นักวิชาการเตือน ภาคใต้เสี่ยงภัยดินถล่ม หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบาย อุดช่องว่างการทำงานรับมือภัยพิบัติ แก้กฎหมายให้สอดคล้องการทำงานจริง กระจายอำนาจท้องถิ่นร่วมแก้ปัญหา
ภายหลังเกิดมหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.สงขลา นำมาสู่การจัด เวทีสัมมนาสหวิทยาการเพื่อการจัดการภัยดินถล่ม ครั้งที่ 1 และเวที Policy Forum พร้อมไหม? นโยบายรับมือภัยพิบัติสุดขั้ว เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จัดโดย Policy Watch ไทยพีบีเอส ร่วมกับ มูลนิธิมดชนะภัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และภาคีเครือข่าย ที่มีทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่ทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมาร่วมวิเคราะห์ปัจจัยที่น้ำท่วมหาดใหญ่ ประชาชนอพยพไม่ทัน พร้อมเสนอแนวทางจัดการในอนาคต

เตือนภาคใต้เสี่ยงภัยดินถล่ม หลังน้ำท่วมใหญ่
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายจังหวัดทางภาคใต้ มีปริมาณฝนสะสมสูง เกินกว่า 500 มิลลิเมตรในบางสถานีตรวจวัด จังหวัดเสี่ยงภัย ทั้ง ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา โดย ย้ำว่าจัดการภัยดินถล่มเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่ประชาชนควรรู้ก่อนล่วงหน้า เพื่อรู้ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ จึงเสนอให้ มี พ.ร.บ.ดินถล่ม จะทำให้บริบทการจัดการหน่วยงาน และการเตือนภัยได้ดีขึ้น
“ผมทำการวิเคราะห์มาพอสมควรว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดการภัยดินถล่ม ทั้งเรื่องของโอกาศที่จะเกิด การป้องกันในอนาคต ซึ่งพบว่ายังไม่มี ดังนั้นเราน่าจะต้องมี พ.ร.บ.หรือกฎหมายเฉพาะ เรื่องของดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่สูง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจทั้งสิ้น มีประชากรอยู่หลายล้านคน แต่กลับไม่มีกฎหมายที่จะไปรักษาชีวิต รักษาเศรษฐกิจให้เขา”
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์
รศ.สุทธิศักดิ์ บอกอีกว่า ในอนาคตการปรับระบบเตือนภัยให้เข้าถึง ต้องมีแบบจำลอง คาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อประชาชนจะรู้ถึงภัยที่จะตามมา ลักษณะของพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม มักเป็นพื้นที่ที่อยู่ตามลาดเชิงเขา หรือบริเวณที่ลุ่มที่ติดอยู่กับภูเขาสูงที่มีการพังทลายของดินสูง หรือสภาพพื้นที่ต้นน้ำที่มีการทำลายป่าไม้สูงข้อสังเกตระวังภัยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก มากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน ระดับน้ำในห้วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสีของน้ำเปลี่ยนเป็นสีของดินบนภูเขามีเสียงดัง อื้ออึง ผิดปกติดังมาจากภูเขาและลำห้วยน้ำท่วมหมู่บ้าน และเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ภาวะฝนสุดขั้ว” ปัจจัยสำคัญ น้ำท่วมหนักหาดใหญ่
ขณะที่ เวที Policy Forum พร้อมไหม? นโยบายรับมือภัยพิบัติสุดขั้ว เพื่อแลกเปลี่ยนควมคิดเห็น โดย Policy Watch ไทยพีบีเอส ร่วมกับ มูลนิธิมดชนะภัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และภาคีเครือข่าย โดยมีทั้งนักิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่ทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมาร่วมวิเคราะห์ปัจจัยที่น้ำท่วมหาดใหญ่ ประชาชนอพยพไม่ทัน พร้อมเสนอแนวทางจัดการในอนาคต

โดยสาเหตุสำคัญของภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ กนกศรี ศรินนภากร รักษาการหัวหน้างานศูนย์อำนวยการและขับเคลื่อนคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ มองว่า มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ประมาณน้ำฝน และ สภาพพื้นที่แอ่งกระทะ ปริมาณน้ำมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เช่น 300 ปีอาจเกิด 1 ครั้ง แต่ตอนนี้ต้องบอกว่ามีโอกาสเพิ่มมากขึ้น บ่อยขึ้น โดยฝนที่ตกในหาดใหญ่ ปีนี้ เรียกว่า “เป็นภาวะฝนสุดขั้ว” (extreme events) ที่ปริมาณน้ำสูงถึง 700-900 มิลลิเมตรต่อวัน สูงกว่าค่าที่เคยระบุว่าสูงมาก ระดับสีม่วง 300 มิลลิเมตรต่อวัน
ในมุมธรณีวิทยา สมหมาย เตชวาล อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และกรรมการผู้ทรวงคุณวุฒิสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชี้ว่า หาดใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีภูเขา เป็นแอ่งรับน้ำ น้ำมาจากทางด้านเทือกเขาคอหงส์และสะเดา เมื่อฝนตกสะสมเกือบ 900 มิลลิเมตร ขณะที่การระบายไม่ทัน เช่น คลอง ร.1 มีประสิทธิภาพระบาย 1200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่น้ำมา 2900 – 3000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนทะเลสาปสงขลาปริมาณน้ำมาก ประกอบกับการมีสิ่งก่อสร้างขวางกั้น เมื่อน้ำมากกว่าอัตราการระบายต่ำทำให้น้ำท่วมเมือง ซึ่งการที่ฝนตกหนักแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากทะเลที่มีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก จากความร้อนเพิ่มมากขึ้น น้ำทะเลอุ่นขึ้น เมื่อมีความกดอากาศ ความชื้นสูง ทำให้มีฝนเพิ่มมากขึ้น เป็นปัจจัยที่เสริมกัน

น้ำท่วมหาดใหญ่ ขาด Single Command
แนะสร้างระบบให้เข้มแข็ง
สมหมาย ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างมาก และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ เหตุการณ์ที่หาดใหญ่มีทั้งประเด็นวิกฤตฝนสุดขั้ว เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร ประกอบกับความเคยชินของประชาชนจากความสื่อสารที่ผิดพลาดไปบ้าง ซึ่งหากเรื่องนี้ทำให้ดีอาจจะไม่เสียหายมาก การเตรียมข้อมูลในส่วนราชการเชื่อว่ามีอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดวิกฤตมีความโกลาหลเกิดขึ้น มองว่าเรื่องที่ควรปรับปรุงคือ การขาด single command ที่ผู้ว่าฯ ต้องบัญชาการ รวมทุกหน่วยที่ทำงานเรื่องมาคุยกัน ว่าจะจัดการอย่างไร ทั้งการระบายน้ำ การช่วยเหลือประชาชน ในอนาคตสิ่งที่ต้องปรับปรุง ทั้งการทางระบายน้ำ เจาะถนน ก็ควรกลายเป็นนโยบายรัฐหรือไม่ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าหากระบบเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้บริหารเป็นใคร ท้องถิ่นก็จะสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอ
“เรื่องนี้เป็นความทับซ้อนของ 2 กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กับ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 ถ้าในระหว่างนี้เรายังพัฒนากฎหมายที่ครอบคลุม และทำให้หน่วยงานมาทำงานบูรณาการร่วมกันได้ ระหว่างทางเราปรับปรุงกฎหมายที่จะทำให้การควบคุมการระบายน้ำเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดได้ไหม อาจจะไม่ต้องถึงนายกรัฐมนตรีก็ได้ เหตุเกิดที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ไม่ต้องไปถึงข้างบนก็ได้ ถ้าระบบเข้มแข็งจริง แต่ระบบยังไม่เข้มแข็ง”
สมหมาย เตชวาล

ด้าน วรภัต ธรรมประทีป ผู้อำนวยการกองวิจัย พัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ เผยว่า ในกระบวนการทำงานจะ มี 8 หน่วยงาน ที่ส่งข้อมูลให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมทรัพยากรน้ำ เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่แจ้งข้อมูลน้ำฝน และอำนาจหน้าที่ของ ปภ. คือการนำข้อมูลไปรวบรวม ประมวลผล วิเคราะห์ส่งให้ จังหวัด อำเภอฝ่ายปกครอง เพื่อแจ้งเตือนประชาชน ว่าอันตรายระดับไหน ความรุนแรงระดับไหน ซึ่งครั้งนี้หน่วยงานทั้ง 8 หน่วยแจ้งไปว่ารุนแรงมาก แต่พื้นที่อาจจะประเมินสถานการณ์ต่ำไป
“ประชาชนรับข้อมูลจาก ปภ. อำนาจหน้าที่เขาส่งให้ผู้ว่าฯ ส่งให้อำเภอ ส่งให้ฝ่ายปกครองแจ้งเตือนประชาชน ปภ.จะเอาข้อมูลทั้ง 8 หน่วยงานไปประมวลผลว่า ฝนว่าอย่างนี้ น้ำท่าว่าอย่างนี้ ดินถล่มว่าอย่างนี้ ควรจะประกาศในพื้นที่ไหน ความรุนแรงขนาดไหน แต่ทั้ง 8 หน่วยงานมีประชุมวอร์รูมกันตลอด พวกข้อมูลพายุ ซึ่ง ปภ.ยืนยันว่า อย่างไรก็แรง เยอะ ปภ.ทำตามหน้าที่ เขาก็ส่งกันทั้งคืนหลายครั้งมาก หน่วยที่อยูในพื้นที่ หรือหน่วยที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนอาจจะประเมินสถานการณ์ต่ำไปนิดหนึ่ง ตามที่ทุกคนทราบพอสมควร”
