โจทย์ใหญ่ขบวนการประชาธิปไตย ทลาย ‘วัฒนธรรมอำนาจ’ สร้างกลไกป้องกัน ‘คุกคาม-ละเมิดทางเพศ’

นักปกป้องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ ชวนมองช่องโหว่ การล่วงละเมิด แสวงหาประโยชน์ทางเพศในวงการประชาธิปไตย สะท้อนภาพผู้นำขบวน ต้องมีจริยธรรมสูงกว่ากฎหมาย แนะยึดหลักผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง เสนอแนวปฏิบัติรับมือการคุกคาม ให้ผู้กระทำรับผิด ที่มากกว่าคำขอโทษ

จากกรณีนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกเปิดเผยว่าก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศในอดีต และถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมแสวงหาประโยชน์ทางเพศนั้น

วันนี้ (25 ส.ค. 2569) เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรสมาชิก จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “จริยธรรมทางเพศ โจทย์ที่ต้องตอบของขบวนการขับเคลื่อนทางสังคมและการเมืองไทย” 

ช่องโหว่ “แสวงหาประโยชน์ทางเพศ” ในขบวนเคลื่อนไหวทางการเมือง

นัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้ช่วยยกระดับ ทำให้เราเข้าใจว่าการคุกคามทางเพศคืออะไร ? การล่วงละเมิดทางเพศคืออะไร ? การแสวงหาประโยชน์ทางเพศคืออะไร ? โดยมองว่าสังคมไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องของการตอบคำถามเหล่านี้มานานแล้ว เพียงแต่ในบริบทของการทำงานเคลื่อนไหวทางการเมือง สังคม ประชาประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน กลับมีบริบทการทำงานที่ไม่มีขอบเขต สถานที่ทำงานที่ชัดเจน พื้นที่ทำงาน นายจ้างเป็นใคร ลูกจ้างเป็นใคร ผู้บังคับบัญชาเป็นใคร หัวหน้างานเป็นใคร เนื่องจากบริบทการทำงานเคลื่อนไหวทางการเมือง มีพื้นที่ทำงานที่ไม่เป็นทางการ อยู่บนเวที อยู่ในการชุมนุม อยู่ในห้องทำงานเล็ก ๆ อยู่ในจอ ไม่ได้มีการบังคับบัญชาเหมือนการทำงานอยู่ในโรงงาน หรือในบริษัท หน่วยงานองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ที่มีขอบเขตการทำงานทางกายภาพที่ชัดเจน 

“ประเทศเรามีความก้าวหน้าใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานว่าห้ามไม่ให้มีการล่วงเกินทางเพศ คุกคามทางเพศ และหากมีเหตุขึ้นมาโดยการการใช้อำนาจเหนือของหัวหน้า หรือผู้บังคับบัญชา จะมีการให้คุณให้โทษอย่างแน่นอน ถือในส่วนของมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เป็นทางการหรือไม่ทางการ ร้านค้าของชำก็ตามหากมีลูกจ้าง จะล่วงละเมิดแบบนี้ไม่ได้ และหากมีการละเมิดขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นจะมีแนวปฏิบัติไว้เลย” 

นัยนา สุภาพึ่ง

นัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการตั้งคำถาม ทำไม ? เหยื่อไม่ออกมา ทำไม ? ถึงยังกลับทำงานที่เดิม ทำไม ? เพิ่งออกมาพูด นัยนา อธิบายว่าสิ่งเหล่านี้มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก ฉะนั้นแนวปฏิบัติที่เป็นมติของคณะคณะรัฐมนตรี จึงได้กำหนดไว้ว่า หากมีการคุกคาม หรือล่วงละเมิดทางเพศ ที่อยู่ในพื้นที่ทำงาน หรือที่ ๆ เกิดจากงาน จะต้องมีแนวปฏิบัติคือ ต้องฟังคนที่ถูกกระทำ หากคนที่เป็นฝ่ายกระทำใช้อำนาจเหนือก็จะต้องโทษ และต้องมีการยอมรับการลงโทษ 

“ไม่ต้องตั้งถามว่าทำไมพึ่งมาบอก เพราะจะต่างจากคดีอาญา เขาจะบอกไว้ว่าเหตุที่เราจำเป็นจะต้องให้เวลากับคนที่ถูกคุกคามทางเพศหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากว่าองค์กรแรงงานระหว่างประเทศเขา กำหนดมาตรฐานมาเลยว่าประเทศไทยไม่ทำไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพในการทำงานของพวกคุณจะลดลงมากเลย มันคือราคาที่ต้องจ่ายขององค์กร ถ้าหากว่าองค์กรไหนมีการคุกคามทางเพศ หรือแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากงาน คนที่เสียหายที่สุดไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่คนที่เสียหายมากที่สุดคือเจ้าของบริษัท เจ้าของหน่วยงาน โบนัสสิ้นปีราคาที่ต้องจ่าย พอประสิทธิภาพในการทำงานลดลงมาก เนื่องจากว่าคนที่แสวงหาประโยชน์ทางเพศจากงาน จะทำให้คนไม่อยากทำงานด้วย และทำให้คุณรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเป็นทุกข์”

นัยนา สุภาพึ่ง

หากมามองที่งานเคลื่อนไหวทางการเมือง นัยนา ชี้ว่า กลับไม่มีบริบทที่เป็นเม็ดเงิน ไม่มีองค์กรขนาดใหญ่ที่ทำให้เห็นว่ามีราคาที่ต้องจ่ายมากน้อยแค่ไหน แต่คือการลุกขึ้นมาประกาศว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้สังคมดีขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นกติกาที่จะต้องเกิดขึ้นในแวดวงการเคลื่อนไหวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน จะต้องเหนือกว่า และมากกว่ามติคณะรัฐมนตรี แนวปฏิบัติที่มาจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ

“ไม่ใช่บอกว่าไม่มีอะไร และตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมทำอะไร คุกคามทางเพศคืออะไร เนื่องจากคำถามแบบนี้ทำให้เห็นว่า ผู้กระทำในกระบวนการ ไม่ได้เป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย และก็ยังอยู่ในวงการที่ไม่ได้ก้าวไหน ในทางกลับกันอาจจะเป็นคนที่ทำให้การเคลื่อนไหวกำลังเสื่อมถอย”

“คนที่อยู่ในขบวนการที่อยากจะสร้างการเปลี่ยน คือ ผู้เดือดร้อน เพราะว่าเราจะมีคนแบบนี้อยู่ในงานได้อย่างไร คำว่าการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากการทำงาน อยู่ในมติคณะรัฐมนตรี อยู่ในแนวปฏิบัติของกระทรวงแรงงาน แต่มันไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร ไม่ได้ข่มขืน จับนม จับก้น ไม่ได้อนาจารไม่ได้เกิดความเสียหายทางเพศอะไรกับใคร แต่การแสวงหาประโยชน์ทางเพศหนักกว่า เพราะไม่ได้เสียหายเฉพาะผู้เสียหายที่โดนกระทำ แต่เสียหายและราคาที่ต้องจ่ายกันทั้งองคาพยพของคนที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นพวกเราต้องตระหนักกันว่าการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากผู้นำแบบนี้สร้างผลสะเทือน สำหรับพวกเราที่อยู่ในขบวนเดียวกัน การผู้เสียหายคนหนึ่งลุกขึ้นมาชี้ว่าคนนั้นคนนี้กระทำ แล้วทำให้เสียขบวน แต่คนที่ทำให้เสียขบวนคือใครเราต้องมองให้ถูก” 

“ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” หักธงอุดมการณ์ ?

อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็ชี้ให้เห็นว่า การคุกคามทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่เรื่องอารมณ์เพศเท่านั่น แต่คือบริบทของ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทำให้ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่ามักเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่ออยู่ในฐานอุดมการณ์เดียวกัน การผู้ถูกกระทำจะออกพูดไม่ใช่เรื่องง่าย อาจถูกตั้งคำถามว่ากำลังหักธงอุดมอุดมการณ์นั้นหรือไม่ ? นี่คือประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้หลายคนอาจจะเจอสถานการณ์ในการคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวาน หรือหลายปีก่อน ซึ่งเสียงที่หลายคนได้สื่อสารออกมา เป็นเสียงที่มีคุณค่ามหาศาล อังคณา ย้ำเพิ่มเติมว่าในมุมของ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มีโอกาสได้ทำงานกับ นักกิจกรรมบางคน ที่ถูกคุกคามทางเพศ หรือการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ หรือบางคนมีประเด็นเรื่องของการยินยอม นอกจากการทำงานช่วยเหลือเคส ได้ทำงานเรื่องการเก็บปรากฏการณ์ข่าว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์จากหนังสือพิมพ์ที่ทำให้สังคมได้เห็นกระจกสะท้านขอปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ชัดมากขึ้น พบว่า แต่ละปีที่มีการเก็บข้อมูลข่าวความรุนแรงทางเพศ จะเจอประมาณ 100-200 เคสต่อปี และมาจากหลากหลายวิชาชีพที่เป็นผู้กระทำความรุนแรง 

อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

สิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้ เห็นว่าข่าวการข่มขืน เป็นอันดับแรก ตามด้วยเรื่องของการพรากผู้เยาว์ หรือการพยายามอนาจาร และสิ่งสำคัญมากกว่านั้นจะเจอว่า ความสัมพันธ์ของคนกระทำและคนถูกกระทำ ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนใกล้ชิดที่ทำงานด้วยกัน คนในครอบครัว และสิ่งสำคัญมากกว่านั้นเจอว่าผู้ที่ถูกกระทำ อายุน้อย เช่น อายุที่อยู่ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ และถูกกระทำหรือล่วงละเมิดทางเพศ 

ปรากฏการณ์เหล่านี้จากข้อมูล จะเห็นความสัมพันธ์ของช่วงอายุ จะมีเรื่องของอำนาจที่เป็นช่องว่าง และนำไปสู่การถูกกระทำ ความรุนแรงทางเพศ

“กรณีของคุณ A ถูกกระทำช่วงอายุ 20 ปี และผู้กระทำ อายุ 64 ปี ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นภาพว่า ตัวเลขที่เกิดขึ้นเห็นช่องว่างของอำนาจที่เกิดขึ้นในมุมของความสัมพันธ์และจัดการทำงานทั้งช่วยเหลือเคส หรือการรวบรวมปรากฏการณ์ข่าวรากของปัญหาที่เกิดขึ้น และปฏิเสธไม่ได้คือระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ หลายคนอาจมองว่าอำนาจคือการบังคับควบคุมข่มขืนเลยหรือเปล่า แต่ในมุมของการทำงานกับนักกิจกรรม พบว่า อำนาจละมุนคืออำนาจที่ค่อย ๆ เข้าไปทำให้น้อง ๆ และนักกิจกรรมหลายคนยินยอมพร้อมใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และหลายเคสที่เกิดขึ้นรู้สึกโทษตัวเอง ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาในเวลาที่ตัวเองถูกล่วงละเมิดได้ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาและเราเองมองว่าเรื่องของอำนาจที่แทรกอยู่ทุกอณู บวกกับน้อง ๆ นักกิจกรรมหลายคนเขามีความรู้สึกเรื่องของการเป็นพวกพ้องการทำงานเรื่องเหล่านี้เพื่อสังคมมันทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะตั้งคำถามกับคนที่ล่วงละเมิด”

อังคณา อินทสา

จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ หลายกรณีถูกทำให้เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศหายไปจากการบอกเล่า และหลายคนกว่าจะลุกขึ้นมาต้องใช้เวลานาน กับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉะนั้นจะเห็นว่าระบบอำนาจภายใต้ ระบบคิด ที่ชายเป็นใหญ่ แทรก อยู่ทุกกิจกรรม 

อำนาจ…ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ!

ในมุมของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw ย้ำถึงการเรียนรู้ที่จะเข้าใจสังคมที่ให้ให้อภิสิทธิ์กับบางคน บางเพศ รวมไปถึงการสร้างข้อตกลงร่วมที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีตัวเลือกสำหรับคนมีอำนาจน้อย 

จากการสังเกตระบุว่า เมื่อมีผู้เสียหายออกมาเปิดเรื่องหนึ่ง เขาต้องรับ Feedback เยอะมาก ฉะนั้นหากยังคิดอะไรไม่ออก ยังไม่รู้รายละเอียดอย่าเพิ่งตัดสินใคร จึงมีจุดยืนว่าอยู่ข้างผู้เสียหายไปก่อน นี่คือความเข้าใจของตน ส่วนกระบวนการหลังจากนี้จะถูกหรือผิดก็ว่าว่ากันตามนั้น แต่เบื้องต้นต้องอยู่ข้างผู้เสียหายก่อนอันดับแรก

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw

“ผมเป็นผู้ชาย ถ้าตามระบบที่เรียกกันว่าชายเป็นใหญ่ ก็เป็นใหญ่ ยอมรับว่าไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องตั้งแต่เกิด หลายเรื่องที่มีการถกเถียงกันมา อาจจะพึ่งพัฒนาความคิดและความเข้าใจบางเรื่องขึ้นมาในในระยะชัก 10 ปีมานี้ เพราะได้ฟังและอ่านคำจากผู้เสียหาย ไม่อย่างนั้นไม่เข้าใจ ต้องขอบคุณและอยู่ข้างผู้เสียหายไว้ก่อน เข้าใจว่ามันยากและคงไม่ได้คาดหวังว่าผู้เสียหายทุกคนจะต้องออกมาเปิดเรื่องลงรายละเอียด แต่จะบอกว่ามีประโยชน์จริง ๆ ที่ทำให้ค่อย ๆ เข้าใจอะไรหลายอย่าง”

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

ยิ่งชีพ ยังยกตัวอย่างผู้ที่ถูกกระทำไม่ได้ขัดขืนทางร่างกาย ไม่ได้ต่อสู้ ดิ้น หรือร้องขอ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เต็มใจและทุกข์ทรมาน เส้นแบ่งว่ายินยอมหรือไม่ยินยอม ไม่ได้อยู่ที่การขัดขืนทางร่างกาย เรื่องนี้ถ้าไม่ได้ถูกเล่าก็ไม่เข้าใจ แต่พอได้เข้าใจจึงอยากจะชวนมองว่า อย่าเอาการขัดขืนทางร่างกายมาเป็นตัวชี้วัดว่ามีความยินยอมหรือไม่เพราะบางคนที่ไม่ได้ดิ้น เขาอาจจะไม่ยินยอมแต่ว่าเขาเลือกที่จะไม่ดิ้นเพราะว่าเขาตกอยู่ใต้ภาวะอย่างอื่น มีปัจจัยอย่างอื่นเช่น เกรงใจ กลัวว่าถ้าขัดขืนไป จะมีมีผลกระทบอะไรตามมา และกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้ามีคนไม่ชอบ 

“และสิ่งที่มาเรียนรู้ตอนโตแล้ว ต้องขออภัยหลายท่าน แม้จะได้รับการสั่งสอนมานานแล้วแต่พึ่งมาได้ยินตอนโตแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าโตมาเราถึงเข้าใจ คือเรื่องที่ว่าการทำงานทางสังคมพอมันมีไมค์ มีพื้นที่ มีพลัง อำนาจบางอย่าง ที่ใช้ในการเอาเปรียบคนอื่นได้ อันนี้ไม่ได้รู้ตั้งแต่เด็กหรอก เพราะตอนเด็กเราก็ไม่มี แต่พอเราโตมาเราต้องพูดบ่อย ๆ ต้องพูดข้อมูล ต้องเป็นคนนำเสนอ เราอยู่ในแสงบ่อยบ่อย อำนาจตรงนั้นมันมี พอมีแล้วสิ่งที่จะต้องฝากบอกกัน คือ คนที่ถือไมค์และมีอำนาจ ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะเมื่อมีอำนาจก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบ”

“ถ้าใครอยู่ข้างหน้าเรา ถึงมาเป็นเป็นตัวแทนองค์กรนำเสนออยู่ตลอดเวลา แล้วกลับได้ประโยชน์ทางเพศ ก็อาจจะมีโอกาสหรือไม่ในวันข้างหลังที่คนอยากจะได้ประโยชน์ทางเพศ เลือกที่จะเข้ามาทำงานในขบวนการทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วอาสาตัวอยากจะไปนำเสนอ อยากอยู่ในแสง อยากจะอยู่ในข่าว เพื่อที่ตัวเองอยากจะได้ประโยชน์ทางเพศก็อาจจะมีโอกาส ซึ่งแบบนั้นก็อาจจะทำให้ขบวนการเละ ฝากไปยังทุกท่านที่อยู่ในแวดวงการทำงาน และมีหน้าที่ในการอยู่ข้างหน้า นำเสนอแบบที่ผมทำอยู่ พอมีอำนาจเราอาจจะต้องมีความรับผิดชอบสูงมากตามมา”

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

อีกหนึ่งประเด็นที่ ยิ่งชีพ แลกเปลี่ยนคือความเสียใจและความเจ็บปวด เมื่อได้ยินเรื่องเล่าผู้เสียหายอธิบายว่าสาเหตุที่ไม่กล้าปฏิเสธเพราะว่า อยากมีพื้นที่เติบโตในการทำงาน และมีความกังวลว่า ถ้าหากปฏิเสธรุ่นพี่เขาจะไม่เติบโตในการทำงาน 

ถามหากระบวนการจัดการผู้กระทำละเมิด

กรกนก คำตา นักกิจกรรมทางการเมือง สะท้อนว่าจำเป็นที่จะต้องออกมาพูดกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะหลายครั้งเกิดขึ้นมาแล้วแต่ไม่ได้มีกระบวนการต่อจากนั้นทำให้ผู้กระทำสามารถที่จะกระทำซ้ำได้ ทุกคนจึงต้องให้ความสนใจ

“ในทุก ๆ ครั้งจะมีคนที่อยากเข้ามาทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมและมองเห็นข้อมูลบางด้านและเข้ามาหาใครบาง พวกเราทุกคนล้วนมีพื้นที่ของตัวเอง จะเป็นจุดเข้ามาของคนรุ่นใหม่ และคนใหม่ ๆ ที่อยากจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ทุกคน ดังนั้นจะทำอย่างไรให้คนที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีพฤติกรรมแบบนี้ เปลี่ยนการกระทำหรือจะไม่ทำอีก หรือรู้สึกผิดแล้ว เพื่อที่จะให้ในครั้งต่อไปเมื่อไม่มีสายตาของเราดูแล จะไม่เกิดเหตุเกิดขึ้นอีก รวมถึงขบวนการจะมีกลไกช่วยคุ้มครองหากเกิดเหตุคุกคามทางเพศขึ้นอย่างไร เราอาจจะทำให้เป็นที่รับรู้ว่าถ้าเกิดเข้ามาในสายของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแล้ว สิ่งที่จะช่วยสนับสนุนผู้หญิงอยู่ที่ไหน”

กรกนก คำตา

เรากำลังสร้างประชาธิปไตยที่ไม่รู้จักจริยธรรมทางเพศ

ขณะที่ นิศารัตน์ จงวิศาล จากมูลนิธิทำทาง ก็บอกว่าการขับเคลื่อนประชาธิปไตยกับการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิทางเพศ คือ การพูดถึงการเคารพสิทธิ์ของกันและกัน เป็นเรื่องเดียวกันแยกออกจากกันไม่ได้ หลายครั้งเวลาพูดถึงประชาธิปไตยอีกคนมักจะพูดไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพความยุติธรรม การพูดถึงการต่อสู้กับอำนาจการถูกกดขี่ แต่คำถามคือสิ่งนี้กำลังทำให้เราสร้างประชาธิปไตยที่ไม่รู้จักจริยธรรมทางเพศ 

พร้อมมองว่าประชาธิปไตยไม่ได้มีอยู่เพียงในสภาหรือว่าบนถนนหรือเวทีชุมนุมอย่างเดียว แต่อยู่ในทุกที่รวมไปถึงการปฏิบัติกับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า วิธีที่ปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อลูกน้อง ต่อเจ้านาย อยู่ในวิธีที่เคารพต่อร่างกายเขา และขอบเขตการตัดสินใจของคนอื่น 

นิศารัตน์ จงวิศาล จากมูลนิธิทำทาง

อย่างกรณีของนักกิจกรรมรุ่นใหญ่ที่การพูดถึงกัน เราไม่ได้เจอกับการกระทำผิดของคน ๆ หนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของคนหนึ่งคน แต่กำลังถามคนทั้งขบวนว่า วันหนึ่งหากคนอยู่ในขบวนการประชาธิปไตย กลายเป็นผู้ใช้อำนาจเพื่อเอาเปรียบและทำลายผู้อื่นเราจะทำอย่างไร

“ทุกคนพูดตรงกันหมดว่าเราต้องดูแลผู้เสียหายเราต้องเยียวยาเขาต้องได้รับการรับฟังต้องได้รับความปลอดภัยได้รับการชดเชยเยียวยาแก้ไขในแบบที่เขาต้องการแก้ไขบนพื้นฐานของความเป็นจริง และไม่ครจะเอาชื่อเสียงประวัติการต่อสู้ทางการเมือง การติดคุกกี่ปี หรือการไปพูดถึงการเสียสละของเค้าในการเรียกร้องประชาธิปไตยมามากมาย มีความดีงามอย่างไร สิ่งนี้เอามาแลกกับความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายไม่ได้” 

นิศารัตน์ จงวิศาล

ส่วนที่มีข้อเสนอจัดการผู้กระทำโดยการไล่ออก กรกนก ชี้ว่า ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยแต่การไล่ออกไม่ได้ทำให้ปัญหาจบ การไล่เอาออกจากพื้นที่อาจจะทำให้เขากลายเป็นผู้ล่าในที่อื่น

“ทุกวันนี้กฎหมายบอกว่าสามีข่มขืนภรรยา ภรรยาข่มขืนสามีได้ เราทุกคนในที่นี้ยอมรับว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ การข่มขืนในการสมรสมีอยู่จริงใช่หรือไม่ แล้วทำไมเวลาที่ผู้กระทำบอกว่าช่วงเวลานั้นคบกันอยู่ แต่เราลืมไปเลยว่าจริง ๆ การละเมิดในความสัมพันธ์ ยังมีอยู่ ทำไมเราลืม เพราะอะไร ผู้ที่เป็นผู้กระทำออกมาบอกว่าฉันไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น แต่อำนาจที่เขามีคือการที่เขาออกมาพูดแล้วมีคนเชื่อเลย เพราะคนเหล่านั้นรู้จักคุณ คุณมีชื่อเสียง คุณมีเพื่อน คุณมีชื่อเสียง คุณมีสังคม ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ได้มีสิ่งนั้นเท่ากับคุณหรือไม่สามารถแม้กระทั่งเปิดเผยออกมาได้ว่า ตัวเองเป็นใคร คุณเห็นหรือยังว่าคุณมีอำนาจ” 

นิศารัตน์ จงวิศาล

จะทำอย่างไรไม่ให้เขากระทำผิดซ้ำ นิศารัตน์ ระบุว่าเธอไม่ได้มีคำตอบสำเร็จ แต่มีข้อเสนอ คือ การกลับมาพูดเรื่องการรับผิด ไม่ใช่เพียงแค่การออกแถลงการณ์ ขอโทษแล้วแล้วจบ แต่ต้องมากกว่านั้น

“เวลาที่เราพบว่าคนในองค์กรเป็นผู้กระทำแล้วไม่ได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย หรือผู้เสียหาย ไม่ประสงค์ดำเนินคดีเราอาจจะมีมาตรการทางองค์กรได้ อันแรกพักงานการเข้าออกจากพื้นที่ที่จะเอาชื่อองค์กรไปแสวงหาผลประโยชน์ และในช่วงเวลาที่ถูกพักงานหรือถูกย้ายตำแหน่งต้องได้เรียนรู้ องค์กรในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อลูกจ้างต่อเพื่อนร่วมขบวน อาจจะมีคำถามว่าทำขนาดนั้นเลยหรอ แต่อย่าลืมว่ากรณีที่พูดกันอยู่ตอนนี้คือ นักกิจกรรม นักขับเคลื่อน กำลังพูดถึงองค์กรที่ทำเพื่อสาธารณประโยชน์ การลดนักล่าลงหนึ่งคนในสังคมไม่ใช่สาธารณประโยชน์หรอ แล้วเพิ่มคนหนึ่งคนที่จะไม่อันตรายต่อคนอื่นอีกต่อไป อย่าบอกไม่ใช่ความรับผิดชอบ ของตัวเอง”

นิศารัตน์ จงวิศาล

มองแนวปฏิบัติป้อง-จัดการปัญหาการคุกคาม ล่วงละเมิด
ย้ำสร้างกลไกดูแลผู้ถูกกระทำ รับฟัง-คุ้มครอง-เยียวยา-จัดการผู้กระทำ ป้องกันก่อเหตุซ้ำ

อังคณา เสนอว่าการสร้างความปลอดภัยทางเพศ จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาและมีทักษะเพียงพอที่จะจัดการเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เพื่อไม่ตั้งคำถามหรือกล่าวโทษผู้ถูกกระทำเมื่อออกมาเปิดเผยเรื่องราว

โดยการรับฟังและเยียวยาผู้ประสบปัญหาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากหลายองค์กรในภาคประชาสังคมยังไม่มีแนวปฏิบัติสำหรับจัดการกรณีคุกคามทางเพศอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการภายในองค์กรให้สามารถรับมือกับปัญหาได้

นัยนา เสนอให้เกิดการเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในขบวนการ โดยเฉพาะการทำให้คนสามารถปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนหรือถูกกดดันได้ ขณะเดียวกันผู้ที่มีอำนาจและบทบาทในกระบวนการต้องแสดงจุดยืนด้านจริยธรรมทางเพศอย่างชัดเจน

ยิ่งชีพ เสนอให้ สร้างข้อตกลงร่วมที่ทำให้คนที่มีอำนาจน้อยกว่าสามารถกำหนดขอบเขตของตัวเองได้ โดยเฉพาะกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นนอกเวลางาน เช่น การกินเลี้ยง การดื่ม หรือการเดินทางร่วมกัน ซึ่งควรทำให้คนที่ไม่ต้องการเข้าร่วมสามารถปฏิเสธได้โดยไม่กระทบต่อความสัมพันธ์หรือโอกาสในการเติบโตในการทำงาน

ส่วน นิศารัตน์ ก็เสนอว่า การจัดการผู้กระทำไม่ควรจบเพียงการออกแถลงการณ์หรือคำขอโทษ แต่ควรมีกระบวนการให้ผู้กระทำรับผิดชอบต่อการกระทำของตน หากผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี องค์กรยังสามารถมีมาตรการภายใน เช่น การพักงาน การจำกัดการเข้าออกพื้นที่ หรือการเปลี่ยนตำแหน่ง พร้อมให้ผู้กระทำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เรื่องเพศและความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันการกระทำซ้ำ

ข้อเสนอทั้งหมด สะท้อนว่า การสร้างความปลอดภัยทางเพศในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องพัฒนาเป็นระบบและวัฒนธรรมขององค์กร ทั้งการป้องกัน การรับเรื่อง การคุ้มครองผู้เสียหาย และการจัดการผู้กระทำอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่การเคลื่อนไหวทางสังคม

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active