เตรียมรับฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.นี้ ‘ภาคใต้’ เสี่ยงหนัก-ลุ่มน้ำภาคตะวันออก ยังวิกฤต!   

กทม. เผย พื้นที่ฝั่งตะวันออก 80 ชุมชน หลายเขต ยังมีน้ำท่วมขัง เร่งระบายน้ำเต็มที่ เดินหน้าฟื้นฟูเคหะร่มเกล้า ตั้งเป้าเสร็จใน 4-5 วัน ขณะที่ สทนช. อัปเดตสถานการณ์น้ำ ย้ำ ลุ่มน้ำภาคตะวันออกวิกฤต มวลน้ำทะลักรอยต่อ กทม.-ฉะเชิงเทรา เร่งผลักดันออกทะเล​ รับ​สถานการณ์​หนักกว่า​ปี​ 2556 ส่วนลุ่มเจ้าพระยา เริ่มทรงตัว แนวโน้มดีขึ้น เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี ฝั่ง อุตุฯ แจ้งเตือนรับฝนระลอกใหม่ จับตาภาคใต้เสี่ยงหนัก

วันนี้ (8 ต.ค. 2569) วิรงรอง สุขา นักอุตุนิยมวิทยา ชำนาญการพิเศษ กรมอุตุนิยมวิทยา แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ถึงการพยากรณ์อากาศประจำวันที่ 8 ต.ค. 2569 ว่า ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเป็นบางแห่ง ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่

สำหรับวันที่ 9-13 ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีฝนระลอกใหม่ เนื่องมาจากในช่วงปลายฤดูฝน มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาประเทศไทยตอนบน ประกอบกับลมมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันภาคใต้และอ่าวไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • 9 ต.ค. บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยจะเน้นบริเวณ จ.สงขลา สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช ระนอง ยะลา

  • 10 ต.ค. บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยจะเน้นไปที่ จ.นครศรีธรรมราช พังงา

  • 11 ต.ค. เน้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยจะเน้นไปที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พัทลุง สงขลา และสตูล

  • 12 ต.ค. ฝนตกจํานวนมากบริเวณภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง

  • 13 ต.ค. ฝนตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณ จ.ระนอง และยะลา

“เจ้าพระยา” เริ่มคลี่คลาย แนวโน้มดีขึ้น

ส่วนสถานการณ์น้ำ ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ (สทนช.) เปิดเผยว่า​ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มที่ดีขึ้น แม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ด้วยสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อน เจ้าพระยามีระดับลดต่ำลง ประมาณชั่วโมงละ 1-2 เซนติเมตร​ ซึ่งคาดว่าหากประเมินสถานการณ์แล้ว กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา อาจจะมีการปรับลดการระบายน้ำ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่จะเป็นการลดระดับการระบายน้ำแบบขั้นบันได โดยปริมาณน้ำที่ อ.บางไทร​ จ.​พระนครศรีอยุธยา​ ยังมีปริมาณอยู่ที่ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากการตรวจสอบคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ บางจุดต่ำกว่า 95 เซนติเมตร​ บางจุดต่ำกว่า 120 เซนติเมตร และเชื่อว่าในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยาจะคลี่คลายลงและมีแนวโน้มที่ลดลง

ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลองและลุ่มน้ำเพชรบุรี ความจุของเขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ที่ 98.5 เปอร์เซ็นต์​ แต่จะมีการบริหารจัดการตามปริมาณน้ำฝน ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ จึงยังมีการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนแม่กลองตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 1,127  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งแม่น้ำแม่กลองด้านท้าย รับได้ประมาณ 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที​ เนื่องจากบริเวณตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองต่ำกว่าฝั่งซ้าย

ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี สถานการณ์ฝน ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)  ได้ให้ข้อมูลมาอาจจะมีฝนตกหนัก ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เตรียมพร้อม รับปริมาณน้ำฝน คาดว่าจะตกหนักในวันที่ 11-12 ตุลาคมนี้

ลุ่มน้ำฝั่งตะวันออกยังวิกฤต!

ขณะที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออก ซึ่งประกอบไปด้วย จ.ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำตามคาดการณ์ ที่ลงมาประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่ามีปริมาณ 10 เท่า​ ของเขื่อนขุนด่านปราการชล​ ซึ่งน้ำส่วนใหญ่มาทางภาคตะวันออก หรือในฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง โดยสัดส่วนของลุ่มน้ำบางปะกง จะมา​ 4 เท่า​ของลุ่มน้ำปราจีนบุรี และถือเป็น 1 เท่าของแม่น้ำนครนายก​ และลุ่มน้ำฉะเชิงเทราบริเวณ​ คลองท่าลาด​ ประมาณ 2-3 เท่า​ แต่การเคลื่อนตัวของมวลน้ำในฝั่งตะวันออกของฉะเชิงเทรา มีภูเขาสูง ทำให้การเคลื่อนตัวเร็วมวลน้ำถูกพาข้าม คันกั้นน้ำของคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เข้าไปในรอยต่อระหว่างกรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา ซึ่งน้ำก้อนนี้ จากการตรวจสอบดาวเทียมล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา น้ำถูกผลักเข้าไปอยู่ในรอยต่อระหว่างฉะเชิงเทราและกรุงเทพฯ

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีจี้เรื่องการระบายน้ำอย่างไรรอยต่อ ตั้งแต่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก มายังบางน้ำเปรี้ยว​ จ.ฉะเชิงเทรา และบางส่วนจะเข้ามาในโซน​ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต จึงมีการประสานกับทางกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ โดยมีกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้บริหารจัดการ ร่วมกับกรมชลประทาน ในการที่จะผลัก น้ำไปยังคลองชายทะเลโดยเร็วที่สุด​ ซึ่งกรมชลประทานเองได้มีการสูบน้ำในระดับต่ำ โดยคลองสำโรง​ เทศบาล​ อบจ.สมุทรปราการ ได้มีการเร่งระบายน้ำ เพื่อให้น้ำมีระดับต่ำ หลังจากที่กรุงเทพฯได้ระบายน้ำในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกันน้ำในลุ้มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ อ.บางคล้า​ บางน้ำเปรี้ยว บ้านโพธิ์ จะต้องเร่งติดเครื่องผลักดันน้ำ ประมาณ 4​ เครื่อง เร่งการสูบและปิดล้อมคันกั้นน้ำสำคัญ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหา

“แม้ว่าปีนี้ปริมาณน้ำจะมากกว่าปี 2556 แต่มวลน้ำถูกผลักเข้าไปส่วนหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา จึงทำให้ระดับยอดสูงสุด ต่ำกว่าปี 2556 ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการระบายน้ำ พอสมควร ซึ่งสรรพกำลังทั้งหมด รัฐบาลได้เร่งลงพื้นที่เพื่อที่จะช่วยประชาชน ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี”

ไพฑูรย์ เก่งการช่าง

เหลือถนน 2 สายหลัก กทม.-80 ชุมชน ยังน้ำท่วมขัง

ขณะที่ ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ปัจจุบัน ว่า ขณะนี้พื้นที่ถนนสายหลัก ที่มีน้ำน้ำท่วมขังสูง 3 เส้นทางนั้นวันนี้แห้งแล้ว จะมีเพียงบริเวณที่มีน้ำท่วมขังปานกลาง แต่ก็มาสามารถสัญจรไปมาได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังอยู่ 2 จุดคือ ถนนหลวงแพ่ง และถนนฉลองกรุง อีกทั้งชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่มีทั้งสิ้น 80 ชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยเขตลาดกระบังมีจุดที่น้ำแห้งแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการทำความสะอาดและเก็บขยะ แต่ก็ยังมีโซนนิ่งที่อยู่ในภาวะปริ่มน้ำ และจะมีน้ำเข้ามาเติมจาก จ.ฉะเชิงเทรา โดยโซนนิ่งนี้จะรวม เขตหนองจอก เขตบางกะปิ และเขตลาดพร้าวบางส่วนด้วย

พื้นที่ กทม.ฝั่งตะวันออก ยังมีน้ำท่วมขัง  

เกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ระบุว่า กทม.ได้สำรวจชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ มีทั้งหมด 9 เขต ประกอบด้วยเขตสายไหม เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง เขตลาดกระบัง และเขตประเวศ โดยทาง กทม.มีแผนที่จะระบายน้ำจากชุมชนฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด โดยจะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนที่มีน้ำท่วมขังอยู่ผ่านท่อระบายน้ำ เพื่อผันน้ำลงสู่คลองสาขาและคลองย่อย และส่งต่อไปยังคลองหลักเพื่อดันน้ำลงไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

“ยืนยันว่ากรุงเทพมหานคร มีการเฝ้าระวังและเร่งการลดระดับน้ำในคลองสายหลักให้อยู่ในจุดต่ำที่สุด เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับน้ำจากชุมชนหรือจากกรณีที่มีฝนตกเพิ่มขึ้น ส่วนชุมชนที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำกรุงเทพฯก็จะจัดทำพื้นที่ปิดล้อม และแนวคันกั้นน้ำ และสูบน้ำออกสู่คลองอย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังว่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำ ให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น”

เกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร

ระดับน้ำ “เจ้าพระยา” ยังรับมือได้

ส่วนระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้คาดกันไว้เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นเต็มที่ในช่วงเวลา 17.44 น. ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมอุทกศาสตร์ จะเห็นว่าระดับน้ำอยู่ที่ 1.97 เมตร เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ซึ่งหากเฉลี่ยแล้วระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ม.รทก ดังนั้นระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงยังไม่น่ากังวล

สำหรับการกู้คืนพื้นที่บริเวณเคหะร่มเกล้า ปัจจุบัน กทม.ได้ประสานกับกระทรวงกลาโหม ฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ทั้งหมด หลังจากที่น้ำลดแล้วคาดการณ์ว่าจะสามารถฟื้นฟูได้ภายใน 4-5 วัน โดยจะมีการจัดจุดพักขยะขนาดใหญ่ไว้ 2 จุด โดยแบ่งตามโซน ส่วนปริมาณขยะที่เก็บได้ ปัจจุบันเรามีขยะที่เก็บได้อยู่ที่ 720 ตัน ยอดสะสมอยู่ที่ 3,118 ตัน เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 346 ตันต่อวัน ทั้งนี้ กทม.ยังได้ระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าไปสนับสนุนภารกิจการขนย้ายขยะ เนื่องจากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก นอกจากนี้ทางกรุงเทพมหานครยังได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร มาตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเรือน และยานพาหนะต่าง ๆ เพื่อให้บริการประชาชน

เขตลาดกระบัง ผู้ประสบภัยขอรับเยียวยามากสุด  

สำหรับการลงทะเบียนเงินเยียวยาผ่านระบบออนไลน์ ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนออนไลน์เพื่อรับเงินเยียวยาแล้วจำนวนกว่า 62,438 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ที่มาใช้สิทธิ์ โดยอันดับ 1 คือ การขอรับค่าดำรงชีพ อันดับที่ 2 คือ ค่าซ่อมแซมบ้าน และอันดับ 3 คือ ค่าเครื่องมือหรือทุนประกอบอาชีพ และหากแบ่งตามเขตที่มีผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยามากที่สุดมาเป็นอันดับ 1 คือ เขตลาดกระบัง อันดับ 2 เขตบางกะปิ และอันดับ 3 เขตสายไหม

สำหรับประเด็นการดำเนินการช่วยเหลือของ กทม.เรื่องเงินเยียวยานั้น เกรียงไกร ระบุว่า กรณีที่น้ำท่วมขังบ้านไม่เกิน 7 วันและทรัพย์สินเสียหายจะพิจารณาให้รับเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ในกรณีที่มีน้ำท่วมบ้านเกิน 7 วัน ก็จะไปรับเงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาท ส่วนกรณีที่เป็นบ้านหรืออาคารที่โดนน้ำล้อมและใช้ชีวิตได้ไม่ตามปกติ ไม่ได้เกิน 7 วัน ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท

ส่วนเอกสารที่ประชาชนจะต้องนำมายื่นนั้น ขณะนี้ไม่ได้บังคับว่าจำเป็นจะต้องแนบสำเนาบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพราะเราได้ปรับปรุงระบบในเว็บไซต์แล้ว สำหรับกรณีที่อยู่อาศัยจริงและชื่อตรงกับทะเบียนบ้าน แต่หากจะยื่นเอกสารที่สำนักงานเขตจำเป็นจะต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงไปด้วย และหากบัตรประชาชนสูญหายก็สามารถแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่เขตได้

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active