นักวิชาการเตือนโลกรวนทำกรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมสูงถึง 40-96% เรียกร้องให้รัฐเลิก “ถอดบทเรียน” แล้วหันมาปฏิรูประบบรับมือภัยพิบัติ ปรับระบบเตือนภัย เปิดทางให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น
วันนี้ (7 ต.ค. 2569) ราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รศ.สิตางคุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ในภาวะการบริหารจัดการน้ำมี 2 ภาวะคือ ภาวะปกติที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็จะมีหน่วยงานปกติที่ทำหน้าที่ไปคือ กรมชลประทาน ก็จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร กรมอุตุนิยมวิทยาก็คาดการณ์พยากรณ์ฝน
แต่เมื่อมมีแนวโน้มที่จะมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น ก่อนเกิดหน่วยงานใดที่ควรจะรู้ ปกติกรมอุตุนิยมวิทยาต้องรายงานข้อมูลอากาศ คาดการณ์ฝน แต่การคาดการณ์ว่าจะมีภาวะวิกฤตคือ สนทช. ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. น้ำฯ ปี 2561 ซึ่ง สนทช. จะเป็นเจ้าภาพฝั่งน้ำ จะเอาข้อมูลทั้งหมดด้านน้ำที่อยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ รวบรวมแล้วประเมินล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นได้บ้าง โดยต้องทำตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ต้องมีการวางแผนจัดเส้นทางจราจรให้น้ำ เช่น การเตรียมการพร่องน้ำจากเขื่อน ซึ่งปีที่แล้วทำ แต่ปีนี้ไม่ได้ทำ

ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้ฝนจะมาวันที่ 9-11 ตุลาคม แต่ไม่ได้มีอะไรกังวลใจ นอกจากพื้นที่นอกคันที่บางบาล คิดว่าน้ำจะอยู่กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปอีกถึงสิ้นเดือนตุลาคม โดยกรุงเทพฯ จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือ แม้ว่าจะมีน้ำหนุนช่วงวันที่ 7-9 ตุลาคม นี้ แต่กรุงเทพฯ ก็ต้องระวังฝนในพื้นที่ ซึ่งช่วงนี้ไม่มีอะไรแล้ว ที่มีการประกาศว่า อย่าเพิ่งเอาของลงให้อยู่ไว้ที่เดิม คงไว้อย่างนั้นก่อน อย่าเพิ่งยกของลง จนกว่าจะเลยกลางเดือนตุลาคมไปแล้ว ส่วนที่ภาคใต้ก็ให้เตรียมรับสถานการณ์ได้เลย โดยเฉพาะช่วง 1-2 วันนี้ ที่ปัตตานี-นราธิวาส ส่วนที่หาดใหญ่ยังไม่ได้มีอะไรที่จะสบายใจได้เลย แม้นายกรัฐมนตรีจะลงไปหลายรอบ
นอกจากนี้ เสนอ SITANG MODEL หยุดดันโครงการเก่า เปลี่ยนวิธีคิด ใช้ AI และธรรมชาติช่วยบริหารน้ำ
S: Stop Pushing Old Project หยุดผลักดันโครงการที่คิดขึ้น 20-30 ปีที่แล้ว ยังมีโปรเจกต์ที่อยู่ในท่ออีกเยอะมากที่รอมาขออนุมัติงบ บางโครงการคิดไว้ตั้งแต่ปี 2554 ขอให้หยุดผลักดันโครงการเดิม ๆ เมื่อหลายปีไว้ก่อน
-I: Investigate Ourselves สำรวจ ทบทวนต้นทุนที่มีทั้งหมดใหม่ ว่ารัฐใช้งบประมาณไปกับอะไร ที่ผ่านมามีการสร้างโครงการต่าง ๆ เยอะมาก แล้วมาสำรวจว่าในพื้นที่มีโครงสร้างอะไรบ้าง อะไรที่ยังไม่มี
-T: Thinking New คิดใหม่บนบริบทจริงที่เปลี่ยนไป คือเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการ เพื่อทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง
-A: Artificial Intelligence Unit ใช้เทคโนโลยีเอไอช่วยสนับสนุนการตัดสินใจจัดการ
-N: Nature-based Solution มุ่งทางออกที่เอื้อวิถีธรรมชาติ มากกว่าพยายามเอาชนะธรรมชาติ
-G: Gather Public-Private Participation
เตือนโลกรวนเร่งวิกฤตน้ำท่วม กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ 40-96% หากไม่เร่งรับมือ
ด้าน สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือสภาวะโลกรวน ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนปัจจุบันที่ส่งผลถึงอนาคต พบว่าเกิดผลกระทบเช่น หิมะกำลังละลายเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศเนปาล รวมถึงที่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ ตอนนี้ละลายรวมกันประมาณ 12.5 ล้านล้านตัน ที่เป็นข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ของต่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ
ในปี 2573 เป็นหมุดหมายระยะสั้น จุดเริ่มต้นความผันผวนและภาวะสุดขั้ว หากไม่มีการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ภัยพิบัติที่เห็นได้ชัดในเอเชียคือภัยแล้ง สลับกับน้ำท่วมฉับพลัน เอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่นจะเผชิญภัยแล้งบ่อยและรุนแรงขึ้น ขณะที่เอเชียกลางจะมีปริมาณความชื้นและฝนเพิ่มขึ้น คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเจอมรสุมแปรปรวน ฝนตกหนักขึ้นในระยะเวลาสั้น ส่งให้เกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก
สำหรับประเทศไทยในปี ค.ศ. 2030 หรือ 2573 มีความเสี่ยงที่ร้ายแรงสุดในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการเตือนจากองค์การระดับโลกทั้งเวิลด์แบงก์ กรีนพีซ อุตุนิยมวิทยาโลก เตือนไว้ว่าหากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดี กรุงเทพฯ อาจจะมีพื้นที่จมน้ำหรือเสี่ยงต่อน้ำท่วมสูง 40% ถึง 96% ส่วนภัยพิบัติที่คาดจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากเมืองกำลังทรุด โดยทรุดปีละ 1-2 เซนติเมตร เพราะมีการสร้างตึกต่าง ๆ เยอะ ทำให้เวลาน้ำขึ้นจะเห็นได้ว่า น้ำขึ้นสูงมาก
อยากบอกว่าเราไม่ต้องไปถอดบทเรียนแล้วแต่ต้องปฏิรูป ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่ามันล้มเหลว ดูได้จากสี่เหตุการณ์ ทั้งที่หาดใหญ่ เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ แล้วจะไปถอดบทเรียนไปทำไม คุณไปปฏิรูปเลย และต้องปฏิรูปหมด แต่ไม่ต้องทำแบบเดิม ๆ ทำหนังสือราชการหรือออกแถลงการณ์อะไร
“อย่างการสื่อสารของกรมอุตุนิยมวิทยาในการพยากรณ์อากาศ พูดจาไม่รู้เรื่อง ผมยังไม่รู้เรื่องเลย ที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาบอก ผมก็เชื่อราชการที่บอกว่าเอาอยู่ บ้านผมเลยน้ำท่วม อย่างที่ญี่ปุ่นที่ฝนตกหลายวันทำไมน้ำไม่ท่วม เพราะเขาทำไว้ดี ซึ่งก็เสนอว่าให้ไปก๊อปปี้มาเลย ไม่ต้องไปคิดใหม่แล้ว”
“เราจะต้องทำเชิงรุก ไม่ใช่ไปตั้งรับแล้วก็เยียวยาแบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว มันต้องเชิงรุก แล้วก็การคาดการณ์ต้องแม่นยำ ต้องให้ประชาชนเข้มแข็ง ต้องกระจายอำนาจด้วย หลายหน่วยงานไปดูงานเรื่องการป้องกันที่ต่างประเทศ แต่กลับมาบอกไม่รู้ จำไม่ได้ ระบบต่าง ๆ ของเรา บิ๊กดาต้าไม่มี เอไอไม่มี ต่างคนต่างทำ ระบบเราต้องรอจดหมายราชการ ต้องปฏิรูปแน่นอน ต้องมองภาพรวมเป็นลุ่มน้ำ เช่น ลุ่มเจ้าพระยา แน่นอนว่า เราต้องเจอน้ำเหนือ น้ำหนุน แล้วก็น้ำตา ประชาชน สุดท้ายต้องอยู่ที่น้ำยาของรัฐบาล ไม่อย่างนั้นก็แก้ไม่ได้”
“เสรี” จี้ปรับระบบเตือนภัยให้ท้องถิ่นรับผิดชอบร่วมกับส่วนกลาง
ขณะที่ เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานมูลนิธิอาสาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ มันใกล้ตัวจนพื้นฐานของคนไทย ถ้าไม่ปรับมันไม่ได้แล้ว ที่ก็คือแผนงานต่าง ๆ เช่น แผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือแผนเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ต้องปรับ ต้อง flexible ซึ่งความจริงทุกฝ่ายก็เขียนไว้ในแผนว่าต้องมี Nature-based Solutions (แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน) แต่ว่าเขียนอย่างเดียวอาจจะไม่ทำกัน ซึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นเช่นที่หาดใหญ่บทเรียนน้ำท่วมที่เกิดขึ้น เรื่องแผนต่าง ๆ ต้องปรับ ต้องปฏิรูปขนานใหญ่
ส่วนเรื่องของการเตือนภัยพิบัติ ที่ผ่านมาได้พูดไว้หลายเวทีแล้วแต่เขาไม่เข้าใจ คือระบบถูกออกแบบไว้เป็น National Alert (การแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติ) ที่สากลก็ใช้ระบบแบบนี้หมด คือถูกวางไว้ว่าจะรับผิดชอบเฉพาะภัยขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว พายุ การก่อการร้าย เป็นลักษณะเตือนภัยในภาพกว้าง แต่น้ำท่วมวางไว้ว่าให้ท้องถิ่นเตือน ที่ไม่ใช่การผลักภาระ แต่ให้ทุกระบบมันจะต้องสอดรับกัน เช่น หากมี National Alert ไป ทางท้องถิ่น เขาทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องร้องขอมา เช่น ขาดเครื่องมือ อุปกรณ์ ขาดระบบ ก็ต้องร้องขอมา อย่านิ่งเฉย
รวมทั้งต้องให้ท้องถิ่นเตือนภัยด้วยตัวเอง เพราะว่าอยู่ในพื้นที่ ก็จะรู้สภาพพื้นที่ เราจะไปหวังพึ่งแต่ส่วนกลางได้อย่างไร ระบบถูกวางไว้แบบนี้ ซึ่งหากท้องถิ่นยังไม่เข้มแข็ง ยังไม่สามารถสร้างระบบเตือนภัยได้ รัฐบาลก็ต้องไปทำให้เขา เพราะหากทำไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาแบบที่ผ่านมาตลอด เกิดปัญหาว่าเตือนล่าช้า หรือไม่บอกว่าเตือนแล้วจะให้อพยพไปอยู่ที่ไหน ศูนย์พักพิงอยู่ที่ไหน ระบบถูกวางไว้อย่างนั้น แต่ถามว่าจะใช้เวลาแก้ตรงจุดนี้อีกนานแค่ไหน ผมตอบไม่ได้ เพราะว่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
นักวิจัย TDRI จี้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่รับโลกเปลี่ยน
ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า Climate change ทำให้เกิดภัยที่เกิดขึ้น รุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาคิดก็คือสังคมมนุษย์อยู่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกออกแบบโดยอดีต ไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับโลกใหม่ที่เราจะไป ทำให้รับโจทย์ใหม่ไม่ได้ จึงต้องมาออกแบบใหม่
สมัยก่อนภัยพวกนี้เกิดขึ้นลักษณะแบบฤดูกาล รอบนี้ไม่ได้เป็นฤดูกาลแบบนั้น โมเดลการจัดการในเรื่องการรับมือภัยพิบัติ โมเดลที่เราเคยมี แสดงให้เห็นว่าภัยที่เกิดขึ้นมีความถี่ระดับหนึ่งและมีความแน่นอนระดับหนึ่ง เมื่อก่อนพอมีภัยมา ก็เข้าไปช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่น น้ำลดก็เอาถุงยังชีพไปให้ ให้เงินชดเชยเยียวยาช่วยเหลือ ให้เกิดการฟื้นฟูชีวิต ที่ก็ไม่ใช่วิธีการที่เพอร์เฟกต์ แต่หากมันเกิดขึ้นสักสิบปีครั้ง มันก็อาจพออยู่กันได้ แต่ตอนนี้ระยะเวลาที่เกิดภัยพิบัติ มันเกิดขึ้นแคบมาก ไม่ใช่แค่สิบปีครั้งแต่แคบลงเช่นสามปีครั้ง ทำให้ไม่มีระยะเวลาพอให้คนได้ฟื้นตัว
“วิธีการก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะวิธีการที่ผ่านมามันตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่เกิดภัยพิบัติเข้าไปช่วยแล้วก็แยกย้าย เพราะวันนี้โจทย์เปลี่ยนไปเวลาเกิดภัย และปัญหาสำคัญของเราอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มี Operation Model ที่มีความสามารถที่รับมือปัญหาเหล่านี้ เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น”
