พบสถิติคดีอาวุธปืนในเยาวชนไทย-ทั่วโลก พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เด็ก เยาวชนที่กระทําผิดส่วนใหญ่ อยู่ระดับมัธยมฯ เผย ไทยถือครองปืน-ปืนเถื่อนสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ‘อนุทิน’ สั่งเข้ม หาแนวทางควบคุม หวั่นพฤติกรรมลอกเลียนแบบ
กรณีนักเรียน ม.ต้น ใช้อาวุธปืนยิงครู และเพื่อนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี ส่งผลให้มีครูเสียชีวิต 5 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 22 คน ถูกตั้งคำถามถึงการเข้าถึงอาวุธปืน เนื่องจากตามกฎหมาย เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถขออนุญาตมี และใช้อาวุธปืนเป็นของตนเองได้เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ปืนที่นำมาก่อเหตุมีชื่อครอบครองเป็นของบุคคลในครอบครัว โดยเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องเป็นของปู่ผู้ก่อเหตุ แต่ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธปืน และกระสุนออกมาจากบ้านได้อย่างไร มีการเก็บรักษาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด รวมถึงตรวจสอบที่มาของกระสุนปืน และเส้นทางการเข้าถึงอาวุธทั้งหมด
ประเด็นนี้ The Active พูดคุยกับ รศ.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ ภูตระกูล นักอาชญาวิทยา ชวนมองว่า อันดับแรกต้องดูก่อนว่าเยาวชนที่ก่อเหตุ ทราบว่าปืนคุณปู่เก็บไว้ที่ไหนได้อย่างไร อันดับต่อมาคือเรียนรู้วิธีการใช้หรือไม่ เพราะจะเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่อำนวยความสะดวกซึ่งจะมีความผิดเนื่องจากเยาวชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงสนามฝึกซ้อมยิงปีนได้ หรือดูจากช่องทางออนไลน์ ซึ่งตำรวจต้องไปตรวจสอบ เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมายและอันตรายต่อประชาชน

รศ.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ ยังแนะนำผู้ปกครอง เกี่ยวกับการเก็บอาวุธที่ต้องเก็บอย่างมิดชิด ล็อกแน่นหนา ที่สำคัญต้องไม่ให้เด็กรู้ว่าอยู่ที่ไหน เช่น คุณพ่ออาจจะเป็นตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีอาวุธปืน หรือคนทั่วไปที่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืน สำคัญมากในการจำกัดการเข้าถึง พื่อไม่ให้เด็กนำอาวุธปืนออกมาใช้ในทางที่ผิด
“บางคนที่เราพบว่าคนในครอบครัวหยิบปืนมาทำความสะอาด หรือหยิบมาแล้วไม่ทันสังเกตว่าลูกสังเกตอยู่ เพราะคุณพ่อหยิบปืนมาสไลด์ มาบรรจุกระสุน เอาปืนมาทำความสะอาด เช็คลำกล้อง ทำให้เด็กเห็นคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ แล้วพอเวลาไปเก็บ เด็กก็เรียนรู้ว่า อ๋อ เก็บห้องคุณพ่อ อ๋อ น่าจะเก็บตรงไหน เป็นประเด็นที่บางครั้งผู้ปกครองละเลยเรื่องนี้”
รศ.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์
สถิติ 4 ปี คดีอาวุธปืนในเยาวชนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สถิติโดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นมา เพิ่มขึ้นกว่า 10% โดยในปีงบประมาณ 2567 มีจํานวนคดีเพิ่มมากขึ้นถึง 1,892 คดี โดยเด็กและเยาวชนที่กระทําผิดส่วนใหญ่อยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีอายุ 15–17 ปีคิดเป็นกว่า 80% ขณะที่ 20% เป็นเด็กกระทําผิดที่มีอายุ 11–14 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Gun Policy ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ถือครองอาวุธปืนทั้งปืนเถื่อน และปืนถูกกฎหมาย สูงเป็นอันดับ 13 ของโลก และเป็นประเทศที่มีผู้ครอบครองปืนสูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน นอกจากนี้ปืนไทยประดิษฐ์ เป็นปืนที่ประดิษฐ์กันเอง และจําหน่ายกันโดยไม่มีใบอนุญาตทั้งยังกระจายไปสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน สุดท้ายแล้วกลายเป็นของหาง่าย ทั้งโฆษณาบนโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะปืนจําลอง (BlankGun) ซึ่งสามารถนํามาดัดแปลงเป็นอาวุธปืนที่ใช้งานจริงได้โดยการซื้อขาย และโฆษณาเหล่านี้ยังไม่ถูกควบคุมอย่างเพียงพอ
ประเด็นเรื่องการซื้อขายอาวุธจึงตามมาด้วยมิติเรื่องความปลอดภัยในสังคมโดยรวมซึ่งปืนพวกนี้เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ และ เหตุทะเลาะวิวาท รวมถึงการก่อเหตุจนเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตเพราะปืนกันอยู่ทุกปี ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จึงเป็นปัญหาละเอียดอ่อนเชิงสังคม คนที่เกี่ยวข้องมีทั้งครอบครัว ภัยออนไลน์ต่อเด็ก และเยาวชน โรงเรียน ชุมชน ช่วยกันดูแลสอดส่องมากน้อยแค่ไหน เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุในเด็กเริ่มมากขึ้นแนวโน้มมากขึ้น เพราะเด็กอายุต่ำกว่า 18 เข้าถึงอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธ เพื่อทําร้ายคู่วิวาทกันมากขึ้น
ขณะที่ข้อมูลการศึกษาจาก Everytown for Gun Safety Support Fund ระหว่างปี 2013 – 2022 เกี่ยวกับความรุนแรงจากอาวุธปืนจำนวน 720 ครั้ง ในบริเวณโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกายด้วยปืน การฆ่าตัวตายด้วยปืน และการพยายามฆ่าตัวตาย การยิงโดยไม่ตั้งใจ และการกราดยิง
พบว่า ปืนที่ผู้ก่อเหตุซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้ 76% หรือประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ก่อเหตุ ได้ปืนมาจากบ้านของตนเอง หรือบ้านของญาติสนิท ในขณะที่เด็ก 6.7 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา อาศัยอยู่ในบ้านที่มีปืนอย่างน้อยหนึ่งกระบอกที่บรรจุกระสุน และไม่ได้ล็อกไว้
‘อนุทิน’ สั่งคุมเข้ม หาแนวทางควบคุมไม่ให้เด็กเข้าถึงอาวุธ หวั่นพฤติกรรมลอกเลียนแบบ
ขณะที่ช่องว่างทางกฎหมายนั้นพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 กำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ขออนุญาตครอบครองอาวุธปืนไว้อย่างชัดเจนในขั้นตอนก่อนออกใบอนุญาต แต่ในแง่ของการกำกับดูแลหลังได้รับใบอนุญาต กลับไม่มีข้อบัญญัติบังคับให้เจ้าของปืนต้องจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนตามมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การล็อกในตู้เซฟนิรภัย หรือการใช้อุปกรณ์ล็อกไกปืน ส่งผลให้ปืนใช้งานทั่วไปในครัวเรือนไม่มีกลไกบังคับทางกฎหมายในการจัดเก็บ ส่งผลให้เยาวชนในบ้านสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้โดยง่ายผ่านการสังเกตพฤติกรรมผู้ใหญ่ขณะนำปืนออกมาทำความสะอาดหรือสไลด์ลำกล้อง นอกจากนี้ ในกรณีที่เด็กนำอาวุธปืนของผู้ปกครองไปก่อเหตุ ไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่ลงโทษความรับผิดทางอาญาโดยตรงต่อเจ้าของปืนในข้อหาการจัดเก็บอาวุธโดยประมาทเลินเล่อ
นี่อาจเป็นเหตุผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ระบุภายหลังเหตุการณ์ว่า ต้องตรวจตรา และบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด โดยต้องเสนอให้ออกกฎหมายใหม่ว่าด้วยเรื่องของอาวุธปืน เพราะที่ผ่านมาสั่งได้แค่ ห้ามซื้อปืน, ห้ามครอบครองปืน, ห้ามพกปืนออกไปนอกเคหสถาน แต่ตนยังไม่มีกำลังมากเพียงพอที่จะไปแก้ไขกฎหมายใดได้ แต่ตอนนี้มีกำลังมากพอแล้ว เพื่อไม่ให้นำมาเป็นเครื่องทุ่นแรง ให้กับพวกที่ขาดสติสัมปชัญญะ ซึ่งคนที่จะพกพาอาวุธปืนได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
“เด็กครอบครองและนำอาวุธเข้าไปในโรงเรียน มีกระสุนเต็ม เชื่อว่า ไม่ได้ซื้อเองอยู่แล้ว ซื้อเองไม่ได้ ดังนั้น ปืนต้องเป็นของผู้ปกครองคนใดคนหนึ่ง ก็ต้องมีการดำเนินคดีต่อผู้ปกครอง ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง”
อนุทิน ชาญวีรกูล
แต่ประเด็นนี้ รศ.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ ก็ย้ำว่า มองได้ 2 มุม มุมหนึ่งเป็นความเข้มข้นในการขออนุญาตเพื่อความปลอดภัย แต่อีกมุมในขณะที่คนร้ายเข้าถึงปืนเถื่อนได้ง่าย ทำให้ประชาชนไม่มีอาวุธปืนป้องกันตัว และรัฐก็ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยให้ได้ ดังนั้นรัฐต้องจำกัดการควบคุมให้ได้ ทั้งปืนเถื่อนและปืนถูกกฎหมาย ขณะเดียวกันรัฐต้องมีมาตรการที่เข้มข้นเพียงพอในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
