ส่องปฏิกิริยา หลัง ‘พิพัฒน์’ ยันรัฐบาลเดินหน้าต่อ ‘แลนด์บริดจ์’ นโยบายเรือธง ฝั่งภาคประชาชน ตั้งคำถามความคุ้มค่า ชี้ พื้นที่ชีวมณฑลเสี่ยงถูกทำลาย จ้างงานอาจไม่เกิดจริง ชวนมองความโปร่งใส พร้อมเรียกร้องเปิดรายงาน EHIA โครงการฯ
ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยพร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อโครงการแลนด์บริดจ์ โดยอ้างว่านโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเรือธงของรัฐบาลนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ขับเคลื่อน ผลักดันกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลนี้
“โครงการนี้ ปลัด (ชยธรรม์ พรหมศร เป็นปลัดกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบัน) เป็นผู้ศึกษามาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ยุคของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านปลัดยืนยันตลอดเวลาว่าโครงการนี้คุ้ม และตัวผมเองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ใครที่บอกว่าโครงการนี้ไม่คุ้ม เพราะเราต้องเสียเวลาไปกับการโยกย้ายตู้เครื่องจักรฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออกต้องใช้เวลา”
พิพัฒน์ รัชกิจประการ

พิพัฒน์ ยังได้ตอบโต้กระแสคัดค้านเรื่องความไม่คุ้มค่าของโครงการ โดยตั้งคำถามกลับว่า ฝ่ายคัดค้านได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่ ? พร้อมยกตัวอย่างกรณีเรือขนส่งคอนเทนเนอร์ที่แวะประเทศสิงคโปร์ ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เป็นการถ่ายลำ จึงมองว่าเวลาที่ใช้ในกระบวนการดังกล่าวไม่ได้สูญเปล่า แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
“ที่สำคัญถ้าเราสามารถสร้างท่าเรือทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรได้ คือมหาสมุทรอินเดีย กับมหาสมุทรแปซิฟิก เราจะมีอาชีพเพิ่มขึ้นอีกหลายอาชีพ จะมีการสร้างงานเพิ่มอีก 100,000 อัตรา ฉะนั้นถามผมเป็นการส่วนตัว หรือถามท่านปลัด ก็จะตอบเหมือนกันว่าคุ้มค่ากับการลงทุน”
พิพัฒน์ รัชกิจประการ
รัฐบาลจ้องดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ท่ามกลางข้อถกเถียงความคุ้มค่าโครงการขนาดใหญ่
อีกด้าน อภิศักดิ์ ทัศนี จากกลุ่ม Beach for Life ให้ความเห็นกับ The Active ต่อท่าทีของรัฐบาลกรณีแลนด์บริดจ์ โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลเชิงวิชาการที่ใช้สนับสนุนโครงการ ย้ำว่า รายงานของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สภาพัฒน์ ว่าจ้างศึกษา กับรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีข้อสรุปที่ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน ในประเด็นความคุ้มค่า อีกทั้งแม้แต่รายงานของ สนข. เอง ก็ไม่ได้ชี้ว่าโครงการมีความคุ้มค่าสูงนัก จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าการลงทุนอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง
“ผมคิดว่าในเชิงวิชาการก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าและรายได้ที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ครั้งนี้ ต้องกลับไปดูให้ดี ซึ่งประเด็นที่คุณพิพัฒน์เชื่อว่าคุ้มค่า แล้วไล่ให้คนอื่นไปดูข้อมูล ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่”
อภิศักดิ์ ทัศนี

อภิศักดิ์ ยังระบุอีกว่า ในช่วงกระบวนการศึกษาพบว่าโครงการนี้มีปัญหา อย่างน้อยในเรื่องกระบวนการศึกษา รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) พบว่า มีข้อผิดพลาดเกือบ 10 กว่าข้อ ทั้งเรื่องขอบเขตการศึกษา ข้อมูลที่ไม่ครบ เรื่องสัตว์หน้าดินที่สำรวจแล้วน้อยผิดปกติ
หรือแม้กระทั่งการไม่มีข้อมูลเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งอยู่ในรายงาน ซึ่งข้อสังเกตทางวิชาการเหล่านี้สะท้อนความผิดพลาดในการศึกษาโครงการนี้ หมายความว่าถ้าโครงการยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีความชัดเจนในประเด็นที่ถูกท้วงติง อาจเกิดความผิดพลาดใหญ่หลวงในอนาคตในการตัดสินใจผลักดันโครงการก็ได้
“การเลือกพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพ ในมุมมองผม ทิศทางควรเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว การส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรืออะไรที่ไม่ทำลายระบบนิเวศและธรรมชาติเดิมจะดีกว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไปทำลายฐานทรัพยากร เพราะบริเวณนั้นมีพื้นที่สงวนชีวมณฑลที่กำลังจะถูกประกาศเป็นมรดกโลก ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์กับระบบชีวมณฑลมีความย้อนแย้งกัน”
อภิศักดิ์ ทัศนี
อภิศักดิ์ ยังชี้ว่า ถ้าตัดสินใจไม่ดี อาจเอาธรรมชาติเดิมกลับมาไม่ได้ การตัดสินใจเรื่องนี้บนพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน หากมีทางเลือกอื่นในการพัฒนาที่ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ ต้องคิดอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ด่วนตัดสินใจ ถึงแม้ คุณพิพัฒน์ จะอ้างว่าโครงการนี้ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นคนศึกษามาเอง ดูมากับมือ ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ แต่สังเกตได้ว่าแม้จะเป็นคนเดิม ก็ยังมีความผิดพลาดทางวิชาการที่นักวิชาการกว่า 90 คนลงชื่อท้วงติง แปลว่าอาจมีอะไรบกพร่องในกระบวนการศึกษาที่นำเสนอรัฐบาล
เมื่อมองไปถึงเหตุผลที่ พิพัฒน์ อ้างถึงเรื่องการจ้างงาน อภิศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่เชื่อเรื่องการจ้างงานอยู่แล้ว โดยยกกรณีมาบตาพุด จ.ระยอง หรือในพื้นที่ จ.ชลบุรี ว่าในความเป็นจริงสามารถทำให้อัตราการจ้างงานสูงขึ้นได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันในพื้นที่ที่จะทำโครงการแลนด์บริดจ์ มีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเลมอแกน ไทยพลัดถิ่น เกือบ 2,000 คน คนกลุ่มนี้จะถูกผลักออกจากระบบการจ้างงานหรือไม่
“เขาไม่สามารถทำงานในระบบที่พวกคุณไปลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ได้ คนกลุ่มนี้ก็จะหลุดออกจากระบบไปเลย ส่วนการจ้างงานในประเทศ ผมเข้าใจว่าหลังจากนี้เทคโนโลยีจะสูงขึ้น เครื่องจักรจะมากขึ้น อัตราการจ้างงานจริงอาจไม่เกิดตามตัวเลขที่คุณพิพัฒน์คิดก็ได้ สิ่งที่จะเกิดกับคนภาคใต้คือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่อาจถูกทิ้งไว้และกลายเป็นภาระของคนในพื้นที่ แต่ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าจะมีอัตราการจ้างงานสูงอย่างที่กล่าว”
อภิศักดิ์ ทัศนี


ท้ายที่สุด อภิศักดิ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส หากต้องการเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะรายงาน EHIA ที่ขณะนี้ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ แม้จะมีข้อทักท้วงจำนวนมาก
“ขอไปยังไม่ได้ ทั้งที่มีข้อสังเกตว่ามีข้อผิดพลาดกว่า 10 ข้อที่ยังไม่ได้แก้ หากรัฐบาลจริงใจ ควรเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบ เพื่อให้โครงการมีความรอบคอบมากขึ้นถ้าเหมาะสมก็สร้าง แต่ถ้าไม่เหมาะสมก็ควรยุติ”
อภิศักดิ์ ทัศนี
ทั้งนี้ ยังมีการตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นของผู้ผลักดันโครงการว่าอิงอยู่บนข้อมูลประเภทใด หากเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ก็อาจหมายถึงความผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง อีกทั้งการไม่เปิดเผยข้อมูลยังยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงแรงจูงใจเบื้องหลัง ว่าอาจมีมากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์หรือปัจจัยทางการเมือง เนื่องจากเอกสารบางส่วนชี้ว่า โครงการอาจไม่คุ้มค่า แต่กลับถูกเร่งผลักดันอย่างรวดเร็วในช่วงเวลานี้
“ข้อสังเกตดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า การเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์กำลังสะท้อนอะไรต่อทิศทางการพัฒนาของประเทศ และมีนัยะใดที่ยังไม่ถูกเปิดเผยหรือไม่ เพราะในอดีต โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น ถนน Southern ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก็เคยประสบปัญหาล้มเหลวและไม่สามารถใช้งานได้จริง จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า โครงการลักษณะนี้อาจเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในการ ถอนทุน หรือไม่ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป”
อภิศักดิ์ ทัศนี ชวนตั้งคำถาม
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : Land Bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ชุมพร – ระนอง
