ย้ำ มาตรการประหยัดพลังงาน เป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรทำตลอดไป แม้จะมีหรือไม่มีวิกฤตพลังงานก็ตาม เสนอ รัฐตรึงราคาค่าไฟช่วงหน้าร้อน หวั่นนำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง ทำต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ขณะที่ประชาชน เผชิญภาระค่าไฟแพง กรณีทำงานที่บ้าน แนะรัฐออกมาตรการสร้างความมั่นใจ ค่าไฟงวดต่อจากนี้ จะไม่กระทบต่อค่าครองชีพ
สืบเนื่องจาก ครม.รับทราบข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มดำเนินการ Work Form Home ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการของประชาชน ซึ่งข้อสั่งการนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทยนั้น
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : สั่ง ราชการ-รัฐวิสาหกิจ WFH ทันที! เสนอมาตรการลดใช้พลังงานหน่วยงานรัฐ
ภายหลังข้อสั่งการนายกฯ ดังกล่าว กระแสโซเชียลฯ ได้พูดถึงข้อกังวลเรื่องของค่าไฟ รวมถึงมาตรการของรัฐที่จะมาสนับสนุนในช่วงที่จำเป็นจะต้อง Work Form Home
อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองเรื่องนี้กับ The Active ว่า มาตรการประหยัดพลังงาน เป็นมาตรการที่ประเทศไทยควรจะต้องมีมาสักพักแล้ว เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จะต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งที่ภาครัฐออกมาตรการมา แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ตามความเข้มงวดของมาตรการ

มาตรการระดับแรก คือ การขอความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนด้านไฟฟ้า เรื่องการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ มีการปิดไฟส่องสว่างช่วงพักเที่ยง และรณรงค์ Work Form Home ตามความเหมาะสม หรือการถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด รวมไปถึงมาตรการเรื่องลดการใช้น้ำมันเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะต้องมีมาสักพักแล้ว
มาตรการระดับที่สอง การยกระดับขอความร่วมมือจะต้องลดการใช้พลังงานในภาคของเอกชนและภาครัฐ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยควรเริ่มให้ความกังวลกับปริมาณน้ำมันสำรองที่จะต้องลดลงเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเราจะมีสำรองอยู่ 90 วัน แต่พบว่า การใช้อยู่ทุกวันหากไม่ประหยัด และยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไหร่ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่คาดว่าออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม
นักวิชาการด้านพลังงาน ยังมองว่า นอกจากน้ำมันแล้วมีเรื่องแก๊ส LNG ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าแก๊สชนิดนี้จากตะวันออกกลางค่อนข้างเยอะ ซึ่งแก๊ส LNG เป็นต้นทุนที่สูงที่สุดในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นถ้าภาครัฐไม่มีการสนับสนุน หรือการตรึงราคาค่าไฟช่วงหน้าร้อนก็จะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น และทำให้ราคาค่าไฟสูงขึ้นถ้าไม่มีการตรึงราคา
“ประชาชนใช้ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงหน้าร้อนและต้อง Work Form Home สิ่งนี้จะกระทบต่อเรื่องของค่าครองชีพของประชาชนโดยตรงดังนั้นภาครัฐควรจะมีมาตรการในการจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ค่าไฟในช่วงงวดที่จะถึงจะไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนมากนัก”
อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์
อารีพร ยังระบุด้วยว่า นอกจากเรื่องค่าไฟแล้วยังมีเรื่องของราคาน้ำมัน หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือ น่าจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนค่อนข้างสูง นี่คือสิ่งที่ภาครัฐต้องความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ส่วนที่มองว่าจากมาตรการที่รัฐบาลออกมานั้นจะทำให้เห็นถึงผลของการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น แต่จะใช้น้ำมันลดลงนั้น หากมองเรื่องผลกระทบของน้ำมันและไฟฟ้า อารีพร ก็เชื่อว่า น้ำมันน่าเป็นห่วงกว่า เนื่องจากไฟฟ้า ประเทศไทยมีจากแหล่งอื่น ๆ ทั้งการใช้แก๊สจากอ่าวไทย จากเมียนมา ที่มีโอกาสนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้ ขณะที่น้ำมัน ประเทศไทยต้องพึ่งจากตะวันออกกลางเยอะ ดังนั้นในเรื่องของน้ำมันกับไฟฟ้า ก็มองว่าน้ำมันน่าจะส่งผลต่อชีวิตของประชาชนมากกว่า
“การทำงานที่บ้าน สามารถตรึงราคาค่าไฟได้ และมีประสิทธิภาพมากกว่าการที่จะตรึงราคาน้ำมันโดยใช้กองทุนน้ำมัน”
อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์
ส่วนในรายละเอียดเรื่องของมาตรการภาครัฐที่ขอความร่วมมือการใช้ไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ก็พบว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำตลอดไปอยู่แล้ว เพราะนั่นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่การ Work Form Home อาจจะต้องดูลักษณะงานว่ามีความเหมาะสม กระทบต่อการบริการของประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ จะกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูในแต่ละภาคส่วน ตรงนี้จะต้องรณรงค์ให้ภาคเอกชนเข้ามาดูว่าสามารถช่วยให้หน่วยงานสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการทำงานจากบ้านได้อย่างไร
นักวิชาการด้านพลังงาน ยังมองว่า เรื่องนี้เป็นการบริหารจัดการ จึงต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละประเภทงาน หากมีมาตรการรับมือ และประเมินความเหมาะสมของงานที่ยังคงประสิทธิภาพได้อยู่สิ่งนี้เป็นมาตรการที่ควรไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีวิกฤตหรือไม่มีวิกฤตทางด้านพลังงานก็ตาม
