ขอต้อนรับสู่ “มหานครคอร์รัปชัน”
เมืองที่การทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องผิดกฎหมาย หากแต่กลายเป็น “สถาบันหลัก” ของเมือง
ที่นี่มีคำขวัญประจำเมืองว่า
“อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน”
ประชาชนเกิดและเติบโต ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและโครงสร้างที่คุ้นเคย จนหลายเรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติ กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน

ตั้งแต่ ระบบคัดสรรบุคลากรภาครัฐที่ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย นามสกุลและพวกพ้องกลายเป็นคุณสมบัติที่ดูจะสำคัญกว่าความรู้ความสามารถ
ไปจนถึงเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่สถิตอยู่ ใต้โต๊ะ ซึ่งผู้คนต้องจัดเครื่องเซ่นไหว้เพื่อให้กิจการต่าง ๆ สำเร็จลุล่วง
ที่นี่มีโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สร้างไม่เสร็จ แม้แต่สนามบอลซึ่งกลายเป็นอนุสรณ์สถานประจำเมือง หรือ ถนนเจ็ดชั่วโคตร ที่สร้างกันมานานจนแทบกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกชิ้นของโลก

มหานครแห่งนี้ยังเป็นมิตรกับนานาประเทศ เพราะสามารถ ลักลอบขนขยะพิษเข้ามาทิ้งได้ เพียงอาศัย การติดสินบนเจ้าพนักงาน จนขยะเหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “พิพิธภัณฑ์ พิ ‘พิษ’ ภัณฑ์” ที่รวบรวม สงวนรักษา และจัดแสดงขยะพิษไว้ให้ประชาชนเดินชม
อย่างไรก็ดี เมืองแห่งนี้ก็ยังอุดมสมบูรณ์ด้วย ปลาไหลคางเหลือง มีให้ประชาชนซื้อกินได้ไม่มีวันหมด
ผู้คนในมหานครแห่งนี้ต่างคุ้นชินและจำนนกับเอกลักษณ์ของเมือง จนได้รับฉายาว่า “ประชาชิน”
แม้มหานครแห่งนี้จะเป็นเพียงเมืองจำลอง แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกลับชวนให้นึกถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างน่าขนลุก เพราะสิ่งที่เมืองแห่งนี้กำลังสะท้อนให้เห็น คือการที่ ทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเป็นอาชญากรรม กำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ




เมื่อคอร์รัปชันไม่ได้พรากแค่เงิน แต่พราก “สิทธิ”
“CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน” คือนิทรรศการในรูปแบบ ดิสโทเปีย (Dystopia) ที่จำลองสังคมซึ่งเสื่อมทราม เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวของโครงสร้างรัฐ สภาพแวดล้อมที่พังทลาย และประชาชนที่จำยอมใช้ชีวิตอยู่กับความผิดปกติจนกลายเป็นความเคยชิน
จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยเบื้องหลังเมืองจำลองแห่งนี้ คือ แนวคิดสำคัญของ กสม. ที่มองว่า การทุจริตคอร์รัปชันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่สามารถแยกขาดจากกันได้
เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงเรื่องของเงินที่หายไปจากระบบ แต่คือ การพรากสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไปพร้อมกัน
งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนควรถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อเงินเหล่านั้นถูกโกง สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในบัญชี หากคือ สิทธิของใครบางคนที่หายไปพร้อมกัน
เงินสำหรับสร้างโรงพยาบาลหรือจัดซื้อยาอาจถูกยักยอก จนประชาชนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ โรงเรียนอาจขาดแคลนอุปกรณ์ หรือมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ปลอดภัย งบประมาณสำหรับถนน ไฟฟ้า หรือสาธารณูปโภคอาจถูกตัดทอน จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยตรง
ในมุมนี้ คอร์รัปชันจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงเรื่องของ คนโกงกับเงินของรัฐ แต่เป็นรากเหง้าหรือเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนสูญเสียสิทธิที่ควรได้รับจากรัฐ

สิ่งที่น่ากังวลกว่า “การโกง” อาจคือ “ความชิน”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการโกง แต่คือ “ความชิน” ต่อการทุจริตคอร์รัปชัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ โดยแทบไม่มีใครรู้สึกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
หากไม่มีการเปิดโปง ไม่มีการตั้งคำถาม หรือไม่มีใครลุกขึ้นต่อต้าน การทุจริตก็อาจถูกซ่อนไว้ใต้พรมครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดประชาชนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า กำลังถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปทีละน้อย
แล้วเราเป็น “ประชาชิน” ไปแล้วหรือยัง ?
นิทรรศการ “CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน” จึงไม่ได้ชวนให้ผู้ชมมองเพียงเมืองสมมุติแห่งหนึ่ง แต่ชวนให้มองกลับมายัง “เมืองจริง” ที่เราอาศัยอยู่ ลองมองชีวิตรอบตัว แล้วตั้งคำถามว่า มีอะไรบ้างที่เราต้องสูญเสียสิทธิ เพราะคอร์รัปชัน ?

ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้เรามองย้อนกลับมาที่ตัวเอง หรือ introspect ว่า เรากำลังเป็น “ประชาชนชิน” ไปแล้วหรือยัง ?
เราเพียงบอกว่า “โตไปไม่โกง” หรือจะไปไกลกว่านั้น ด้วยการ “โตไปไม่ชิน ไม่ทน” และพร้อมตั้งคำถาม ทวงถาม และท้าชนกับการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเรื่องใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่พวกเราทุกคน เลิกชินกับการทุจริต และไม่ยอมมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ
ด้วยเหตุนี้ CORRUPTOPIA แห่งนี้จึงมีของที่ระลึกสำหรับแขกแก้วผู้มาเยือนเป็น “ไม้บรรทัดวัดใจ” ชวนให้เรากลับมา “วัดใจ” ตัวเองว่าเมื่อเจอคอร์รัปชัน เราจะเลือก ชิน — ทน — หรือ ตั้งคำถาม ?
สำหรับนิทรรศการ “CORRUPTOPIA: มหานครคอร์รัปชัน” จัดแสดง ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ระหว่างวันที่ 15–27 กันยายน นี้
