บอกลาวิถี “ชิมน้ำ” ชูนวัตกรรมเซ็นเซอร์ IoT ลดผลกระทบน้ำเค็มสมุทรสงคราม

ชาวสมุทรสงครามหันมาติดเซ็นเซอร์ IoT เช็กความเค็มผ่านแอปฯ แบบเรียลไทม์ ใน ‘คลองซอย’ แทนการใช้ “วิธีชิมน้ำ”แบบในอดีต ทำให้ช่วยปิดประตูน้ำร่องสวนได้ทันเวลา ช่วงน้ำเค็มรุกหนักป้องกันสวนส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม เสียหาย เตรียมยกระดับแผนน้ำชุมชนสู่แพลตฟอร์มชาติ

จากอดีตที่เกษตรกรชาวสมุทรสงครามต้องพึ่งพาภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยการ “ชิมน้ำ” เพื่อทดสอบความเค็มก่อนสูบเข้าสวน ซึ่งมักเกิดความผิดพลาดและรู้ตัวช้าจนเผลอนำน้ำเค็มไปรดต้นไม้ สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจอย่างส้มโอและมะพร้าวน้ำหอมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้วิกฤตดังกล่าวถูกปลดล็อกด้วยแนวคิดของนักวิชาการและนักวิจัยที่นำเทคโนโลยี “เครื่องวัดความเค็มแบบเรียลไทม์” เข้ามาพลิกโฉมการจัดการน้ำ เปลี่ยนเกษตรกรที่เคยต้องตั้งรับ ให้มีข้อมูลที่แม่นยำและรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวบริหารจัดการกักเก็บน้ำจืดได้ทันเวลา

ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ หัวหน้าโครงการวิจัย แผนงานน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง และผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการลุ่มน้ำแม่กลอง กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาของเกษตรกรปลายน้ำคือ “ความไม่รู้” ว่าน้ำเค็มรุกคืบเข้ามาลึกแค่ไหน แม้กรมชลประทานจะมีสถานีวัดน้ำอยู่ประมาณ 4 จุด แต่ก็มีข้อจำกัดเพราะติดตั้งอยู่เฉพาะในตัวแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำแม่กลอง โดยมีจุดควบคุมหลักหน้า อ.อัมพวา ไม่ให้ความเค็มเกิน 2 กรัมต่อลิตร แต่ในความเป็นจริง สมุทรสงครามมีคลองซอยย่อยกว่า 300 คลอง บางสวนอยู่ลึกเข้าไปถึง 1-3 กิโลเมตร ข้อมูลจากแม่น้ำหลักจึงไม่เพียงพอ

“งานวิจัยนี้จึงเข้ามาอุดช่องโหว่ด้วยการติดตั้งสถานีตรวจวัดจำนวน 13 จุด กระจายตัวอยู่ตามคลองสาขาในตำบลต่างๆ เช่น ต.ปลายโพงพาง โดยเน้นติดตั้งไว้หน้าบ้านเกษตรกรเครือข่ายเพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาหัวเซ็นเซอร์”

สำหรับหลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้ เป็นชุดอุปกรณ์ที่มี “หัววัดความเค็ม” จุ่มลงในน้ำ ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ และส่งข้อมูลความเค็มผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือซิมการ์ดมือถือ เข้าสู่ระบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ด้วยต้นทุนเพียง 10,000 – 15,000 บาทต่อจุด แต่ทำให้เกษตรกรสามารถเปิดสมาร์ตโฟนเช็กระดับความเค็มจากที่บ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ชิษนุวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า การมีเซ็นเซอร์กระจายอยู่ในคลองซอย ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางข้อมูลที่สร้างประโยชน์มหาศาล เพราะธรรมชาติของน้ำทะเลจะมีการขึ้น-ลงวันละ 2 ครั้ง ข้อมูลเรียลไทม์ทำให้ชาวบ้านทราบทิศทางน้ำอย่างแม่นยำ ทันทีที่แอปพลิเคชันแจ้งเตือนว่าค่าความเค็มหน้าสวนเกินกำหนด เกษตรกรสามารถตัดสินใจ “ปิดประตูน้ำ” ได้ทันที และรอเปิดรับน้ำเข้าสวนเฉพาะช่วงที่น้ำจืดดันลงมา ทำให้สามารถกักเก็บน้ำจืดไว้ในร่องสวนได้เพียงพอตลอดทั้งปี

“การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถช่วยรักษาและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 800 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น นวัตกรรมนี้ยังเป็นการปลดล็อกอำนาจการตัดสินใจ คืนข้อมูลให้อยู่ในมือชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านสามารถวางแผนและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ชลประทานด้วยเหตุและผล นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน”

เปิดใจ “ลุงณรงค์” ใช้สมาร์ตโฟนคุมเข้มน้ำเค็ม กู้ชีพส้มโอ-มะพร้าว 3.5 ไร่ รอดพ้นวิกฤตโลกเดือด

ณรงค์ อินทรกับจันทร์ เจ้าของสวนผลไม้และพืชผักสวนครัว หมู่ 6 ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า มีเนื้อที่รวม 3 ไร่ครึ่ง ในอดีต ชาวสวนต้องพึ่งพา “การใช้ปากชิมน้ำ” เพื่อกะเกณฑ์ความเค็ม ซึ่งเป็นวิธีที่มีความเสี่ยง เพราะหากกะพลาดหรือรู้ตัวช้า ปล่อยให้น้ำเค็มทะลักเข้าสวนเพียงสัปดาห์เดียว พืชผักสวนครัวอย่างพริกจะยืนต้นตายทันที ขณะที่พืชหลักอย่างส้มโอจะได้รับผลกระทบหนัก ดอกร่วงหล่น ผลผลิตไม่สมบูรณ์ ลูกเล็กลีบ เปลือกหนา และเนื้อสีซีด ส่วนมะพร้าวน้ำหอมก็จะกลายเป็นลูกลีบไม่ได้คุณภาพ ซ้ำร้ายในบางครั้ง แรงงานที่จ้างมาดูแลขาดความเข้าใจ เผลอเปิดรับน้ำเค็มเข้าสวนโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ต้นไม้ดูดซับความเค็มและสร้างความเสียหายยาวนานเป็นปี

ปัจจุบัน “การเช็กแอปพลิเคชัน” ผ่านสมาร์ตโฟนในทุก ๆ เช้าแทน ข้อมูลระดับความเค็มแบบเรียลไทม์จะถูกส่งตรงเข้ามือถือ และทำหน้าที่แชร์ข้อมูลนี้ลงในกลุ่มไลน์เครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอและกลุ่มน้ำระดับตำบล เพื่อแจ้งเตือนให้เกษตรกรรายอื่น ๆ ทราบข้อมูลพร้อมกันสำหรับการจัดการน้ำในสวน

มีการตั้งเกณฑ์ความปลอดภัยไว้ที่ 1 กรัมต่อลิตร หากแอปพลิเคชันแสดงค่าความเค็มไม่เกินเกณฑ์นี้ จะถือเป็นช่วงน้ำจืดที่สามารถเปิดประตูน้ำปล่อยให้ไหลเข้าออกตามธรรมชาติ เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ร่องสวนได้ แต่ทันทีที่ตัวเลขขยับเกิน 1 กรัมต่อลิตร เขาจะทำการ “ปิดประตูท่อและปิดล้อมสวนทันที” เพื่อสกัดกั้นไม่ให้น้ำเค็มทะลักเข้ามา ควบคู่ไปกับการเน้น “กักเก็บน้ำจืด” ไว้ในร่องสวนอย่างเต็มที่ในช่วงที่น้ำยังดี เพื่อสำรองไว้ใช้อุปโภคและรดน้ำพืชผักตลอดทั้งปี โดยเฉพาะส้มโอที่ไม่ได้ต้องการน้ำมาก ก็จะใช้วิธีรดน้ำให้พอชุ่มชื้นเพียงวันเว้นวัน

“การมีข้อมูลที่แม่นยำอยู่ในมือ ไม่เพียงแต่ทำให้การบริหารจัดการสวนง่ายขึ้นทุกส่วน แต่ยังช่วยการันตีคุณภาพผลผลิตอย่างเห็นได้ชัด ส้มโอหมู่ 6 ปลายโพงพาง มีรสชาติที่โดดเด่น หวานฉ่ำ จนมีลูกค้ามารอรับซื้อถึงหน้าสวนและสั่งจองล่วงหน้าในราคากก.ละ 50-70 บาท ชนิดที่เรียกว่า มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย”

ปัญหาในขณะนี้ ไม่ใช่น้ำเค็มรุกเข้าสวนแบบไม่รู้ตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาสภาพอากาศร้อนจัดจากเอลนีโญ ที่ทำให้ใบส้มโอไหม้และดอกร่วง ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตโดยรวมของปีนี้ลดลงเหลือเพียง 30%

ไพศาล ครุฑวัฒนา ประธานสภาอบต.ปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

อบต.ยุคดิจิทัล ใช้ Data จัดทำแผนที่น้ำและดึงงบประมาณ ยุติข้อขัดแย้ง “ใครวิกฤตกว่า ได้ก่อน”

ไพศาล ครุฑวัฒนา ประธานสภาอบต.ปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า หลังจากได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับทีมนักวิจัยท้องถิ่น โดยได้นำแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องมาเป็นเครื่องมือหลักในการจัดทำแผนที่ทางน้ำ สมาชิก อบต. ทั้ง 9 หมู่บ้าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองช่าง ได้ลงพื้นที่เดินสำรวจลำกระโดงหรือที่ชาวบ้านเรียกลำประโดงและคลองซอยต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยแอปพลิเคชันยังใช้บันทึกข้อมูลความกว้าง ความยาว ความลึกของคลอง พร้อมแนบภาพถ่ายสภาพปัจจุบัน ตลอดจนปักหมุดจุดที่มีปัญหาตื้นเขินและระบุชื่อผู้สำรวจไว้อย่างชัดเจน สร้างเป็น Big Data โครงข่ายน้ำที่แม่นยำของทั้งตำบล

ข้อมูลชุดนี้กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่พลิกโฉมการจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่น เพราะเมื่อทุกอย่างแสดงผลบนแผนที่เดียวกัน ทุกคนจะเห็นภาพรวมทั้งหมดว่าลำกระโดงไหนวิกฤตที่สุด พอเราได้ทำเรื่องแผนน้ำและมีข้อมูลชุดเดียวกัน เวลาใครจะเสนอของบประมาณขุดลอกคลองในสภาฯ มันก็จะบิดเบือนจากข้อมูลไม่ได้ เราเห็นภาพรวมว่าลำกระโดงไหนตื้นเขินและวิกฤตต้องแก้ก่อน ทำให้ลดข้อขัดแย้งในชุมชน เมื่อทุกคนเห็นข้อมูลเหมือนกันบนเวทีประชาคม หากคลองหมู่บ้านอื่นมีปัญหาหนักกว่า เราก็พร้อมจะเข้าใจและรอคิวได้ เพราะทุกอย่างพูดคุยกันด้วยเหตุและผล

บริหารทรัพยากรจำกัด ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ ยกระดับแผนน้ำชุมชน สู่แพลตฟอร์มชาติ “Thai Water Plan”

ไพศาล กล่าวอีกว่า ต.ปลายโพงพาง มีคลองซอยและลำกระโดงเชื่อมต่อกันความยาวนับสิบกิโลเมตร แต่ อบต. มี “เรือตัก” (รถแบ็กโฮเรือสำหรับขุดลอกคลอง) เพียงลำเดียว การเคลื่อนย้ายเรือข้ามคลองในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่าย เมื่อมีแผนที่น้ำที่ชัดเจน อบต. จึงสามารถวางแผนเส้นทางการขุดลอกลอกคลองและกำจัดผักตบชวาได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ไม่ต้องย้ายเรือกระโดดข้ามไปมา ช่วยประหยัดทั้งงบประมาณและเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่

ความสำเร็จของการมีระบบฐานข้อมูลน้ำระดับท้องถิ่น ยังนำไปสู่การบูรณาการงบประมาณแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) โครงการใดที่อยู่ในศักยภาพ เช่น การขุดลอกลำกระโดงขนาดเล็ก หรือการซ่อมแซมจุดย่อย อบต. สามารถดึงข้อมูลมาตั้งงบประมาณดำเนินการแก้ไขได้ทันที

แต่สำหรับคลองหลักที่กว้าง ใช้งบประมาณสูง หรือเป็นคลองคาบเกี่ยวพื้นที่ตำบลอื่น ข้อมูลที่ผ่านการสำรวจอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานอ้างอิงเชิงประจักษ์นี้ จะถูกส่งต่อและบรรจุเข้าสู่ ระบบแผนผังน้ำระดับชาติ (Thai Water Plan) เพื่อขอรับการอุดหนุนงบประมาณจากส่วนกลาง ซึ่งการมีข้อมูลที่แน่นหนา จะทำให้การของบประมาณจากภาครัฐมีน้ำหนักและโอกาสผ่านการอนุมัติสูงขึ้น

บูรณาการชลประทาน ปรับแผนการระบายน้ำร่วมกับชุมชน

ลภณพัฒน์ โรจนอัศวหิรัญ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานสมุทรสงคราม ระบุว่า ภารกิจหลักคือการควบคุมค่าความเค็มที่หน้า อ.อัมพวา ไม่ให้เกิน 2 กรัมต่อลิตร โดยประสานการปล่อยน้ำจืดจากท้ายเขื่อนแม่กลองลงมาผลักดันสมุทรสงครามเป็นพื้นที่ซับซ้อน จะใช้หลักวิศวกรรมบริหารอย่างเดียวไม่ได้

แต่เราโชคดีที่ประชาชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำที่นี่มีความรู้ เมื่อเขามีข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในคลองซอย เขาจะแจ้งปัญหาและเสนอแนะวิธีแก้มาด้วย ทำให้เราวางแผนระบายน้ำได้ตรงจุด ซึ่งปกติเราปล่อยน้ำจืดที่ 60-80 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แต่ถ้าเค็มจัดอาจต้องเพิ่มเป็นร้อย และในอนาคตกำลังจะมีการสร้างอาคารระบายน้ำเพิ่มเพื่อดึงน้ำเค็มลงทะเลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รศ.บัญชา ขวัญยืน รองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา คนที่ 1 และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ

ข้อเสนอนโยบายระดับชาติ กติกาที่เป็นธรรมและ AI พยากรณ์น้ำ

รศ.บัญชา ขวัญยืน รองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา คนที่ 1 และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในอนาคต คือการยกระดับสู่ข้อเสนอนโยบายระดับลุ่มน้ำ เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำต้นน้ำและปลายน้ำ

“ในอดีตเคยมีการทะเลาะกันรุนแรงเพราะการระบายน้ำไม่สอดคล้องกับน้ำทะเลหนุน เรากำลังทำข้อตกลงผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำให้เป็นกติกาถาวร ว่าในช่วงฤดูแล้ง หากน้ำทะเลหนุนสูง จะต้องปล่อยน้ำจืดมาผลักดันเท่าไหร่ เพื่อเป็นมาตรฐานให้ผู้บริหารจัดการน้ำยึดถือ”

รศ.บัญชา ขวัญยืน ยังเผยถึงก้าวต่อไปของการจัดการน้ำไทย คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในปี 2569-2570 เราจะร่วมกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น นำระบบ AI เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ ชาวบ้านจะไม่ต้องคาดเดา แต่จะรู้สถานการณ์เป๊ะๆ ว่าต้องปิด-เปิดน้ำเมื่อไหร่ ท้ายที่สุด ท่ามกลางภาวะโลกร้อน ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค ต้องมีวินัยในการใช้น้ำ มีแหล่งกักเก็บน้ำสำรอง และโจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้เราใช้น้ำเท่าเดิม หรือน้อยลง แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกำไรได้มากขึ้น


“สมุทรสงครามโมเดลสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับวิกฤตโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่สามารถพึ่งพาการสั่งการจากบนลงล่าง (Top-Down) ได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้ฐานราก สร้างชุดข้อมูลที่โปร่งใส นำไปสู่การจัดทำแผนที่ระดับท้องถิ่น และเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐ นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะปลดล็อกนโยบายน้ำของประเทศไทย ให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง สู่ความมั่นคงทางทรัพยากรและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active