หนุนดัน E20 – B10 ลดนำเข้า เสนอระยะยาวจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานทางเลือกอื่นควบคู่กัน ย้อนนโยบายไทยกว่า 20 ปี ผลักดันพลังงานชีวภาพ ตั้งแต่ยุคน้ำมันแพง
จากกรณีวิกฤตสงครามตะวันกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำเชื้อเพลิงในประเทศ มีพลังงานสำรองเหลืออยู่แค่ 110 วัน ทำให้รัฐบาลต้องหันส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกที่ผลิตได้เองในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมัน E20-B20
วันนี้ (18 มี.ค. 69) คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ให้สัมภาษณ์ The Active โดยอธิบายว่าพัฒนาการของนโยบายพลังงานทดแทนในภาคขนส่งของไทยว่า เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปี 2547–2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันในตลาดโลก
ในเวลานั้น ภาครัฐได้ต่อยอดจากโครงการทดลองในพระราชดำริ เช่น การผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล และการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ผลิตไบโอดีเซล ก่อนจะนำมาผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนต่ำ โดยไม่กระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์
จากนั้น กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้กำหนดมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถผสมเอทานอลได้ 10% หรือ “แก๊สโซฮอล์ E10” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในวงกว้าง
รัฐใช้ “ภาษี–กองทุนน้ำมัน” ดันตลาด สร้างแรงจูงใจผู้ใช้
คุรุจิต ระบุว่า ในระยะแรก ประชาชนยังไม่มั่นใจต่อการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ รัฐจึงต้องทำแคมเปญสร้างความเชื่อมั่น ร่วมกับค่ายรถยนต์ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น ที่ออกมารับรองว่าสามารถใช้งานได้โดยไม่กระทบเครื่องยนต์
ขณะเดียวกัน ภาครัฐใช้มาตรการทางภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม ส่งผลให้ตลาดเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ ยังมีการขยายประเภทน้ำมันเป็น E20 และ E85 เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เอทานอล ขณะที่ฝั่งดีเซลก็มีการพัฒนาไบโอดีเซล เช่น B7, B10
ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ ต้นทุนเอทานอล–ไบโอดีเซลยังสูง
แม้นโยบายจะช่วยขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ แต่คุรุจิตชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือ “ต้นทุน” โดยเอทานอลและไบโอดีเซลในประเทศไทยมักมีราคาสูงกว่าน้ำมันจากโรงกลั่น
ส่งผลให้การผสมในสัดส่วนสูง เช่น E85 หรือ B20 แม้ช่วยลดการนำเข้า แต่กลับทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงโดยรวมสูงขึ้น และต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากรัฐผ่านกองทุนน้ำมัน
ด้วยเหตุนี้ การใช้เอทานอลในประเทศไทยจึงอยู่ในระดับ “อิ่มตัว” ที่ประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวันมาเป็นเวลานาน
วิกฤตตะวันออกกลาง จุดเปลี่ยน “ไบโอฟิวเอล” กลับมาน่าสนใจ
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น คุรุจิตมองว่าเป็นจังหวะที่เชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอฟิวเอล) กลับมามีความได้เปรียบเชิงราคา
เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลนำเข้าสูงขึ้น จนบางช่วง “แพงกว่า” เอทานอลและไบโอดีเซลในประเทศ ทำให้การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพมีความคุ้มค่ามากขึ้น
รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดัน
- การใช้แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก
- การเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และอาจขยับสู่ B10
เพิ่มใช้ในประเทศ ลดนำเข้าได้ “หลักล้านลิตรต่อวัน”
ข้อมูลกำลังการผลิตล่าสุดระบุว่า
• เอทานอล: ผลิตได้ราว 4.27 ล้านลิตร/วัน ใช้จริงประมาณ 3.48 ล้านลิตร/วัน

• ไบโอดีเซล: ผลิตได้ราว 4.1 ล้านลิตร/วัน ใช้จริงประมาณ 3.42 ล้านลิตร/วัน

หากผลักดันนโยบายเต็มรูปแบบ เช่น เปลี่ยนจาก E10 เป็น E20 มากขึ้น และเพิ่มดีเซลจาก B7 เป็น B10 จะทำให้
- การใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นราว 2.6–3 ล้านลิตร/วัน
- การใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นราว 1–2 ล้านลิตร/วัน
ซึ่งเทียบเท่ากับการ “ลดการนำเข้าน้ำมัน” ได้ในปริมาณใกล้เคียงกัน

ผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศ แต่ “ไม่ช่วยกดราคาน้ำมัน”
คุรุจิตอธิบายว่า ผลลัพธ์ของนโยบายนี้มี 2 ด้านหลัก ได้แก่
- ลดการนำเข้า ใช้พลังงานในประเทศทดแทนการนำเข้าน้ำมันราคาแพง
- กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า มาตรการนี้ “ไม่สามารถทำให้ราคาน้ำมันถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ” เพราะต้นทุนพลังงานโดยรวมยังคงสูงตามตลาดโลก
E20 – B10 จุดสมดุล “เหมาะสมที่สุด” ในปัจจุบัน
ในเชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ คุรุจิตมองว่า แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว ส่วนไบโอดีเซลควรอยู่ที่ B7–B10 เนื่องจาก ไม่กระทบสมรรถนะเครื่องยนต์ สอดคล้องกับกำลังการผลิตในประเทศ ไม่สร้างภาระงบประมาณรัฐมากเกินไป แต่หากเพิ่มสัดส่วนมากกว่านี้ อาจเกิดปัญหาเดิม คือ ต้นทุนสูง และต้องอุดหนุนเพิ่ม
อนาคตพลังงานไทย ต้องพึ่ง “ทางเลือกอื่น” ควบคู่
คุรุจิตทิ้งท้ายว่า แม้เชื้อเพลิงชีวภาพจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้บางส่วน แต่มีข้อจำกัดด้านกำลังผลิตและต้นทุน ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานทางเลือกอื่นควบคู่กัน เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
พร้อมย้ำว่า ไบโอฟิวเอลเป็นเพียง “เครื่องมือหนึ่ง” ในการบริหารวิกฤตพลังงาน ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
