อบจ.กาญจนบุรี เผยคนใช้อีวีบัสเพิ่มขึ้น ยอดสูงวันละ 3,000 คน แต่ยังขาดทุน ย้ำไม่หวังกำไรเน้นช่วยชาวบ้านให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เตรียมเปิดอีก 2 เส้นทางลดเหลื่อมล้ำต่างพื้นที่ สภาผู้บริโภคห่วงหลายจังหวัดยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ

ปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในเขตพื้นที่ตนเอง โดยมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการจัดสรรงบประมาณสู่ระดับท้องถิ่นโดยตรง
แม้จะมีกฏหมายลูกที่เกี่ยวข้องการออกกฎกระทรวง (ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2567) กระทรวงคมนาคมได้ออกกฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก เพื่อปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง ขนส่งไม่ประจำทาง หรือรถขนาดเล็กในพื้นที่ของตนเองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งใน อปท. ที่ถูกยกให้เป็นจังหวัดที่สามารถจัดบริการขนส่งสาธารณะได้เป็นรูปธรรม ซึ่งได้เลือกพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) และมีแผนจะขยายเส้นทางไปในต่างอำเภอ

นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) ในพื้นที่ได้เริ่มวิ่งจริงไปเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมา ปัจจุบัน ยังไม่ได้มีตัวเลขจริง ๆ ของผู้ใช้บริการ เนื่องจากตัวเลขเพิ่มขึ้นตลอดยัง ไม่ได้มีตัวเลขคงที่ให้เห็น โดยตัวเลขคร่าว ๆ ต่อวันเกิน 3 พันคน ทั้งเดือน 5 หมื่นกว่าคน ซึ่งผู้ใช้บริการมีทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ

“งานสาธารณะขาดทุนได้ จริง ๆ แล้ว การมีบริการสาธารณะถูกแล้วเราคงไม่ได้หวังจะทำกำไรเชิงบริการสาธารณะที่เรามอบให้กาญจนบุรีก็แน่นอนขาดทุน แต่สิ่งที่ได้คือเราลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เงินในกระเป๋าเขามากขึ้น เขาสามารถลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าเขาได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ปัจจุบันกาญจนบุรีมีเส้นทางในการเดินรถในเส้นทางที่ 1 ลาดหญ้า-ท่าม่วง ในอนาคต อบจ.เตรียมพัฒนาเพิ่มอีก 2 เส้นทาง ซึ่งจะครอบคลุมการให้บริการประชาชนได้ประมาณครึ่งจังหวัด
“เส้นนี้เป็นเส้นผ่ากลางเมืองผ่านสถานที่ราชการ โรงเรียนซึ่งปัจจุบันจำนวนรถที่วิ่งมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และจะมีการเพิ่มจำนวนรถจาก 12 คันเป็น 18 คันอีกทั้งการเพิ่มเส้นทางใหม่เพื่อจะให้คนที่อยู่ในอำเภออื่น ๆ ได้ใช้บริการรถสาธารณะ จะค่อย ๆ ดำเนินไปจนครบ 13 อำเภอ เพื่อจะได้ไม่เหลื่อมล้ำ”
ทั้งนี้ บริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่แค่มีอยู่ในจ.กาญจนบุรี แต่กระเพื่อมไปถึงจังหวัดอื่น ๆ แล้ว ดังนั้น ในหลายจังหวัดที่ยังไม่มีอาจจะอยู่ไม่ได้ เพราะหลายองค์กรหรือเอกชนจะบีบเขา

ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดว่ามาจากผู้ประกอบการจำนวนมาก ประสบภาวะขาดทุน และขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้ลดเที่ยววิ่งหรือยุติการให้บริการ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการเดินทางที่ไม่สะดวก
“ภาคเอกชนเคยประเมินว่าหากต้องการให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารฟรีทั้งจังหวัด จะต้องใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาท ทำให้ อปท.หลายจังหวัดเดินทางมาศึกษาดูงานที่ อบจ.กาญจนบุรี เพื่อเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการ นอกจากนี้ จังหวัดต่าง ๆ ยังมีรายได้จากภาษีรถยนต์ที่สามารถนำมาจัดสรรเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้ โดยปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน”
สารี กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามบริบท เช่น จ.ภูเก็ต และ จ.เชียงใหม่ลงทุนจัดซื้อรถและบริหารจัดการเองทั้งหมด ขณะที่ อบจ.กาญจนบุรี ใช้วิธีเช่ารถและจ้างเอกชนเดินรถ ส่วน จ.ลำปาง เลือกสนับสนุนมาตรการค่าโดยสารคนละครึ่ง จึงต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาต แต่จากการสำรวจของ The Active ในประเทศไทย มีอีก 23 จังหวัดที่ไม่มีรถโดยสารประจำทางในเขตเมืองหรือเทศบาลเลย
ขณะที่ อดิศักดิ์ สายประเสริฐ นักวิจัยอิสระ และอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาองค์กรของผู้บริโภคเคยให้สัมภาษณ์กับ The Active ว่า แม้จะมีการให้อำนาจหน้าที่แก่ อปท. แต่อำนาจในการตัดสินใจสำคัญยังอยู่ที่ส่วนกลาง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
