ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เผย หลายประเทศปรับมาตรการใหม่เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อเท่าทันภัยหลายรูปแบบ ด้าน นักวิชาการด้านภัยพิบัติ ย้ำ สังคมไทยควรเรียนรู้การเตรียมตัวต่อภัยพิบัติให้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่แค่ห่วงเรื่องกักตุนอาหาร แต่ยังรวมถึงมิติอื่น ๆ ที่ทำให้คนธรรมดาอยู่รอดได้ในยามฉุกเฉิน
ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายประเทศออกประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นไว้ใน 72 ชั่วโมง รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
รศ.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ไว้ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ในรายการตอบโจทย์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ว่าการออกประกาศเช่นนี้ เป็นการปรับมาตรฐานใหม่ ของการเตรียมตัวรับมือเหตุฉุกเฉิน
การปรับตัวนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น รศ.ปณิธาน ระบุว่าเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้อนุมัติแผนการเตรียมพร้อมฉบับใหม่ ซึ่งยกระดับความเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนและติดตามของรัฐให้ทันท่วงทีกว่าเดิม
ทั้งนี้ การปรับตัวดังกล่าว มาจากการประเมินว่าภัยคุกคามในอนาคตนั้นอาจจะมีความรุนแรงขึ้นในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติ ภัยคุกคามที่มาจากโลกไซเบอร์ ภัยจากโรคร้าย และภัยจากสงครามที่ประเทศฝั่งยุโรปเองกำลังเผชิญอยู่มาเป็นเวลานาน
“เขามองไปถึง 4 ปีข้างหน้า ปี 2030 ว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วเขาก็เริ่มให้บรรดาสมาชิกสหภาพยุโรปเริ่มดำเนินการแล้ว ปีนี้เราก็ได้เห็นความคึกคักในการดำเนินการหลายรูปแบบ ทั้งเพิ่มการศึกษาเรื่องนี้ในโรงเรียน ปรับโครงสร้างการประสานงาน”
จะเห็นได้ว่าประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป ก็ออกมาทำมาตรการคู่ขนานกันไปด้วย ในอังกฤษเองก็มีการเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและเตรียมตัวมากขึ้น และเตรียมให้ยาวขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 2-3 วัน ก็ยกระดับเป็น 5-7 วัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่ภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศอีกด้วย ว่าหากมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ประชาชนจะเจอข้อจำกัดอย่างไรบ้าง
ขณะเดียวกันแผนการรับมือฉุกเฉินของบางประเทศออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว ล่าสุดในญี่ปุ่นที่แนวทางการรับมือเหตุฉุกเฉินนั้นเป็นเพราะเพื่อให้เตรียมมือรับมือกับแผ่นดินไหวทั่วไป และให้ประชาชนทั่วไปเตรียมตัวเพื่อลดภาระเจ้าหน้าที่ ที่จะหันไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ก่อน
เช่นเดียวกันกับในฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน ที่เตรียมตัวเพื่อรับมือกับภัยหนาวอย่างรุนแรงและภัยทางไซเบอร์ โดยอย่างน้อยประชาชนควรดูแลตัวเองให้ได้ก่อนภายใน 72 ชั่วโมง-1 สัปดาห์
ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่า ความรุนแรงจากภัยฉุกเฉินจะส่งผลกระทบมากกว่าที่ผ่านมา มาตรการเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือที่เอาไว้รับมือเบื้องต้น แต่ไม่ได้เป็นบอกว่ามีเหตุฉุกเฉินกำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้
ในหลายปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เรายังได้เห็นปัญหาสงครามทั่วโลกที่กำลังอยู่ในช่วงปะทะ ไปจนถึงค่อย ๆ ก่อตัว ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็เป็นชนวนอย่างหนึ่งที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ หันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวต่อภัยฉุกเฉิน
รศ.ปณิธาน มองว่า ใกล้บ้านเราเองก็มีเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังนั้นก็คือความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงพลังงาน เส้นทางคมนาคม อย่างความขัดแย้งของจีนและฟิลิปปินส์ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจับตามมอง
ถอดบทเรียนสถานการณ์โลกสู่การรับมือในไทย
กลับมามองที่ประเทศไทย รศ.ปณิธาน กล่าวว่าที่ผ่านมาสำนักงานสภาความมั่นคง ซึ่งเป็นแกนหลักในเตรียมเรื่องภัยฉุกเฉิน ได้มีแผนการบริหารสถานการณ์วิกฤตอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2556 และไม่นานมานี้ก็มีการซ้อมแผนดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เป็นการซ้อมที่อาจจะยังไม่ได้เข้ากับภัยในยุคใหม่เท่าที่ควร และเป็นการซักซ้อมที่ส่วนใหญ่จะทำให้ห้องปฏิบัติการมากกว่าสถานที่จริง
“เราก็จะต้องประเมินของเราเองให้ดี อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรจะประมาท การเตรียมความพร้อมให้กับภาคประชาชนทำได้ 2-3 ส่วน ส่วนหนึ่งก็ทำโดยรัฐ ต้องทำมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็ทำโดยภาคประชาสังคม อาสาสมัครและ 2 ส่วนนี้จะต้องอยู่ร่วมกัน”
ซึ่งแม่งานก็ควรจะเป็น สำนักงานสภาความมั่นคง ในมิติการซักซ้อมและประสานงานในส่วนของนโยบาย ส่วนฝั่งงานปฏิบัติเป็นหน้าที่ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ที่ควรจะเชื่อมโยงทุกระบบเข้าไว้ที่เดียวกัน รศ.ปณิธาน มองว่าปัจจุบันที่มีการเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายแค่ในประเทศมันยังไม่พอ แต่ต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศให้ได้ด้วย เพราะบ่อยครั้งที่ภัยคุกคามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สารพิษในแม่น้ำ ไฟป่า ควันพิษ
“ถ้าเราไปดูกฎหมายที่ ปภ. มีอำนาจ เราจะเห็นได้ว่าเขาไม่ได้มีอำนาจครอบคลุมทั้งหมดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ต้องกลับไปที่สภาความมั่นคง และการประสานงานของเขาก็อยู่ในขอบเขตของกลุ่มภาคีปกติซึ่งถูกออกแบบมาหลายสิบปีแล้ว ในปัจจุบันมันขยาย อย่างเช่น เรื่องของไซเบอร์ ถ้าจะบอกว่า ปภ. ต้องเข้าไปช่วยกู้ภัยไซเบอร์มันก็จะดูแปลกมาก ทั้งที่มันเป็นภัยสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่ง ถ้าเราไม่สามารถสื่อสารได้ การกู้ภัยอาจจะทำแทบไม่ได้”
ความท้าทายต่อมาคือประเทศไทยพร้อมที่จะลงทุน หรือปฏิรูปเพื่อเตรียมตัวต่อภัยพับัติอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และที่สำคัญรัฐได้บริหารความน่าเชื่อถือที่มีต่อประชานแล้วหรือยัง เพราะในยามวิกฤตความน่าเชื่อถือของรัฐส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมาก
“เราต้องไปกู้ตรงนั้น (ความเชื่อใจ) กลับมาด้วย ว่าจะสื่อสารยังไง จะทำยังไงให้ประชาชนกลับมาไว้ใจระบบของรัฐ รัฐจะต้องปรับตัวปรับการสื่อสารยังไง และจะต้องพุ่งเป้าไปอย่างเป็นรูปธรรมยังไง ทำให้เห็นนะว่ามันได้ประโยชน์จากการปรับตัว จากการเตรียมตัว จากการทำเรื่องที่ไม่ปกติให้ปกติ ไม่ใช่ภาระ”
ในความเห็นของ รศ.ปณิธาน การเตรียมตัวต่อภัยฉุกเฉินอย่างนน้อย 72 ชั่วโมง จะกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความปกติใหม่ (New Normal) ที่ประชาชนและรัฐจะต้องปรับตัวไปพร้อมกัน บทเรียนจากหลายประเทศทำให้ไทยเรียนรู้ว่า ถึงเวลาที่ต้องกันไว้ดีกว่าแก้ ไม่ใช่นั้นจะเราอาจจะแก้อะไรไม่ทันเลย
เสียงสะท้อนการตอบสนองของรัฐบาล
ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระด้านภัยพิบัติ สะท้อนถึงวัฒนธรรมสังคมไทยที่มีต่อการรับมือภัยพิบัติ โดยมองว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังติดกรอบที่ว่าการเตือนภัย เท่ากับการแช่งให้เกิด จึงนิ่งนอนใจและไว้วางใจกับการทำงานของรัฐบาลมากไป ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลเองก็ไม่สามารถจัดการได้กับทุกภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลยังมีแนวคิดที่มองว่าการเตือนภัยเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดการของรัฐ ศิรินันต์ มองว่าสิ่งนี้คือการทำประชานิยม ที่ส่งผลให้ประชาชนไม่มีความพร้อมในการจัดการตัวเอง
“ปัจจุบัน กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ของเราเองก็มีคู่มือ มีการรณรงค์ในเรื่องของการส่งเสริมให้มีการจัดกระเป๋า เตรียมพร้อม 72 ชั่วโมง แต่พอมันเป็นมิติการเมือง มันก็เลยไม่ได้ถูกโปรโมทให้มีการเตรียมตัวระดับปัจเจกมากขึ้น หรือมีคนเตรียมตัวระดับปัจเจกมากขึ้นก็กลายเป็นว่าไม่ไว้ใจรัฐบาล”
ศิรินันต์ ย้ำว่า การเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ และที่สำคัญก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน สังคมไทยควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าการเตรียมพร้อมเป็นเรื่องเท่ มากกว่าที่จะด้อยค่าว่าเป็นพวกตื่นตระหนก
ในมุมมองของ ศิรินันต์ การตอบสนองของรัฐบาลต่อสถานการณ์ในตอนนี้ ทำให้รู้สึกว่ากำลังถดถอย เพราะการเตรียมพร้อมไม่ได้หมายถึงแค่การกักตุนอาหารตามที่นายกฯ ได้กล่าวถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารเอาไว้ แต่มันรวมถึงมิติอื่น ๆ ที่ทำให้คนธรรมดาอยู่รอดได้ในยามฉุกเฉิน
“เคยมีคนช่วยคิด ช่วยคำนวณไหมว่า ถ้าเตรียมพร้อม มันแปลว่าจะให้อยู่ได้จริง มันมีสูตรหรือว่ามีอะไรช่วยคำนวณได้บ้างว่า ประชาชนต้องทำอะไร แล้วฉากที่เขาต้องเจอคืออะไร สิ่งเหล่านี้ไม่มี มีแต่สูตรสำเร็จที่บอกว่า มีน้ำ มีไฟฉาย มีแบตเตอรี่สำรอง มีเอกสารราชการ แต่คุณต้องเจออะไรบ้าง นี่คือสิ่งที่เราไม่เคยซ้อม”
ศิรินันต์ กล่าวอีกว่า การเตรียมตัวต่อสถานการณ์ฉุกเฉินควรเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต และทุกคนควรมีทักษะนี้ แม้กระทั่งในโรงเรียนก็ควรมีการสอนให้เด็กรู้จักการแพ็กกระเป๋าฉุกเฉินไว้เพื่อเตรียมรับมือทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในโลกที่กำลังเจอกับความแปรปรวนเช่นนี้
ภัยคุกคามที่ควรจับตามองมากขึ้น ศิรินันต์ มองว่าคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่ผ่านมามีหลายประเทศเจอกับการเจาะระบบการเงิน ที่ทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ไปได้พักใหญ่ ซึ่งก็เสี่ยงกับพฤติกรรมของคนไทยที่พึ่งพิงระบบการเงินในออนไลน์เป็นหลัก
