ฝ่าวิกฤต พลังงาน-น้ำมันแพง เร่งเครื่อง “ขนส่งสาธารณะ-ระบบราง” พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย

นักวิชาการ TDRI สะท้อน วิกฤตน้ำมันแพงกระทบการเดินทาง! แนะทางรอดประเทศ รัฐต้องเร่งดัน “ระบบราง-ขนส่งสาธารณะ” เป็นวาระเร่งด่วน เสนอ พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย สลัดภาพจำรถบรรทุกเก่ากินน้ำมัน สู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืน

ทามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและผันผวนอย่างหนักในภาวะวิกฤต ไม่เพียงกระทบต่อแผนการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสำคัญ แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการคมนาคมของไทย สุเมธ องกิตติกุล ผอ.วิจัยด้านนโยบายขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผย ภาวะขาดแคลนน้ำมันจนไม่มีเติมอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่า “ราคา” ที่สะท้อนต้นทุนจริง

สุเมธ เปิดเผย กับ The Active ว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานในช่วงภาวะวิกฤตและการเดินทางช่วงเทศกาล ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในลักษณะที่ “ไม่มีน้ำมันให้เติม” นั้นไม่น่ากังวล เนื่องจากภาครัฐมีการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันที่เพียงพอรองรับความต้องการในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “ราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง” หลังจากการปล่อยลอยตัวและการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันที่ลดลง ประชาชนอาจต้องเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงเข้าใกล้ 40-50 บาทต่อลิตร และต้องยอมรับความจริงที่ว่า ราคาพลังงานจะไม่มีทางกลับไปอยู่ระดับต่ำกว่า 30 บาทในระยะเวลาอันใกล้นี้

สำหรับผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงเทศกาล คาดว่าปริมาณการเดินทางอาจลดลงราว 10-15% แต่จะไม่ลดลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ได้วางแผนการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองคือ “พฤติกรรมหลังช่วงเทศกาล” ว่าประชาชนจะปรับตัวลดการเดินทางอย่างไร เช่น การกลับมาใช้มาตรการ Work From Home หรือการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางให้สอดคล้องกับเงินในกระเป๋า

หวั่นคนหนีค่าน้ำมัน หันพึ่งมอเตอร์ไซค์ดันสถิติอุบัติเหตุ

ในด้านความปลอดภัยบนท้องถนน แม้ปริมาณรถอาจลดลงบ้างซึ่งอาจส่งผลดีทำให้อุบัติเหตุลดลงตามสถิติช่วงโควิด-19 แต่ความท้าทายใหม่คือ “การเปลี่ยนผ่านยานพาหนะ” นักวิชาการแสดงความกังวลว่า ด้วยต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ประชาชนอาจเลือกใช้ “รถจักรยานยนต์” ในการเดินทางมากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย คล้ายกับปรากฏการณ์ช่วงโควิด-19 ที่คนเลี่ยงระบบขนส่งมวลชนมาใช้รถส่วนตัว ซึ่งในมุมมองด้านความปลอดภัยแล้ว รถจักรยานยนต์มีสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียที่สูงมาก ภาครัฐจึงไม่ควรปล่อยให้ประชาชนต้องดิ้นรนหาทางออกด้วยความเสี่ยง แต่ต้องรีบเข้ามาจัดการนำเสนอ “ทางเลือก” ที่ปลอดภัยและราคาเข้าถึงได้

ข้อเสนอแนะ 3 ระยะ สู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

  • ระยะเร่งด่วน การเดินทางในเมือง รัฐต้องตรึงและรักษาสภาพของระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) และรถไฟฟ้า ให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี พร้อมพิจารณาปรับปรุงอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับ “ความสามารถในการจ่าย” ของประชาชน เพื่อดึงดูดให้คนทิ้งรถยนต์ไว้ที่บ้าน
  • ระยะกลาง การเดินทางระหว่างเมือง สนับสนุนการเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองให้มากขึ้น ปัจจุบันประชาชนเริ่มหันมาใช้รถไฟเพื่อหนีค่าน้ำมัน รัฐจึงควรเร่งเพิ่มเที่ยววิ่งและขบวนรถไฟให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว
  • ระยะยาว ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ทางถนน: ปัจจุบันรถบรรทุกสินค้าในไทยจำนวนมากมีอายุการใช้งานเก่าแก่ (20-30 ปีขึ้นไป) ซึ่งกินน้ำมันและประสิทธิภาพต่ำ รัฐควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดภาษีนำเข้า หรือลดภาษีสรรพสามิต เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกรุ่นใหม่ อย่าง มาตรฐาน Euro 5 หรือ 6 ที่ประหยัดพลังงานมากกว่า ซึ่งจะช่วยพยุงต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไม่ให้พุ่งสูงตามราคาน้ำมัน ทางราง ผลักดันการขนส่งสินค้าทางรางอย่างเต็มรูปแบบในเส้นทางที่มีรถไฟทางคู่ครอบคลุม

“ระบบราง”โครงสร้างพื้นฐานแสนล้านที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า

ท้ายที่สุด ผอ.วิจัยด้านนโยบายขนส่งและโลจิสติกส์ได้ เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ยั่งยืนที่สุดคือการดึงคนและสินค้าเข้าสู่ “ระบบราง” ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟทางคู่ไปแล้วหลายแสนล้านบาท แต่ปริมาณการใช้งานจริงกลับยังไม่สะท้อนเม็ดเงินที่ลงทุนไป

“ปัญหาหลักเกิดจากการขาดแคลนหัวรถจักร ขบวนรถ และระบบการให้บริการที่ยังไม่สะดวกสบายเพียงพอต่อการจูงใจให้คนมาใช้งาน โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลหลังจากนี้คือ “ทำอย่างไรให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงและใช้งานระบบรางได้จริง” หากรัฐสามารถยกระดับจุดนี้ได้ ระบบขนส่งสาธารณะและทางรางจะเป็นทั้งทางรอดของประเทศในวิกฤตพลังงาน และเป็นรากฐานการพัฒนาโลจิสติกส์ไทยในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active