เปิดใจผู้โพสต์คนแรก พบประวัติการรักษาใน “หมอพร้อม” ทั้งที่ไม่เคยใช้บริการ มองว่าอาจมีการคอร์รัปชัน 

เจ้าตัวเผยเข้าแอปฯ เพื่อตรวจสอบประวัติวัคซีน ก่อนพบข้อมูลการรักษาและรับยาที่ไม่เคยเกิดขึ้น ระบุได้รับคำชี้แจงจาก รพ.ว่า “คีย์ผิด” แต่เห็นว่ายังไม่เพียงพอ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีแล้ว เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง 

วันนี้ (27 ก.ค. 69) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้โพสต์คนแรกเกี่ยวกับกรณีพบประวัติการรับบริการในแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ทั้งที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาหรือรับบริการดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับ The Active ถึงที่มาของการตรวจพบข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่า เดิมทีไม่ได้ตั้งใจเข้าไปตรวจสอบประวัติการรักษา

เจ้าตัวเล่าว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีคนในครอบครัวไม่สบาย ประกอบกับมีข่าวเกี่ยวกับแพทย์และวงการสาธารณสุขจำนวนมาก จึงพูดคุยกับเพื่อนเรื่องวัคซีน ก่อนถูกถามว่าเคยฉีดวัคซีนอะไรบ้าง แต่จำไม่ได้ จึงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เพื่อดูประวัติการฉีดวัคซีน

หลังจากตรวจสอบประวัติวัคซีนแล้ว ได้กดดูข้อมูลในส่วนอื่นของแอปฯ และพบประวัติการรักษาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ภายในประวัติการรักษาปรากฏข้อมูลการตรวจอุจจาระครั้งหนึ่งโดย อสม. และมีข้อมูลการเข้ารับการรักษาพร้อมรับยาอีก 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนมกราคม 1 ครั้ง และเดือนกุมภาพันธ์ 1 ครั้ง โดยระบุว่ามีการรับยาครั้งละกว่า 50 เม็ด

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยได้รับยาจำนวนดังกล่าว และไม่เคยเข้ารับการรักษาตามข้อมูลที่ปรากฏในระบบ

เมื่อถูกถามว่าเคยใช้บริการโรงพยาบาลประชาธิปัตย์มาก่อนหรือไม่ เจ้าตัวยืนยันว่า “ไม่เคยเลย”

ได้รับคำชี้แจงว่า “คีย์ผิด” แต่ขอหนังสือยืนยัน

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า หลังพบข้อมูลดังกล่าว ได้สอบถาม อสม. ซึ่งระบุว่าไม่ทราบเรื่อง ก่อนที่พยาบาลจะพยายามติดต่อกลับมา พร้อมให้เหตุผลว่าเป็นการ “คีย์ผิด”

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวระบุว่า ได้แจ้งกลับไปว่า หากเป็นการคีย์ผิด ขอให้มีหนังสือหรือเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะกังวลว่าประวัติการรักษาที่ปรากฏในระบบอาจส่งผลกระทบต่อการทำประกันสุขภาพในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องการให้มีหนังสือยืนยัน ไม่ใช่เพียงการชี้แจงด้วยวาจาว่าเป็นการคีย์ผิด

ผู้ให้สัมภาษณ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังพยาบาลประสานผ่าน อสม. ได้รับแจ้งว่าข้อมูลที่ใช้ในการรักษาไม่ตรงกับข้อมูลของตนเอง นอกจากนี้ หมายเลขโทรศัพท์ไม่ใช่ของตน บ้านเลขที่ก็ไม่ใช่ของตน และไม่มีข้อมูลส่วนตัวอื่นที่ตรงกัน ข้อมูลที่ตรงกับตนมีเพียง ชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งถูกใช้ในการใช้สิทธิรักษาพยาบาล

มองว่าอาจมีการคอร์รัปชัน แต่ระบุไม่ทราบว่าเกิดจากจุดใด

เมื่อถูกถามถึงความเห็นส่วนตัวต่อสาเหตุที่เกิดขึ้น ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า “ส่วนตัวพี่คิดว่ามีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าอยู่มาจากจุดไหน”

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตนเองไม่เคยใช้สิทธิ ไม่ทราบว่ายาที่ถูกเบิกไปนั้นมีผู้รับจริงหรือไม่ และตั้งคำถามว่า ค่าใช้จ่ายในการเบิกจ่ายยาซึ่งรัฐบาลเป็นผู้จ่ายนั้นไปอยู่ที่ใด หากไม่มีผู้รับยาจริง

พร้อมระบุว่า “พี่คิดว่ามีการคอร์รัปชันเกิดในวงการสาธารณสุข” ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของตน

แจ้งความดำเนินคดี เหตุถูกนำชื่อไปใช้สิทธิรักษา

ผู้ให้สัมภาษณ์เปิดเผยว่า เมื่อคืนวานนี้ (26 ก.ค. 69) ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยระบุว่าโรงพยาบาลประชาธิปัตย์นำชื่อของตนไปใช้ ทั้งที่ไม่เคยเข้ารับการรักษา พร้อมให้เหตุผลว่า การมีประวัติการรักษาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนในอนาคต

เมื่อถูกถามว่าการแจ้งความครอบคลุมถึงประเด็นทุจริตหรือไม่ เจ้าตัวระบุว่า ยังไม่ได้ไปถึงประเด็นดังกล่าว แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบไปถึงเรื่องนั้น

ยกตัวอย่างผู้ที่พบข้อมูลผิดปกติรายอื่น

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า หลังจากโพสต์เรื่องของตนเอง ได้เห็นข้อมูลจากผู้ใช้งานรายอื่นในกระทู้ โดยยกตัวอย่างว่า เพื่อนสนิทของตนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครมาตลอด กลับพบข้อมูลว่ามีประวัติรักษาเนื้องอกที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเวลานาน 3 ปี ทั้งที่ไม่เคยไปรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังระบุว่ามีอีกกรณีที่บุคคลซึ่งอยู่ต่างประเทศ แต่กลับพบข้อมูลการรักษาโรคโควิด-19

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบ ทำให้มองว่าประเด็นดังกล่าวอาจไม่ใช่เพียงเรื่องยาที่ปรากฏในประวัติของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่า หากตนไม่ได้โพสต์เรื่องนี้ จะยังมีอีกกี่คนที่พบข้อมูลลักษณะเดียวกัน และตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการอนุมัติ การเบิกจ่ายยา และข้อมูลการรักษาที่เกี่ยวข้อง

ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ในช่วงท้าย ผู้ให้สัมภาษณ์ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้มีอำนาจ โดยเรียกร้องให้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริงของกรณีนี้

พร้อมระบุว่า ไม่อยากให้เรื่องดังกล่าวเงียบหายไปเหมือนหลายกรณีที่ผ่านมา และอยากให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อประเทศ

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ไม่ต้องการให้สังคมอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเชื่อถืออะไรได้ และทุกเรื่องถูกอธิบายว่าเป็นการทุจริต เป็นความผิดพลาด หรือเป็นการโกหก โดยเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน

รมว. สธ .สั่งเร่งตรวจสอบการสวมสิทธิ์

ด้าน พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข ระบุว่า แอปพลิเคชันดังกล่าว มีการอัปเดตโปรแกรมและข้อมูลอยู่เรื่อย ๆ เพื่อแสดงข้อมูลการรักษาพยาบาลส่วนบุคคลให้ได้มากที่สุด ซึ่งแอปพลิเคชันหมอพร้อมรับข้อมูลจากหน่วยให้บริการ แล้ว นําเข้าสู่ระบบโทรศัพท์มือถือของผู้เข้ารับการบริการ

หากประชาชนพบว่าข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งไปที่แอปพลิเคชัน หมอพร้อมได้เลย แอปฯจะลบข้อมูลหน้าบ้านให้ แต่ข้อมูลหลังบ้านไม่ได้ลบ ซึ่งข้อมูลยังสามารถนําไปสืบสวนสอบสวนได้ ว่าหน่วยให้บริการใด เป็นหน่วยที่บันทึกข้อมูลเข้ามา เพื่อนําไปตรวจสอบต่อว่าเกิดจากเหตุใด เช่น การคีย์ข้อมูลผิด หรือสวมสิทธิ์ ซึ่งประชาชนอาจต้องเสียเวลาอัปเดตแอปพลิเคชันนิดหน่อย

เมื่อถามว่า ได้มีการสั่งการให้เร่งดำเนินการเรื่องการสวมสิทธิ์หรือยัง รมว.สธ. กล่าวว่า ตนได้สั่งการไปแล้ว และเริ่มมีข้อมูลเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้ดูว่าเป็นการสวมสิทธิ์ คิดว่า 1-2 วัน จะสามารถดูข้อมูลและประเมินได้ แต่หากมีเคสเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ และมีการประสาน สํานักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.)และโรงพยาบาลเอกชน เพื่อนําข้อมูลมาเชื่อมกันให้มากที่สุด

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active