กสม. เปิดพื้นที่รับฟังความเห็น ตัวแทนภาครัฐ ประชาสังคม และเอกชน ตั้งคำถามถึงความมั่นคงทางพลังงาน ประธานอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอ ชี้ อัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม รัฐต้องเผยโครงสร้างต้นทุนที่ให้ประชาชนรู้ เสนอปรับโครงสร้างกก.กำหนดนโยบายราคาให้ยึดโยงประชาชนมากขึ้น พร้อมเปิดเสรีพลังงาน
จากเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับภาคครัวเรือน โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 69 มีการจัดโดยมีการรับฟังความเห็นและข้อเสนอสำหรับกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายพลังงาน
เริ่มจากการเปิดบทสนทนาในหลายประเด็นเรื่องพลังงาน อาทิ “กฎหมายพลังงานวันนี้ พาเราสู่ระบบไฟฟ้าแบบไหน ระบบไฟฟ้าในอนาคต ต้องการกฎหมายพลังงานแบบใด” “แสงอาทิตย์ สายอากาศ ทรัพยากรภายใต้การกำกับของรัฐ และอำนาจของประชาชน” “โซลาร์ ระบบไฟฟ้าใหม่ และการสร้างอนาคตที่เป็นธรรมทางพลังงาน” นอกจากนี้ยังมีการ Workshop 2 ช่วงสำหรับผู้เข้าร่วม ซึ่งมาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน โดยมีการแสดงความเห็นทั้งประเด็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และอื่น ๆ

ตัวแทนจากเครือข่ายสมัม 4 ภาค มีภาพฝันว่า ขึ้นชื่อว่าโซลาร์เซลล์ก็มองว่าประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อยากให้มีการสนับสนุนของภาครัฐ เพราะการติดตั้งไม่ได้สะดวกกับทุกคน จึงต้องสำรวจการเข้าถึงให้มากขึ้น อีกความเห็นหนึ่ง บอกว่า ต้องมีการสนับสนุนให้ และพัฒนาความรู้ ต้องมีช่างในการซ่อมบำรุงให้ เพื่อให้การเข้าถึงของประชาชนนั้นสะดวก
นอกจากนี้ยังมีปัญหาสถานการณ์กับปัญหาที่พบว่า ต้องมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจของประชาชนต่อการใช้โซล่าร์เซลล์ รัฐยังไม่เอื้ออำนวย อีกทั้งขาดแหล่งข้อมูลกลางที่มีความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน ต้นทุนทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ข้อมูลเหล่านี้ถูกแยกส่วน แต่โซล่าร์เซลล์การผลิตยังคงจำกัด ประเทศยังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์เองได้ จึงต้องส่งเสริมกระบวนการเพื่อให้ผลิตด้วยตนเองได้

อัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม และข้อเสนอถึงรัฐบาล
เนื่องจากปัจจุบันเราคุ้นชินกับคำว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” ซึ่งเป็นกรอบนโยบายหลักของรัฐบาลในการพัฒนาและกำหนดค่าไฟฟ้ามาโดยตลอด แต่ในแง่ของกฎหมาย มีระบุไว้ว่าค่าไฟต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมด้วย ดังนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับค่าไฟที่เหมาะสมควรไปด้วยกันในระดับไหน และเชื่อมโยงกับเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” อย่างไร โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลและการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ประชาชนควรมีส่วนร่วมได้ถึงขั้นร่วมตัดสินใจเชิงนโยบายเลยหรือไม่
ชาญเชาว์ ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับภาคครัวเรือน บอกกับ The Active ว่า หากพูดถึงค่าไฟที่เหมาะสม ต้องมองที่ “ต้นทุนที่แท้จริง” เช่น การซื้อก๊าซล่วงหน้าเพราะกังวลเรื่องการขาดแคลนในช่วงสงคราม ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ถูกบวกเข้าไปในค่าไฟ คำถามคือเราต้องเผื่อเรื่องความมั่นคงนี้ไปมากน้อยแค่ไหนจึงจะพอดี
ส่วนคำว่า “เป็นธรรม” นั้น ต้องมองถึงความสามารถในการจ่ายที่ไม่เท่ากัน เช่น กลุ่มเปราะบางหรือพี่น้องที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งถูกจัดเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟชั่วคราวและต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าปกติ ตรงนี้คือประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนมาก
ชาญเชาว์ บอกว่า จากการลงพื้นที่ 4 ภาค เราพบวิธีคิดที่น่าสนใจ เช่น คนในพื้นที่ห่างไกลมองว่าเขายิ่งอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ยิ่งต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงเพราะค่าขนส่ง แต่ในทางกลับกัน แหล่งผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด (เช่น เขื่อนหรือโรงไฟฟ้า) ทำไมคนต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้แหล่งผลิตกลับต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่า หรือไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แถมยังต้องรับภาระเรื่องสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่พาดผ่านพื้นที่เกษตรจนทำมาหากินไม่ได้ ประเด็นเหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มถามหาเหตุผลมากขึ้น

ในฐานะอนุกรรมการ กสม. มีข้อเสนอเร่งด่วนถึงรัฐบาลว่าควรทำทั้งในเรื่องต้นทุนและโครงสร้างคณะกรรมการกำหนดนโยบาย คือ
1. การเปิดเผยความจริง รัฐบาลต้องให้ประชาชนรู้โครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ว่าคำว่า “ความมั่นคง” ที่รัฐอ้างนั้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเท่าไหร่ ถ้าประชาชนรู้ความจริง เขาจะเข้าใจสถานการณ์วิกฤตและพร้อมจะร่วมมือประหยัดพลังงานเอง
2. โครงสร้างคณะกรรมการ ควรมีการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการกำหนดนโยบายราคาให้มีความหลากหลายและยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
3. การเปิดเสรีพลังงาน กฎหมายเปิดช่องให้มีการผลิตไฟฟ้าเสรีอยู่แล้ว ไม่ได้ผูกขาดแค่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) หากทำได้จริงจะเกิดประโยชน์มาก เช่น นโยบาย โซลาร์เซลล์ชุมชน ที่จะช่วยให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้
ส่วนประเด็นเรื่องการปรับตัวในภาวะวิกฤต หรือนโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงว่าจะลดค่าไฟ หรือมาตรการระยะสั้นอย่างการให้ข้าราชการ Work from Home (WFH) นั้นเป็นมาตรที่ยั่งยืนหรือไม่ หรือเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องไปเสียค่าไฟที่บ้านแทน
ตอนแรกที่เห็นมติ ครม. เรื่อง Work from Home ก็ตกใจและมองว่าอาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่พอได้คุยกับนักวิชาการพลังงาน จริง ๆ แล้วเราควรตระหนักเรื่องการประหยัดพลังงานมานานแล้ว การ Work from Home ไม่ควรเป็นแค่การผลักภาระ แต่มันคือการสร้าง นวัตกรรมการทำงานใหม่ หากรัฐสร้างความเข้าใจว่านี่คือการมีส่วนร่วมในภาพใหญ่ของประเทศ และมีการตกลงกันให้ชัดเจนว่าส่วนไหนคือภาระ ส่วนไหนคือการแบ่งปัน มันจะไปต่อได้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องไม่ทำให้ประชาชนตระหนก แต่ต้องทำให้ประชาชน “รู้เท่าทัน” สถานการณ์ เพื่อที่จะปรับตัวและคิดหาทางออกร่วมกันได้

