ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ของโลก ดันต้นทุน “ปุ๋ย-น้ำมัน” พุ่ง สวนทางราคาขายข้าวตกต่ำ ทุกข์ซ้ำชาวนาไทย The Active สัมภาษณ์พิเศษผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจอาเซียน เจาะลึกโครงสร้างปัญหาที่ซ่อนอยู่ในค่าการตลาดและข้อเสนอเชิงนโยบาย
แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางกำลังผลักชาวนาไทยให้ตกอยู่ใน “สภาวะแซนด์วิช” เมื่อราคาน้ำมันและปุ๋ยดันต้นทุนพุ่งสูงกว่า 11% ขณะที่ราคาขายข้าวยังตกต่ำ เผยตัวเลขเกษตรกรแบกรับต้นทุนเพิ่มไร่ละกว่า 564 บาท หรือทะลุ 1,000 บาทต่อตัน สวนทางเวียดนามที่ก้าวข้ามไปสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เจาะลึกโครงสร้างปัญหาที่ซ่อนอยู่ในค่าการตลาดและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อกู้ชีพกระดูกสันหลังของชาติสู่อนาคตที่ยั่งยืน
วิกฤตซ้อนวิกฤตพลังงานโลกผันผวน กระแทกต้นทุนชาวนาไทยจมสภาวะ “แซนด์วิช”
วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สมรภูมิรบ แต่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อรากฐานทางเศรษฐกิจที่เปราะบางที่สุดของประเทศไทย นั่นคือ “ภาคการเกษตร” โดยเฉพาะกลุ่มชาวนา เมื่อโครงสร้างการผลิตข้าวไทยพึ่งพาปัจจัยจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยเคมี การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานโลกจึงเปรียบเสมือนคลื่นสึนามิที่ซัดเข้าหาชาวนาโดยตรง

รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจอาเซียน เปิดเผยกับทีมข่าว The Active ว่าสถิติระบุชัดเจนแล้วว่าราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 68.8% ในช่วงเวลาอันสั้น จากระดับ 29.94 บาท ขึ้นไปแตะระดับ 50.54 บาทต่อลิตร ผนวกกับราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 100% จาก 800 บาท เป็นกว่า 1,600 บาทต่อกระสอบ ได้ผลักให้ชาวนาไทยต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่วและค่าครองชีพที่แพงขึ้น ในขณะที่ราคาขายผลผลิตหน้าสวนกลับไม่ขยับตาม

โครงสร้างต้นทุนของของไทย โดยเฉพาะข้าวนั้นสูงมากจากการพึ่งพาน้ำมันและปุ๋ย โดยใช้ปุ๋ยเป็นสัดส่วนถึง 37% ของต้นทุนการทำนา เมื่อน้ำมันนำเข้า 60% ปุ๋ยนำเข้า 30% จากตะวันออกกลาง เมื่อเกิดวิกฤต ทั้งหมดนี้ราคาขึ้นทั้งหมด ต้นทุนชาวนาเพิ่มขึ้นประมาณ 564 บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณเป็นตันคือเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 บาทต่อตัน จากเดิมต้นทุน 6,000-7,000 บาท ขายได้ 5,000-6,000 นั้นติดลบอยู่แล้ว เมื่อเจอแรงกระแทกนี้เข้าไปอีก ยิ่งทำให้ชาวนาอยู่ไม่ได้ กลายเป็นวงจรหนี้สินที่พอกพูน

รอยรั่วในระบบส่งออกที่เติบโต แต่มูลค่าไปไม่ถึงมือผู้ผลิต
ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวดของอุตสาหกรรมข้าวไทย คือภาพข่าวความสำเร็จในการส่งออกข้าวล็อตใหญ่ระดับแสนตัน กลับไม่เคยสะท้อนไปถึงคุณภาพชีวิตของชาวนา รอยรั่วสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการกระจายรายได้และสิ่งที่เรียกว่า “ค่าการตลาด” แม้ต้นทุนปัจจัยการผลิตจะพุ่งสูง แต่กลไกราคาในประเทศกลับถูกกดทับ ทำให้ผู้ที่รับผลประโยชน์น้อยที่สุดในห่วงโซ่อุปทานนี้คือเกษตรกรต้นน้ำ การวิเคราะห์พบว่า ชาวนาและแรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเฉียด 90% ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี ซึ่งเป็นการก่อหนี้เพื่อประคองชีพทั้งในระบบและนอกระบบ ไม่ใช่เพื่อการลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่ม
เวลาประเทศไทยขายข้าวได้ 500,000 ตัน สัดส่วนที่ได้ประโยชน์น้อยที่สุดผมมั่นใจเลยคือชาวนาระบบตลาดและระบบโครงสร้างการจัดการด้านราคาบ้านเรามีปัญหา ประเทศไทยต้องจัดการ ค่าการตลาด รัฐบาลต้องไปคิดและออกกฎหมายควบคุมค่าการตลาดในสินค้าเกษตรว่าผู้ประกอบการควรได้เท่าไหร่ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ประกอบการเป็นคนกำหนดฝั่งเดียว เวลาของขึ้นราคาแล้วไม่ยอมลง มันก็ไปจุกอยู่ที่ค่าการตลาดตรงนี้
รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช

ความท้าทายบนเวทีโลก หรือไทยกำลังกลายเป็น “ผู้ล้าหลัง” ในอาเซียน ?
เมื่อมองออกไปนอกประเทศ คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามไม่ได้เพียงแค่แก้ปัญหาราคา แต่กำลัง “ปฏิวัติโครงสร้าง” การเกษตรของตนเอง เวียดนามมีระบบรัฐวิสาหกิจที่บริหารจัดการส่งผ่านกำไรเป็นทอด ๆ สู่ชาวนา และใช้นโยบาย “3 ลด 3 เพิ่ม” จนประสบความสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น เวียดนามกำลังก้าวกระโดดไปสู่เทรนด์โลกด้วยแผนการทำ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) มากถึง 10 ล้านไร่
ขณะที่ประเทศไทยยังติดหล่มอยู่กับการแก้ปัญหาหนี้สินแบบเดิม ๆ และขาด “สตอรี่ใหม่” ในการดึงดูดการลงทุน ดัชนีโอกาสระดับโลก (Global Opportunity Index) สะท้อนภาพนี้ชัดเจน โดยไทยร่วงลงไปอยู่ในอันดับรั้งท้ายประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม นำหน้าไทยไปแล้ว หากไม่มีการทรานส์ฟอร์ม โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคและการเกษตรของไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะถดถอยและขยายตัวต่ำอย่างต่อเนื่อง
เรายังมีปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนสูง เรายังไม่ขยับ แต่ชาวนาเวียดนามถูกเคลื่อนไปสู่โมเดลข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ถ้าเราย่ำอยู่เหมือนเดิม 50 ปีข้างหน้าชาวนาก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม เราจะสูญเสียศักยภาพการแข่งขัน พื้นที่ทำนาจะลดลง และท้ายที่สุดเราจะกลายเป็นประเทศที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในอาเซียน
รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช

ทางรอดและข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าตัดใหญ่โครงสร้างเกษตรไทย
เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศต้องล้มละลาย รศ.อัทธ์ เสนอว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และ ครม. ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยมีมาตรการเร่งด่วนและแผนระยะยาว ดังนี้
ระยะสั้น – ดับไฟวิกฤตต้นทุน (Buffer Shock)
- รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงและอุดหนุนต้นทุนปัจจัยการผลิตทันที ทั้งค่าน้ำมันและปุ๋ย เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตตะวันออกกลาง
- ใช้มาตรการ “แช่แข็งตลาด” หรือพยุงราคาในระยะสั้น เพื่อให้ชาวนามีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพและหยุดยั้งการพอกพูนของหนี้สินนอกระบบ
ระยะกลาง – รื้อโครงสร้าง “ค่าการตลาด”
- ตรากฎหมายหรือกำหนดเพดานควบคุม “ค่าการตลาด” (Marketing Margin) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลกำไรจากการส่งออกกระจายลงมาสู่เกษตรกรต้นน้ำอย่างเป็นธรรม
- จัดระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ลดความสูญเสียจากวิกฤตภัยแล้ง เอลนีโญ และความผันผวนของสภาพอากาศ
ระยะยาว – ทรานส์ฟอร์มสู่เกษตรมูลค่าสูง (BCG & Low Carbon)
- เร่งกำหนดแผนที่นำทาง (Roadmap) ระดับชาติในการเปลี่ยนผ่านสู่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ให้มีตัวเลขพื้นที่เป้าหมายที่ชัดเจน เช่น 1-2 ล้านไร่ในระยะเริ่มต้น
- ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และนวัตกรรมการเกษตรลดการใช้น้ำ เปียกสลับแห้ง อย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า และตอบโจทย์มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม (CBAM) ของยุโรปในอนาคต
รัฐบาลจะต้องขยับไปเรื่องของข้าวยั่งยืนและข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง ถ้าเราไม่ทำข้าวคาร์บอนต่ำ อนาคตแม้แต่แกลบหรือรำที่จะทำเป็นอาหารสัตว์ส่งไปยุโรปก็จะลำบาก เพราะข้าวปล่อยก๊าซมีเทนเยอะ มันโยงไปถึงอุตสาหกรรมอื่นหมด การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และการปรับตัวสู่ BCG คือหนทางที่จะลดต้นทุน ลดการขาดแคลน และเปิดประตูสู่ตลาดโลกยุคใหม่ได้
รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช
วิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงภัยคุกคามชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด ที่ฟ้องว่า “โครงสร้างเดิม” ของภาคการเกษตรไทยมาถึงทางตันแล้ว หากรัฐบาลยังคงแก้ปัญหาแบบแยกส่วน หรือใช้เพียงนโยบายประชานิยมแจกเงินโดยไม่ผ่าตัดโครงสร้าง นอกจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกแล้ว ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจฐานราก ที่ผู้ผลิตอาหารของชาติไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวตนเองได้อีกต่อไป
