala Theatre ฉายภาพการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของโรงภาพยนตร์สกาลา หนึ่งในโรงภาพยนตร์เดี่ยวที่งดงามที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว และกำลังจะกลายเป็นห้างสรรพสินค้าในอนาคต

แม้หลายฉากทัศน์อาจจะดูเป็นไปได้ยากในอนาคต แต่ฉากทัศน์เหล่านี้ก็สะท้อนความพยายามที่จะนำเสนออนาคตรูปแบบต่าง ๆ และยืนยันว่าอนาคตอีกแบบนั้นเป็นไปได้ ที่มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าของชุมชนข้างเคียง
สำหรับ นิทรรศการ Speculative Chula: Not Yet Built จุฬาฯ ที่ยังไม่ได้สร้าง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. – 2 ส.ค. 2569 (ปิดทุกวันจันทร์) เวลา 10:00-19:00 น. ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
