วิพากษ์จุดอ่อน นายกฯ ใหม่ เสนอเร่งแก้วิกฤตพลังงาน ปรับโครงสร้างรับมือภัยพิบัติ

ถอดรหัสการทำงานรัฐบาลชุดใหม่ “สมบัติ” ชี้จุดตายสำคัญอยู่ที่ “ทักษะการจัดการภาวะวิกฤต” เสนอทางออกเร่งด่วนจัดระเบียบการขนส่ง-แบ่งโควต้าผู้ใช้งาน จี้รัฐบาลทบทวนบทบาท ปภ. ดึงมืออาชีพร่วมงาน หวังอุดช่องโหว่การรับมือภัยพิบัติในอนาคต

สถานการณ์การเมืองไทยหลังได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและปริมาณน้ำมันในประเทศ จนเกิดภาพประชาชนเข้าแถวรอเติมน้ำมันยาวเหยียด ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ออกมาตั้งคำถามถึง “ทักษะการจัดการวิกฤต” ของผู้นำคนนี้ โดยระบุว่านี่คือจุดอ่อนสำคัญที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลตั้งแต่เริ่มต้น หากยังไม่สามารถเปลี่ยนวิธีทำงานจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก”

สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ระบุว่า ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลามมาถึงประเทศไทย สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ “ภาวะตื่นตระหนกและขาดแคลนน้ำมันหน้าสถานีบริการ” ประชาชนต้องขับรถต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมัน มีการจำกัดปริมาณการเติมและห้ามนำแกลลอนมาบรรจุ แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอถึง 100 วัน และไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน แต่ในความเป็นจริงหน้าปั๊มกลับไม่มีน้ำมันให้บริการ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงกลุ่มคนรากหญ้าและหน่วยงานจำเป็น เช่น ชาวนาไม่มีน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ รถเก็บขยะไม่สามารถออกทำงานได้ และรถกู้ภัยที่ต้องหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนในการบริหารจัดการของผู้นำประเทศอย่างชัดเจน โดยมองว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency) นายกรัฐมนตรีมักจะ “สอบตก” ในด้านการตอบโต้สถานการณ์ หากย้อนกลับไปในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ หรือสมัยที่ อนุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก การบัญชาการและสั่งการในภาวะวิกฤตยังทำได้ไม่ดีนัก และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

“ภาพจำเหล่านี้คือจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศอย่างรุนแรง”

ข้อเสนอแก้วิกฤตน้ำมันเพิ่มรอบขนส่ง-จัด Priority ทลายการกักตุน

เมื่อถูกถามถึงความหวังต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหา ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ยอมรับว่ายังไม่สามารถให้ความหวังได้จนกว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำมันให้เสร็จสิ้นภายใน 2-3 วันนี้ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้าที่รัฐบาลสามารถสั่งการได้ทันที ดังนี้

  1. เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์: รัฐบาลมีอำนาจสั่งการให้เพิ่มรอบการขนส่งน้ำมันทางรถ และเพิ่มปริมาณการส่งน้ำมันผ่านระบบท่อของ ปตท. เพื่ออัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบจนกว่าประชาชนจะเลิกตื่นตระหนกและกักตุน
  2. จัดลำดับความสำคัญ (Priority): หากน้ำมันตึงตัวจริง ต้องมีมาตรการการันตีน้ำมันให้กับกลุ่มที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น รถกู้ภัย รถพยาบาล หรือหน่วยงานรัฐที่ต้องให้บริการประชาชน โดยอาจออกระบบโควต้าหรือบัตรพิเศษ
  3. ลดราคาขนส่งสาธารณะ: เพื่อลดการใช้น้ำมันส่วนบุคคล รัฐบาลควรประกาศลดค่าโดยสารรถเมล์และรถไฟฟ้าลงครึ่งราคา เพื่อจูงใจให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วงวิกฤต
  4. จัดการกลุ่มนายทุนกักตุน: รัฐบาลต้องหาตัวผู้ที่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจนทำให้ระบบรวน และกดดันให้ปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด รัฐบาลจะลอยตัวเหนือปัญหานี้ไม่ได้


จี้รื้อโครงสร้าง ปภ. รับมือภัยพิบัติเชิงรุก

นอกเหนือจากวิกฤตพลังงาน สมบัติยังได้แสดงความกังวลถึงระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วม โดยชี้เป้าไปที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งควรเป็นกลไกหลักในการให้คำปรึกษาและบัญชาการสถานการณ์ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างที่ควรจะเป็น นายสมบัติเสนอว่า รัฐบาลต้องเข้าไปทบทวนโครงสร้างการทำงานของ ปภ. อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องที่มาของผู้บริหาร ควรปรับโครงสร้างให้เป็น “มืออาชีพ” ที่มีความรู้และสนใจด้านการจัดการภัยพิบัติอย่างแท้จริงเข้ามาขับเคลื่อนองค์กร

ในสถานการณ์ปกติ รัฐบาลพอรับมือได้ แต่เมื่อใดที่เป็นภัยพิบัติหรือวิกฤต เรามักพบว่า Performance ของรัฐบาลจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจึงต้องมีที่ปรึกษาและกลไกที่ดีอย่าง ปภ. ที่พร้อมทำงานเชิงรุก ไม่ใช่แค่ตั้งรับ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active