สภาคุ้มครองฯ เห็นชอบตั้งทีมเฉพาะกิจ เร่งทำข้อมูล ชงรัฐบาล เยียวยาผลกระทบภัยพิบัติชุมชนชาติพันธุ์

ระบุ ชุมชนชาติพันธุ์ได้รับผลกระทบภัยพิบัติขณะนี้ 16 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี เชียงใหม่ เพชรบุรี น่าน ประจวบฯ นครนายก ราชบุรี รวม 1,316 ครัวเรือน โหวตตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” ของสภาคุ้มครองฯ ทำงาน เชื่อมประสานวอร์รูมรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำท่วม ทำแผนรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ เน้นส่วนร่วมของชุมชน สอดรับกับองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิถีดั้งเดิม  

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 การประชุม สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 โดยมีสมาชิกสภาคุ้มครองฯ จำนวน 211 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) 

เกรียงไกร ชีช่วง สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนกะเหรี่ยงโพล่ง ขอใช้อำนาจตามมาตรฐาน 28 ข้อที่ 10 เรื่องการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตน้ำหลากและน้ำท่วม ซึ่งแม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงสถานการณ์มีการชะลอในส่วนของปริมาณน้ำ หรือมวลน้ำบางส่วน แต่ตอนนี้คงทราบดีว่า ปริมาณน้ำในส่วนของการกักเก็บ หรือการแช่ยังเป็นผลผลกระทบต่อพี่น้อง  

ในขณะที่กระบวนการของการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกระจายไม่ทั่วถึง ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังตั้งรอร์รูมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินเรื่องของความสูญเสียเพื่อที่จะช่วยเหลือเยียวยา จึงกำลังเรียกร้องเพื่อนสมาชิก เพื่อให้พี่น้องของเราสามารถเข้าถึงการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและลดการสูญเสียตรงนี้ โดยจะต้องช่วยกันทำรายละเอียดเพื่อส่งต่อไปยังปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เสนอไปที่วอร์รูมรัฐบาล ซึ่งกำลังรับเรื่องอยู่

“สถานการณ์ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์ จากข้อมูลอนุกรรมการฝ่ายจัดทำข้อมูลของ สภาคุ้มครองฯ พบว่ามีชุมชนชาติพันธุ์ได้รับผลกระทบใน 16 พื้นที่ 6 จังหวัด ทั้ง แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี เชียงใหม่ เพชรบุรี น่าน ประจวบคีรีขันธ์ นครนายก และราชบุรี รวม 1,316 ครัวเรือน บาดเจ็บเสียชีวิตราว 94 คน”

เกรียงไกร ชีช่วง

จึงอยากให้ได้เห็นว่าพื้นที่เสี่ยงภัยหรือเจอวิกฤตส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่พื้นที่สูง แต่พี่น้องคือที่พื้นราบ อย่างชาวลาวเวียง ก็ได้รับผลกระทบ คือความสูญเสียและมีบ้านหนึ่งที่ไหลไปกับน้ำ เส้นทางถูกตัดขาด คอสะพานต่างๆเสียหาย และหลายหมู่บ้านตอนนี้ไม่สามารถติดต่อออกมาจับจ่าย หาเสบียงเพื่อการยืนอยู่ระยะน้ำที่กำลังหลากหรือว่าขังอยู่

เส้นทางสัญจร ระบบประปา ไฟฟ้า หรือสัญญาณโทรศัพท์ต่างๆมีปัญหา การส่งข่าวต่างๆกระทบไปสูการนำผู้สูงอายุเด็กอ่อนที่มีการเจ็บป่วยต่างๆที่เป็นชาติพันธุ์ไปยังโรงพยาบาล  ซึ่งในภาวะปกติก็อยู่ห่างไกลอยู่แล้ว อันนี้เป็นอุปสรรคอย่างมาก

นี่คือภาพสถานการณ์เหมืองสองท่อ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี น้ำป่าหลากท่วมชุมชนโพล่ง มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และพื้นที่บ้านกองม่องทะ อ.สังขละบุรี โดนผลกระทบจากน้ำจากเขื่อนเอ่อล้นขึ้นมา 8 หลังคาเรือน ที่เพิ่มเติมข้อมูลมาล่าสุด

ดังนั้นด้านที่ 2 จึงจะต้องช่วยกันประมวลข้อมูล โดยคณะอนุข้อมูลช่วยกันการรับรองเบื้องต้น แต่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกแต่ละจุดช่วยกันเพิ่มเติยืนยันข้อมูลสถานการณ์

“เราไม่ได้มานั่งห้องเแอร์เย็น ๆ เฉย ๆ แต่พวกเรากังวลเรื่องในพื้นที่ ผมขอเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจของสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ เพื่อทำงานเชื่อมประสานกับวอร์รูมรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติในขณะนี้ พร้อมจัดทำแผนเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและชาติพันธ์ชนเผ่าพื้นเมือง ให้สอดรับกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาวิถีดั้งเดิมในการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติ”

เกรียงไกร ชีช่วง

หลายคนอาจมีคำถามว่า ในอดีตที่ผ่านมาหลาย 10 ปี หลาย 100 ปี ทำไมเราไม่เจอขนาดนี้ นั่นหมายความว่าตอนนั้นเรามีศักยภาพ มีอธิปไตยทางภูมิปัญญา มีวิธีที่รักษาสมดุลย์ทางธรรมชาติ แต่วันนี้สิ่งที่กฎหมายต่าง ๆ มอบอำนาจให้ส่วนกลางตัดสินใจหมดเลย แล้วผลักพวกเราออกมา และเวลาเกิดวิกฤตก็จะกลายเป็นว่าพวกเราเป็นส่วนสุดท้ายที่จะเข้าถึงกระบวนการเยียวยาต่าง ๆ จึงขอเสนอหารือขอมติแบบเร่งด่วนจากที่นี่น้องสมาชิก

ชง นายกฯ-วธ. เยียวยาชาวบ้านได้รับผลกระทบภับพิบัติ

ขณะที่ วิทวัส เทพสง สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนชาวมอแกลน เสนอเพิ่มเติมให้สภาคุ้มครองฯ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

  1. ให้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมติคณะรัฐมนตรี เรื่องสนับสนุนองค์ความรู้วิจัยสาธารณะ

  2. ระบบข้อมูลสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

  3. ระบบกองทุนภัยพิบัติ ตั้งขึ้น 3 ระดับ คือ ระดับชาติ จังหวัด และ ระดับพื้นที่ เพื่อเสริมบทบาทกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นให้เข้ามาช่วยเหลือและการปรับปรุงกฎหมายโครงสร้าง

“ทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.ซึ่งมีความขัดข้องเวลาเกิดภัยพิบัติ เพิ่มประเด็นการกัดเซาะฝั่งเป็นภัยพิบัติ ประกาศรับรองชุมชนท้องถิ่น”

วิทวัส เทพสง

จี้ทลายข้อจำกัดการแก้ปัญหา-ช่วยเหลือ ล่าช้า

ถนัด จะสุ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนปกาเกอะญอ สะท้อนปัญหาชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน และหินลาดนอก จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลากพัดชุมชนและโรงเรียนเสียหายหนัก ในปี 2567 สะท้อนการแก้ปัญหาที่มีความล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อจำกัดกฎหมายที่ชุมชนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งแม้มีเอกชนบริจาคเงินช่วยเหลือซ่อมแซมอาคาร 6 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้เพราะติดในที่ป่าอนุรักษ์ 

ร้องขอแหล่งน้ำสะอาดในพื้นที่เสี่ยงมลพิษเหมืองปนเปื้อนข้ามแดน

แสงระวี สุวีรการย์ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนไทใหญ่ อภิปรายสนับสนุนข้อมูล โดยชี้ให้เห็นปัญหาบ้านเกิด ในตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่พบสารปนเปื้อนจากการทำเหมืองกระทบต่อเนื่องต้งแต่ จาก.เชียงราย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ 12 ชนเผ่าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติสองปีแล้ว แต่ไม่ไสามารถเข้าถึงเรื่องของน้ำสะอาด จึงเรียกร้องขอแหล่งน้ำสะอาดสำหรับคนในพื้นที่ เพราะว่าน้ำสะอาดเป็นปัจจัยพื้นฐานของสุขภาพดี 

“ด้วยสถานการณ์พื้นที่เขตป่าสงวน และเขตป่าอุทยานทำให้ไม่สามารถเจาะน้ำบาดาลซึ่งเป็นแหล่งน้ำปลอดภัยให้กับคนในพื้นที่ได้ เพราะในพื้นที่เสนอขอแหล่งน้ำปลอดภัยหรือแหล่งกักเก็บน้ำ อ้างว่าเรามีน้ำธรรมชาติอยู่แล้ว จึงถูกปฏิเสธ ไม่มีงบประมาณ แต่ที่ทางภาครัฐเสนอให้ เช่นโครงการฝ่ายดักตะกอน และตอนนี้กำลังศึกษาหลายโครงการมากับงบประมาณ ก็กลายเป็นคำถามของคนในที่ว่าอันไหนควรเป็นเรื่องเร่งด่วน อันไหนไม่ควรเป็นเรื่องด่วนและควรเก็บไว้ทีหลัง สำหรับในพื้นที่อยากจะขอน้ำปลอดภัยแล้วก็อาหารปลอดภัย ขอให้หน่วยรัฐตั้งคณะกรรมการเพื่อที่จะมาดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและพิสูจน์เยียวยาคนในพื้นที่”  

แสงระวี สุวีรการย์

จากนั้นประธานเปิดให้สมาชิกลงมติสนับสนุนญัติดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นมีจำนวนสมาชิกในห้องประชุม 121 คน โหวตเห็นชอบ 117 คน ให้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจของสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ขึ้นมา เพื่อทำงานเชื่อมประสานกับวอร์รูมรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติในขณะนี้ พร้อมจัดทำแผนเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและชาติพันธ์ชนเผ่าพื้นเมือง ให้สอดรับกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาวิถีดั้งเดิมในการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active