ผู้เลี้ยงปลา วอน “อย่าเหมารวม” ปลาทั้งปราจีนบุรี ว่า “กินไม่ได้” ชี้ มีบ่อที่ป้องกันน้ำสีรุ้งได้ทัน แต่ยังได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทำราคาขายตก เสนอ รัฐเร่งตรวจสอบและจัดโซนรายแปลง ชี้ชัดพื้นที่ปลอดภัย พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาเกษตรกรหากพบการปนเปื้อน
หลังเกิดน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ปรากฏภาพน้ำสีรุ้งไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตร สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อาหาร The Active ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ถึงข้อกังวลที่เกิดขึ้น และข้อเสนอถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา
สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เผยว่า พื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่ใน 4 อำเภอ คือ อ.บ้านสร้าง อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.ศรีมโหสถ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.บ้านสร้าง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำปนเปื้อนที่ไหลเข้าสู่พื้นที่เกษตร โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงปลาทำให้หลายบ่อได้รับผลกระทบ แต่ก็มีบ่อที่ชาวบ้านสามารถป้องกันไว้ได้ทันทำให้น้ำที่ปนเปื้อนมีคราบสีรุ้งไม่ไหลลงบ่อ
สุนทร ยกตัวอย่าง บ่อปลาของ ประจวบ หงส์มาลัย ที่ ต.บางยาง เนื้อที่ 100 ไร่ สามารถทำคันดินกั้นน้ำป้องกันไว้ได้ทัน ทำให้น้ำในคลองบางรุ่งโรจน์ไม่ไหลเข้าพื้นที่ ปลาที่เลี้ยงไว้จึงไม่ได้รับความเสียหาย และต้องการให้คนเชื่อมั่นว่า “กินได้ ปลอดภัย” เพราะที่ผ่านมาคนเกิดความกังวลว่าปลาใน จ.ปราจีนบุรี เป็นอันตราย ซึ่งไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งจังหวัด
“คนเชื่อไปหมดว่าปลาทุกบ่อในปราจีนบุรีกินไม่ได้ ซึ่งตอนนี้บ่อที่แตกก็ยังไม่ได้เลี้ยงเพราะว่าต้องฟื้นฟู ต้องตรวจจุลินทรีย์ รวมไปถึงโลหะหนัก แต่นี่คือบ่อที่ยังหลงเหลืออยู่ ตอนนี้ก็น่าสงสารมาก เพราะคนเชื่อว่าปลาที่ปราจีนบุรีปนเปื้อน บ่อที่จับไปขายได้หมายถึงว่าบ่อที่เขาไม่แตกถึงจับได้ ถ้าบ่อแตกก็ปลาออกไปหมดแล้ว บ่อที่ยังเหลืออยู่ยังปลอดภัยดี”
สุนทร คมคาย

สุนทร ระบุถึงข่าวผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ชวนกินปลาด้วย ว่างานดังกล่าวจังหวัดก็ไม่ได้จัดขึ้น เพียงแต่ผู้ว่าฯ ไปเป็นประธานในงานของพื้นที่หนึ่ง แต่กลับถูกหยิบไปเล่าจนกลายเป็นภาพรวมของจังหวัด
มาโนช พูลสวัสดิ์ อดีตกำนันตำบลบางยาง กล่าวว่า ภาพรวมทั้ง อ.บ้านสร้าง มีการเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้งจำนวนมาก และถือว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ ในปีนี้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมก็มีทั้งบ่อที่ได้รับความเสียหาย และบ่อที่ยังปลอดภัยดี เนื่องจากเกษตรกรที่ติดตามข่าวสารไว้ว่าจ้างรถแบ็คโฮมาสร้างคันดินกั้นน้ำไว้ได้ทัน เฉพาะ ต.บางยาง มีรอดมาได้ 2 บ่อใหญ่
“เป็นห่วงเรื่องข่าวที่ออกไปว่าปลาของ อ.บ้านสร้าง หรือเมืองปราจีนบุรี มีการปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งก็ไม่จริงทั้งหมด ซึ่งมีที่อาจจะไม่ปนเปื้อน เพราะเกษตรกรเคลื่อนตัวเร็ว เขาป้องกันของเขาอยู่ ก็อยากจะฝากว่าไม่อยากให้เหมารวมทั้งหมด”
มาโนช พูลสวัสดิ์
มาโนช เสนอว่า เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ภาครัฐควรทำหน้าที่ให้การชี้แจงว่าบ่อไหนปลอดภัย บ่อไหนมีการปนเปื้อน เพราะปลาที่ปนเปื้อนก็จะหลุดไปอยู่ในแหล่งน้ำสาธารณะ หากเป็นไปได้ หน่วยงานควรตรวจสอบทั้งหมดเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง เนื่องจากฤดูกาลต่อไปที่จะเริ่มเลี้ยงรอบใหม่ หากมีการปนเปื้อนเกิดขึ้นจริงจะเกิดความเสียหายต่อเกษตรกรอย่างหนัก
“ก็อยากจะฝากภาครัฐว่า มากินกุ้งกินปลาที่นี่ ที่อำเภอบ้านสร้างเรานี่แหละ เลือกเลยบ่อไหน ผมสามารถกำหนดให้ได้ว่าบ่อไหน อย่างที่บอก บ่อที่อาจจะมีสารปนเปื้อน หรือบ่อที่ไม่มีเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมสามารถกำหนดให้ได้ เพราะผมค่อนข้างจะรู้พื้นที่”
มาโนช พูลสวัสดิ์

ประจวบ หงส์มาลัย เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล ต.บางยาง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เผยว่า บ่อปลาของเขามีเนื้อที่ราว 50 ไร่ ยืนยันว่า ปลาในบ่อนี้ไม่มีการปนเปื้อน เพราะมีการสร้างคันดินให้สูงป้องกันไว้อย่างดี โดยลงทุนจ้างรถในราค 14,000 บาทมาทำตั้งแต่เห็นข่าวในโทรทัศน์ จากข่าวการปนเปื้อนที่เกิดขึ้น ทำให้กังวลเรื่องกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการขายปลาในอีก 2 วันข้างหน้า ที่สำคัญเวลานี้ราคาปลานิลต่ำลง จากเดิมปลาขนาดตัวละ 700- 800 กรัม จะขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท ตอนนี้เหลือ 49 บาท แต่ถ้าขนาดเล็กลงอีกก็จะเหลือกิโลกรัมละ 35 บาท ถ้าเป็นปลาตัวเล็กก็จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท
“ในบ่อผม ผมรับประกันว่าไม่มีสารปนเปื้อนเพราะน้ำเข้าไม่ได้ เพราะเราป้องกันไว้อย่างดีแล้ว ผมก็อยากให้รัฐบาลช่วยตรงที่ว่า บ่อที่ไม่มีการปนเปื้อนให้มีราคาดีที่ขึ้น เพราะบ่อนี้ลงทุนมาก และเลี้ยงมา 10 เดือน ลงทุนไปบ่อนี้ 1.5 ล้าน”
ประจวบ หงส์มาลัย
หน่วยงานไร้ความชัดเจน ชาวนารอไม่ไหว เกี่ยวข้าวเตรียมขาย
สำเรือง เจริญผล เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี เล่าว่า วันที่ฝนตกหนักน้ำไหลเข้าที่นาและเริ่มเป็นสีแดง ก่อนกลายเป็นสีดำมีกลิ่นเหม็น ลังเลใจว่าจะเกี่ยวข้าวดีไหม เพราะมีคนมาบอกให้ชะลอไปก่อน แต่ก็กลัวว่าหากท้ายที่สุดผลตรวจออกมาว่าไม่มีการปนเปื้อน ข้าวที่ปล่อยทิ้งไว้จะได้รับความเสียหาย โดยไม่มีใครรับผิดชอบ แต่หากมีหน่วยงานรัฐมายืนยันว่าจะชดเชยเงินให้ก็พร้อมทำตาม
“มันต้องเกี่ยวไปก่อน เลยบอกว่าถ้ารัฐ หน่วยงานไหนก็แล้วแต่ ให้มา 2 แสน พูดอย่างนี้เลยนะ เพราะว่าทุกปีขายได้ประมาณนี้อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งขาย แล้วส่วนหนึ่งเราก็เก็บไว้ทำพันธุ์ต่อ แล้วก็เอาไว้รับประทานเองด้วย ต้องเกี่ยว ถ้าไม่เกี่ยวแล้วปล่อยข้าวในนาเราทิ้ง”
สำเรือง เจริญผล


สำเรือง ยอมรับว่า ทุกวันนี้กังวลเรื่องการปนเปื้อนจนนอนไม่หลับ เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น และอยากให้เป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้มีแค่พนักงาน อบต. มาบอก แต่การเกี่ยวข้าวหากผ่านระยะเวลาไปรวงข้าวจะหักลงไปหาน้ำที่อาจปนเปื้อนจะทำให้ยิ่งได้รับความเสียหาย
สำหรับนาข้าวที่ได้รับผลกระทบ สุนทร เผยว่า อยู่ที่บริเวณ ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี เป็นนาข้าวหอมมะลิที่ถูกน้ำสีรุ้งที่ล้นมาจากคลองไหลเข้าท่วมหลายพันไร่ เกษตรกรที่นี่ตัดสินใจเกี่ยวข้าวตามช่วงเวลาปกติ เพราะยังไม่มีข้อสรุปแนวทางจากภาครัฐว่าข้าวเหล่านี้จะได้รับการปนเปื้อนจากคราบน้ำมันในน้ำหรือไม่
“ข้าวเหล่านี้ถูกขายไปที่โรงสี ถ้ายังไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐอีก ข้าวบริเวณนี้หลายพันไร่เราก็ไม่รู้ว่ามันปนเปื้อนไปถึงไหน วันนี้การสำรวจแปลงก็ไม่มี และยังไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะทำให้ชาวนาไม่เก็บเกี่ยว ชาวนาก็ยังมีสิทธิ์อันชอบธรรม เพราะว่าเขาไม่มีใครไปบอกเขา ไม่มีหน่วยงานมาดูแล พอหน่วยงานไม่บอก ก็สมมติว่ามันปลอดภัยนะครับ ชาวนาหลายคนก็มีสิทธิ์ในการที่จะเก็บเกี่ยวเพราะว่าสิ่งเหล่านี้คือเงินลงทุน มันคือหนี้ ธกส. มันคือเงินเก็บออม ที่เขาเอามาลงกับผลผลิต”
สุนทร คมคาย
สุนทร บอกอีกว่า ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการเยียวยาหรือข้อปฏิบัติที่ชัดเจนจากภาครัฐ รวมถึงยังไม่มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเป็นรายแปลง มีเพียงองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะยับยั้งการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวนา ทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจเกี่ยวข้าวไปขายที่โรงสีตามเดิม
คพ. เร่งรวบรวมข้อมูลเสนอประกาศลุ่มน้ำปราจีนบุรีเป็นเขตควบคุมมลพิษ
ด้าน สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ รับทราบข้อเสนอให้ประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารายละเอียดและแนวทางดำเนินการ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาต่อไป โดย กรมควบคุมมลพิษ จะเร่งรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาประเด็นที่ภาคประชาชนเสนอ
- อ่านเพิ่ม เครือข่ายรักษ์ปราจีนฯ จี้ ประกาศ ‘เขตควบคุมมลพิษ’ ลุ่มน้ำปราจีนฯ-คลองสาขา แก้น้ำเปื้อนพิษเร่งด่วน
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าและการลงพื้นที่ของ คพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง การชะล้างกากอุตสาหกรรม และกรณีปลากระชังตายในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ
“คพ. จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขา จนถึงแม่น้ำบางปะกง และลำน้ำสาขาในจังหวัดฉะเชิงเทรา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ คพ. รับทราบและเข้าใจความกังวลของประชาชนในทุกประเด็น”
นอกจากนี้ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่าทุกข้อเสนอของเครือข่ายกลุ่มต่าง ๆ ที่เสนอมาเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และพร้อมที่จะดำเนินการและร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ
