แนะรัฐเปลี่ยนกรอบคิดออกแบบนโยบายให้เด็ก เยาวชนเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนดูแลครอบครัวตามนิยามใหม่ ปรับนโยบายเพื่อส่งเสริมครอบครัวที่ดูแลกันในหลายรูปแบบ ชวนมองให้ไกลกว่า Quick Win ปลดล็อกข้อจำกัด สร้างแรงจูงใจฝ่ายการเมืองลงทุนนโยบายเด็กระยะยาว พร้อมเปลี่ยนจากการ สงเคราะห์ ไปสู่ การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของชาติ
วันนี้ (18 ก.ย. 2569) ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) และ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank: 101 PUB) จัดเสวนาสาธารณะ Research Roundup 2026: เด็กเปลี่ยน บ้านป่วน โลกป่วย โดยนำเสนอผลงานวิจัยใหม่ 3 ชิ้น เพื่อให้ข้อเสนอแนะว่า นโยบายด้านเด็กและครอบครัวของประเทศไทย ต้องปรับตัวไปอย่างไรท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
ฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการ 101 Public Policy Think Tank และหัวหน้าโครงการศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว ระบุว่า เด็กและเยาวชนกำลังต้องเกิดและเติบโตมาในโลกที่ไม่เหมือนเดิม และจะไม่มีวันย้อนกลับไปเป็นแบบยุคก่อนได้อีกแล้ว โดยเฉพาะวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองต่อครอบครัว แบบใหม่ ตลอดจนปัญหาเชิงระบบจำนวนมากในสังคม จนทำให้วิธีการเลี้ยงดูที่ปล่อยให้เป็นเรื่องของแต่ละครอบครัวไม่เพียงพออีกต่อไป
นโยบายด้านเด็กและครอบครัวของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องทบทวนกันใหม่ว่านโยบายแบบไหนจะช่วยพาเด็กและครอบครัวไทยปรับตัวไปพร้อมกับโลกที่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมนี้ได้ ซึ่งงานวิจัยใหม่ทั้ง 3 ชิ้นนี้ จะให้ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในการช่วยเปลี่ยนวิธีคิด เติมเครื่องมือทางนโยบายใหม่ ๆ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการทำนโยบายเพื่อให้บรรลุผลได้จริง

“ภัยพิบัติ” สู่วงจรความจนข้ามรุ่น
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) นำเสนอ โครงการวิจัยความท้าทายของเด็กและเยาวชนที่เติบโตในท่ามกลางวิกฤตโลกรวน โดยระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกรวนเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางเนื่องจากร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ วิกฤตโลกรวนสามารถส่งผลกระทบไปตลอดช่วงชีวิต จากภัยพิบัติหนึ่งครั้งอาจกลายเป็น กับดักความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น
“เมื่อเกิดภัยพิบัติส่งผลให้ครัวเรือนมีรายได้ลดลง ต้องลดคุณภาพหรือปริมาณอาหาร ทำให้เด็กมีปัญหาด้านสุขภาพและพัฒนาการการเรียนรู้ กระทบต่อการสะสมทุนมนุษย์ เมื่อเติบโตขึ้นก็มีรายได้ต่ำและมีความสามารถในการปรับตัวต่ำกว่าครัวเรือนที่ร่ำรวย และลูกหลานของพวกเขาจะเข้าสู่วงจรนี้อีกครั้งเมื่อ เผชิญภัยพิบัติ”
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ทั้งนี้ เด็กและเยาวชนไทยเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนของวิกฤตโลกรวนในระยะยาว แต่ปัจจุบันรัฐไทยยังขาดแผนการปรับตัวรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน รอบด้าน โครงการวิจัยนี้ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคำนึงถึงเด็กและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เริ่มจากการวางรากฐานด้านสิทธิเด็กอย่างชัดเจน เช่น การเพิ่มสิทธิเด็กในกฎหมายลดโลกร้อนและบรรจุเป้าหมายด้านเด็กและเยาวชนลงในแผนแม่บทอย่าง การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ฉบับ 4.0 พร้อมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของเยาวชนที่มีสถานะทางกฎหมายรองรับ เพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลงได้จริง เช่น สภาเยาวชนสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
นอกจากนี้ควรยกระดับโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากภัยคุกคามด้านภูมิอากาศ เนื่องจากโรงเรียนไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนรู้ของเด็กแต่ยังเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชน เช่น สร้างฐานข้อมูลความเสี่ยงภัยพิบัติรายโรงเรียน ปรับปรุงโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงสูงก่อนเป็นลำดับแรก กำหนดให้นักเรียนกลับมาเรียนได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง หลังเกิดภัยพิบัติเพื่อความต่อเนื่องในการเรียนรู้
รัฐควรปรับนโยบายเพื่อส่งเสริมครอบครัวที่ดูแลกันในหลายรูปแบบ
จากนั้น ผศ.จันทนี เจริญศรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอโครงการวิจัยพลวัตครอบครัวไทยในสังคมร่วมสมัย: การเปลี่ยนผ่านนิยาม ความสัมพันธ์ และการ ดูแลภายใต้ครอบครัวที่หลากหลาย ซึ่งมาจากการวิจัยแบบสำรวจ (survey research) และการสนทนากลุ่ม (focus group) กลุ่มตัวอย่าง 466 คน ครอบคลุมผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ในเมืองรอง และพื้นที่ชนบท พบว่า นิยามครอบครัวไทยกำลังเคลื่อนห่างจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่ความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ที่นิยามครอบครัวกว้างขึ้น ทั้งครอบครัวหลากหลายทางเพศ ครอบครัวที่ไม่ใช่สายเลือด ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นลูก

นโยบายด้านสิทธิสวัสดิการ ผลประโยชน์ทางภาษี การจัดการทรัพย์สิน จึงควรถูกออกแบบใหม่ให้ตอบโจทย์กับนิยามของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางบริบทของประเทศไทยที่เป็นสังคมสูงวัยระดับ สมบูรณ์และจะเข้าสู่สังคมสูงวัยสุดขั้ว ในปี 2578 รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการส่งเสริม สถาบันครอบครัว ตามนิยามตายตัว ไปสู่การสนับสนุน โครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแล เพื่อรับรองความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติ และสิทธิในการจัดระเบียบชีวิตที่หลากหลายของประชาชน
โครงการวิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งให้รัฐสนับสนุนความสัมพันธ์เชิงการดูแลที่หลากหลาย จัดสิทธิสวัสดิการที่สอดคล้องกับความต้องการ ให้ประชาชนสามารถโอบอุ้มกันและกันโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ของรัฐ เช่น การรับรองสิทธิทางกฎหมายของ ครอบครัวที่เลือกเอง การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ดูแล พร้อมเครดิตลดหย่อนภาษีตามการดูแลจริง (Care Credit) การส่งเสริมที่พักอาศัยในระยะที่ให้การดูแลได้ (Care Proximity) การเพิ่มสิทธิลาไปดูแลและอุดหนุนการเดินทางกลับภูมิลำเนา สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้มีสัตว์เลี้ยง การคุ้มครองสิทธิในการเลือกวาระสุดท้ายของชีวิต
มองให้ไกลกว่า Quick Win ปลดล็อกแรงจูงใจฝ่ายการเมืองลงทุนนโยบายเด็กระยะยาว
ขณะที่ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ มูลนิธิคณะก้าวหน้า นำเสนอ โครงการวิจัยทบทวนกรอบการดำเนินนโยบายด้านเด็กและครอบครัว โดยกล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนในนโยบายเด็กของประเทศไทยยังห่างไกลจากเป้าหมาย อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ แรงจูงใจทางการเมือง ที่ยังไม่เข้มข้นพอที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะนโยบายเด็กต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเห็นผล แต่ผู้กำหนดนโยบายรวมถึงประชาชน จำนวนมากมักต้องการหวังเห็นผลระยะสั้น หรือ Quick Win
นอกจากนี้หน่วยงานที่ขับเคลื่อนภารกิจด้านเด็กยังกระจายไปอย่างน้อย 4 กระทรวง และทำงานแบบแยกส่วนกัน จึงไม่มีเจ้าภาพที่มีอำนาจสั่งการ ขาดการเชื่อมต่อทั้งวิธีคิดและข้อมูล เมื่อระบบไม่บูรณาการกัน การจัดสรรทรัพยากรหรือการประเมินผลจึงทำได้อย่างจจำกัด อีกทั้งกระบวนการนิติบัญญัติของไทยยังไม่มีกลไกการประเมินผลกระทบต่อเด็ก (Child Impact Assessment) ร่างกฎหมายและร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณไม่ถูกบังคับให้ประเมินผลกระทบต่อเด็กก่อนผ่านสภาฯ
ในระบบเลือกตั้งของไทย ก็ยังไม่มีพื้นที่สำหรับตัวแทนเชิงสถาบันของเด็ก ทั้งที่เด็กคือกลุ่มที่ต้องอยู่กับผลของนโยบายในระยะยาว สุดท้ายแล้วคณิตศาสตร์เลือกตั้งของไทยจึงเอนเอียงสู่ฐานเสียงผู้สูงวัยอย่างเป็นระบบ
โครงการวิจัยจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการปลดล็อกข้อจำกัด 3 ระดับเพื่อปิดช่องว่างของนโยบายเด็กและครอบครัวไทย
- การปลดล็อกศักยภาพ ด้วยการสร้างคนและข้อมูล เช่น มีนักสังคมสงเคราะห์ เด็กและครอบครัวในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง สร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลเด็ก (Child Data Spine) ข้ามกระทรวง
- การปลดล็อกโอกาส รื้อโครงสร้างสถาบัน เช่น ขีดเส้นงบประมาณลงทุนในเด็กขั้นต่ำ ที่ 2% ของงบประมาณแผ่นดินให้มีผลผูกพันข้ามรัฐบาล
- การปลดล็อกแรงจูงใจ เปลี่ยนเรื่องเล่าทางการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเด็กสำเร็จ เช่น เปลี่ยนกรอบที่สังคมให้คุณค่าต่อเด็กจากการ สงเคราะห์ ไปสู่ การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของชาติ ปรับเงิน อุดหนุนเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้า โดยเรื่องนี้สามารถขับเคลื่อนเป็นลำดับต้น ๆ เพราะต้นทุนต่ำแต่ได้ผลสูง เป็นวาระที่สังคมพร้อมสนับสนุน
