เมื่อน้ำหลากเข้าท่วมชุมชน เมื่อบ้านเรือน รวมถึงชีวิตผู้คนจมอยู่กับน้ำ เมื่อภัยพิบัติส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีความเป็นอยู่เพียงชั่วข้ามคืน สิ่งหนึ่งที่คนไทยมักมองเห็นตามมาเสมอ คือการเดินทางมาถึงของ “มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย“
ภาพจำของถุงยังชีพ เครือข่ายเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ที่ระดมทีมเข้าไปในจุดเกิดเหตุ พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ การตั้งศูนย์พักพิง โรงครัว ไปจนถึงการฟื้นฟูชีวิตหลังเผชิญวิกฤต

ล้วนเป็นภารกิจตลอดช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาของ มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความช่วยเหลือในยามวิกฤต และเป็นภาพสะท้อนพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงมุ่งมั่นให้การบรรเทาทุกข์ที่ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ต้องนำไปสู่การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาวด้วย
“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก”
จากวิกฤตสู่ความยั่งยืนภารกิจไร้พรมแดนของ
ย้อนกลับไปในปี 2538 เมื่อครั้งที่กรุงเทพมหานครเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยครั้งร้ายแรง ความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง จนเกิดความตึงเครียดในภาคประชาชน ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของวิกฤต เช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2538 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงออกปฏิบัติภารกิจรับน้ำใจจากผู้ไม่ประสบภัย และเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” ซึ่งต่อมาได้ยกระดับเป็นมูลนิธิฯ ในปี 2544 ภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน” โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางการบรรเทาทุกข์ และการจัดการภัยพิบัติแบบครบวงจร
ทว่าเบื้องหลังการดำเนินงานที่เข้มแข็งนี้ คือพระวิสัยทัศน์และพระปรีชาสามารถที่ทรงลงลึกในทุกรายละเอียด
นวัตกรรมเตือนภัยข้ามพรมแดน และความใส่ใจในทุกรายละเอียด
ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และในฐานะประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เปิดใจกับ The Active ว่า การทำงานของมูลนิธิฯ มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการทำ 3 เรื่องไปพร้อมกัน ได้แก่ การป้องกันภัย เฝ้าระวัง การบรรเทาทุกข์ และ การฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย
ในด้าน การเฝ้าระวัง มูลนิธิฯ ได้ตั้งเป้าติดตั้งสถานีโทรมาตรวัดปริมาณน้ำฝนบนยอดเขาในประเทศไทยถึง 510 สถานี (ติดตั้งแล้วกว่า 300 แห่ง) แต่น้ำป่าและภัยธรรมชาติไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน พระองค์ท่านจึงมีพระดำริให้ขยายความช่วยเหลือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
“พระองค์ท่านรับสั่งว่า เส้นเขตแดนเป็นเส้นทางการเมือง แต่ความจริงแล้วเราคือภูมิประเทศเดียวกันเราได้ติดตั้งโทรมาตรใน สปป.ลาว กว่า 21 สถานี และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของเขา นอกจากนี้ เมียนมายังได้ร้องขอความร่วมมือ เราจึงเข้าไปติดตั้งอีก 4 สถานี และกำลังจะเพิ่มสถานีที่ 5 และ 6 เพื่อเตือนภัยประชาชนทั้งฝั่งเมียนมาและฝั่งแม่สายของไทย”
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
นอกเหนือจากเทคโนโลยีระดับมหภาค พระองค์ยังทรงใส่ใจในความรู้สึกของประชาชนอย่างลึกซึ้ง ครั้งหนึ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำของ ศ.พิเศษ สุรเกียรติ์ คือเหตุการณ์ที่นครศรีธรรมราช เมื่อครั้งที่เกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นและทรงเสด็จไปเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน ในช่วงที่ทรงพระดำเนินผ่านประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้น มีชาวบ้านนำผ้ามาปูรองไว้ที่ทางเดิน เพื่อให้พระองค์ท่านได้เดินเหยียบ แต่เมื่อพระองค์มาถึงได้ทรงปฏิเสธที่จะเหยียบลงบนผ้าที่ชาวบ้านนำมาปูรับเสด็จ แต่ทรงคุกเข่าและใช้พระหัตถ์แตะลงบนผ้าแทน พร้อมตรัสให้กำลังใจชาวบ้าน หรือเมื่อทรงทราบว่ามีผู้ป่วยต้องทำกายภาพบำบัด พระองค์ก็จะทรงยกตัวอย่างพระอาการประชวรของพระมารดา เพื่อให้กำลังใจอย่างเป็นกันเอง

ศ.พิเศษ สุรเกียรติ์ ยังเล่าอีกว่า แม้แต่เรื่องการสื่อสารเตือนภัย เมื่อทรงทอดพระเนตรคลิปผู้นำชุมชนให้สัมภาษณ์เป็นภาษาใต้ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้มูลนิธิฯ นำไปทำซับไตเติล เป็นภาษาถิ่นต่าง ๆ ทั้งเหนือ อีสาน และกลาง เพื่อให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าใจวิธีการอพยพและเอาตัวรอดได้อย่างถ่องแท้
“การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ นอกเหนือจากทางกายภาพและสิ่งของแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเยียวยาความรู้สึกและจิตใจ พระองค์ภาฯ ทรงเน้นย้ำเสมอว่า ภัยทั้งหลายมาแล้วก็ไป แต่สิ่งที่เราต้องสร้างให้เข้มแข็งให้ได้ คือจิตใจของเราที่จะสู้ต่อไปข้างหน้า“
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
“อาสาของเรา” พระมหากรุณาธิคุณที่คุ้มครองชีวิตคนหน้างาน
การจัดการภัยพิบัติจะสำเร็จไม่ได้หากขาดบุคลากรในพื้นที่ โกเมศร์ ทองบุญชู ประธานต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ต.เกาะขันธ์ จ.นครศรีธรรมราช คือคนหนึ่งที่ถ่ายทอดความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตจากการเป็นอาสาสมัคร และสิ่งที่สัมผัสได้ คือ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทีมอาสาสมัครมาก ทรงสนับสนุนอุปกรณ์กู้ภัยที่มีศักยภาพสูงและราคาแพงที่เราไม่เคยได้ใช้มาก่อน เช่น เชือกกู้ภัยเส้นละหลายหมื่นบาท เรือ PE โดรน
“แต่สิ่งที่เหนือไปกว่าอุปกรณ์ คือการที่พระองค์ทรงเรียกพวกผมว่า อาสาของเรา“

โกเมศร์ ยังเล่าถึงความประทับใจ โดยย้อนไปในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่นครศรีธรรมราช ซึ่งพระองค์ทรงตั้งใจจะลุยน้ำเข้าไปหาประชาชน แต่ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัย เขาจึงทูลเท็จว่าไม่มีบ้านชาวบ้านอยู่ด้านใน พระองค์ทรงทราบเจตนาดี จึงเปลี่ยนจากการลุยน้ำเป็นการวิ่ง พร้อมแบกถุงพระราชทานไปตามเส้นทางไกลกว่า 3-4 กิโลเมตร


“ชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นพระองค์ ถึงบ้านไหนพระองค์ก็เรียก กินข้าวแล้วยัง สู้ ๆ นะ ทรงวิ่งไปเจอวัวก็ยกหญ้าก้อนเป็นฟ่อน ๆ ให้วัว ทรงรอบรู้เรื่องภัยพิบัติสูงมาก เวลาภัยเกิดที่ไหน ทรงติดตามตลอด อย่างตอนผมปวดขาใส่เหล็กแล้วไม่ได้ขึ้นไปรับเสด็จชั้นบน พระองค์ก็ทรงพระดำเนินตรงมาหาผมชั้นล่าง ยกมือไหว้ถามไถ่อาการ”
โกเมศร์ ทองบุญชู

เขายอมรับเลยว่า ความเสียสละและความใส่ใจของพระองค์ท่าน ได้หล่อหลอมให้เกิดเครือข่ายอาสาสมัครที่เข้มแข็งทั่วประเทศ
“เรามีอาสาสมัครอยู่ 25 คนที่พระองค์ท่านเรียก อาสาของเรา คนเหล่านี้มีความภาคภูมิใจ ยอมสละชีวิตเพื่อพระองค์ เพราะเราเป็นชาวบ้าน ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดรับใช้พระองค์ท่าน ถือว่าเป็นที่สุดของชีวิตแล้ว”
โกเมศร์ ทองบุญชู ย้ำความทรงจำ
ปรับตัวสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกร้อน ด้วยการบริหารจัดการฉับไว
ขณะที่ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการและกรรมการมูลนิธิฯ เล่าถึงพระปรีชาสามารถด้านกฎหมายของพระองค์ที่ทรงริเริ่มให้มี “คณะกรรมการบริหาร” เพื่อลดขั้นตอนทางเอกสาร ทำให้สามารถอนุมัติการช่วยเหลือตั้งโรงครัวพระราชทานผ่านแอปพลิเคชัน LINE ได้ภายในไม่กี่นาที และย้ำว่า เมื่อรูปแบบของภัยพิบัติรุนแรงขึ้นจากสภาวะโลกร้อน การทำงานของมูลนิธิฯ จึงต้องปรับตัว

สำหรับฉากทัศน์ในอนาคตที่ต้องรับมือกับ Climate Change การเข้าช่วยเหลือไม่ได้หยุดอยู่แค่การมอบถุงยังชีพ แต่ขยายไปสู่การซ่อมแซม และสร้างบ้านใหม่ เช่น กรณีดินโคลนถล่มทับหมู่บ้านในหุบเขาที่นราธิวาส มูลนิธิฯ ได้ประสานงานระดับจังหวัดเพื่อแลกเปลี่ยนโฉนดที่ดิน ย้ายชาวบ้านไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า
นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม. ) ในการขอพิกัด (GPS) ของกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ เพื่อให้ทีมกู้ภัยสามารถพุ่งตรงเข้าไปค้นหาและช่วยเหลือได้ทันทีก่อนที่ภัยจะมาถึง โดยไม่ต้องรอระบุบ้านเลขที่ซึ่งมักจะจมอยู่ใต้น้ำ
“อำนาจไม่ใช่สาระสำคัญเลยในเรื่องนี้ ศรัทธาต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญ พอคนรู้สึกว่าเขาศรัทธาแล้วก็ทำด้วยความเต็มใจในภาวะที่เราร่วมกันถวายความจงรักภักดี ผมเชื่อว่าความจงรักภักดีที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ เรารักกัน แล้วเราก็ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอต่อไป“
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์กรบรรเทาทุกข์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งความหวัง การบูรณาการข้อมูล นวัตกรรม และความห่วงใยที่เชื่อมร้อยภาครัฐ เอกชน และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนในทุกยามยากอย่างแท้จริง
