ชาวบ้านกว่า 5.7 ล้านคน เสี่ยงดินถล่มระดับสูงถึงสูงมาก แต่ปราศจากระบบป้องกันที่ยั่งยืน นักวิชาการย้ำ มี “นวัตกรรม” สามารถจัดการปัญหาอย่างแม่นยำ แต่มีช่องว่างเชิงระบบและกฎหมาย เสนอปลดล็อกกลไกภาครัฐสร้าง Sandbox ทดสอบนวัตกรรม

ธวัฒชัย ปาละคะมาน หัวหน้าโครงการการพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ฯ เปิดเผยว่า จากสถิติพบว่ามีประชากรเกือบ 10% ของประเทศ หรือราว 5.7 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูง ทางโครงการจึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการใน 16 จังหวัดเสี่ยงสูง เปลี่ยนจากแค่การดู “แผนที่ภัย (Hazard)” มาเป็นการประเมิน “ความเสี่ยง (Risk)” ที่ครอบคลุมถึงความเปราะบางของสังคมและศักยภาพของชุมชนด้วย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถนำมาตรการไปจัดทำคำของบประมาณ
“ประชาชนเกือบ 10% ของประเทศเรา อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินไหวค่อนข้างสูงจนถึงสูงมาก ถ้าประชาชนเขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อันนี้จะยิ่งอันตรายแผนฉบับนี้จะเป็นแผนฉบับแรกที่เราจัดอันดับความสำคัญของพื้นที่เสี่ยงได้จริง เมื่อจัดออกมาแล้วเป็น 5 ระดับ หน่วยงานในพื้นที่จะทราบทันทีว่าต้องจัดสรรงบประมาณ หรือลงทรัพยากรไปที่อำเภอไหนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงอย่างตรงจุด”
นวัตกรรมปะทะกฎหมายช่องโหว่ในพื้นที่ทับซ้อน
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี ระบุว่า การรับมือกับดินถล่มไม่ได้มีแค่การหนีแต่คือการสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันภัย นวัตกรรมอย่างการทำแบบจำลอง DynaSlide เพื่อดูทิศทางการไหลของดินถล่ม หรือการสร้างกำแพงกันดินด้วยนวัตกรรม TR Block ที่ชาวบ้านทำเองได้นั้นมีพร้อมแล้วแต่กลับเจอปัญหาใหญ่คือ “พื้นที่ทับซ้อนทางกฎหมาย” แต่อย่างน้อยนวัตกรรมที่ทำได้ในพื้นที่ไม่ทับซ้อนก็ช่วยชีวิตคนได้มาก
“ชุมชนหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับป่าไม้อุทยาน หน่วยงานรัฐไม่สามารถเอาโครงสร้างพื้นฐานหรือการช่วยเหลือทางวิศวกรรมเข้าไปป้องกันได้ เพราะติดขัดเรื่องกฎหมายการอนุรักษ์ กลายเป็นว่าเราทิ้งให้คนจำนวนเป็นล้านรอวันตาย เราต้องมีกฎหมายที่ปลดล็อกให้การเข้าไปทำโครงสร้างป้องกันที่ปลอดภัยทั้งคนและสิ่งแวดล้อมทำได้จริง ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ”
ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ตามหลังเรื่องเทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ เรามี “โมเดล” และ “นวัตกรรม” ที่สามารถจัดการปัญหาดินถล่มได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่เป็นคอขวดรั้งความปลอดภัยของประชาชนไว้ คือ “ช่องว่าง” เชิงระบบและกฎหมายที่ทับซ้อน อีกทั้งจากความแม่นยำระดับรายหลังคาเรือนการเตือนภัยในปัจจุบันก้าวข้ามการบอกแค่ว่า “อำเภอนี้เสี่ยง” ไปสู่การใช้แบบจำลองขั้นสูงที่ระบุได้ชัดเจนว่า “บ้านหลังไหนรอด บ้านหลังไหนต้องหนี”

ปลดล็อกกลไกภาครัฐสร้าง Sandbox ทดสอบนวัตกรรม
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สะท้อนในมุมของผู้ปฏิบัติงานทางด้านของกลไกการบริหารเมืองว่า การนำนวัตกรรมมาใช้ในระบบราชการเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะติดขัดที่ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และการอธิบายความคุ้มค่าของงบประมาณ นวัตกรรมจึงต้องการพื้นที่นำร่องในการทดสอบ
“เราไม่มีระเบียบวิธีการ Procurement ของสิ่งที่เป็นนวัตกรรมได้โดยง่ายจากระบบราชการ เราต้องออกแบบกฎหมายที่เป็น Regulatory Sandbox กฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการที่ทำไม่ได้ในอดีต ถ้าเราไม่เริ่มต้นคุยเรื่องนี้ เราก็จะติดหล่มประชุมกันอยู่แบบนี้ นวัตกรรมที่เป็นเรื่องของกระบวนการและสถาบัน จึงสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี”

ขณะที่ กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนนวัตกรรม แต่ขาดการขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ นวัตกรรมเมืองไทยไม่มี เป็นไปไม่ได้ นวัตกรรมมี แต่จะขยายผลและใช้งานอย่างไร เราต้องหาพื้นที่นำร่อง (Sandbox) ด้วยกัน เอานวัตกรรมที่มีอยู่เข้าไปตอบโจทย์ แก้ข้อจำกัดของภาครัฐ ทั้งเรื่องของกฎหมาย โครงสร้าง และปรับ Mindset ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพื่อให้เกิดเป็นแฟลตฟอร์มนวัตกรรมเชิงสังคมที่ใช้งานได้อย่างแท้จริง
ชุมชนคือรากฐานนวัตกรรมต้องทำได้จริงและยั่งยืน
ประสงค์ ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เน้นย้ำว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเสมอไป แต่คือกระบวนการและแนวคิดที่ทำให้ชุมชนลดความเสี่ยงได้จริง
“นวัตกรรมมันไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียวนะครับ มันคือกระบวนการ มันคือแนวความคิด หรือวิธีการปฏิบัติ ที่ทำให้ความเสี่ยงลดลงจาก 100 เหลือ 0 ได้ สิ่งสำคัญคือเราจะขยายผลจากชุมชนที่เข้มแข็ง ไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ที่ยังไม่ตระหนักได้อย่างไร ท้องถิ่นจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด”

เนื้อหาทั้งหมดมาจาก เวที Policy Forum “นวัตกรรมจัดการภัยพิบัติ LANDSLIDE คิดได้ ใช้จริง ?” ซึ่ง Policy Watch ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมชวนทุกคนมาร่วมออกแบบนโยบาย ให้เรา “รู้ รับ ปรับตัว” เพื่อรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดขึ้นที่ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569
