สส.พรรคประชาชน เชื่อ แลนด์บริดจ์เสี่ยงคุ้มค่าการเงินต่ำ หวั่นซ้ำรอย EEC เตือนอย่าทิ้งไพ่ยุทธศาสตร์ให้มหาอำนาจ ตั้งข้อสังเกต รัฐขายฝัน ซ่อนนิคมอุตสาหกรรม ใต้ พ.ร.บ. SEC หลังเร่งรัด กว้านซื้อที่ดิน ย้ำ ต้องใช้เป็นไพ่ต่อรอง ช่วยเพิ่มอำนาจไทย ไม่ใช่แค่ทางผ่าน ด้าน รมช.คมนาคม เผย พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ ฉบับ สนข. ร่วมคณะกรรมการชุด ‘เอกนิติ’ ประกอบการตัดสินใจรัฐบาล ชี้ ผลศึกษาใหม่ รวมระบบขนส่งท่อก๊าซ-น้ำมัน
วันนี้ (6 พ.ค. 69) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมการชุดที่มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยระบุรัฐบาลจะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมประกอบการพิจารณาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์ อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมัน และก๊าซ
“เรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น”
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อยของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรนั้น สิริพงศ์ บอกว่า ข้อเสนอต่าง ๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมดเนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชนรัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน
“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย”
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
ส่วนข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่า โครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ กว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า
“ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า”
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

หวั่นความคุ้มค่าทางการเงิน เสี่ยงต่อการลงทุน ?
ด้าน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุถึงโครงการแลนด์บริดจ์ที่นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา เพิ่มเติมอีก 90 วัน ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ นอกจากเรื่องแลนด์บริดจ์แล้ว ยังมีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ออกไปอีก 2 ชั้น ที่สังคมควรจะพิจารณา คือ
- โครงการแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้โครงการ พ.ร.บ. SEC หรือ ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการที่คล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นที่ภาคตะวันออกมาแล้วเป็นการให้อำนาจพิเศษในการบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมดซึ่งเสี่ยงจะซ้ำรอยกับปัญหาภาคตะวันออกหรือไม่
- ปัจจัยทางภูมิประเทศศาสตร์ เมื่อดูรายงานฉบับล่าสุดความคุ้มค่าทางการเงินนั้นมีความเสี่ยงจริง ๆ อัตราผลตอบแทนทางการเงินเพียง 4% เท่านั้น ใน ขณะเดียวกันถ้าดูมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 40,000 ล้านบาทด้วยซ้ำ ดังนั้นความคุ้มค่าทางการเงินค่อนข้างเสี่ยงที่จะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิประเทศเข้ามาร่วมพิจารณา การนำเหตุผลนี้มาของรัฐบาลถือว่าฟังขึ้น แต่ก็เป็นข้อกังวล กับแนวทางที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าไป
“นี่คือไพ่สำคัญของประเทศไทยเราไม่ควรทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้กับชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคตรัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยนี้อย่างรอบคอบถ้าจะทำด้วยปัจจัยภูมิประเทศควรจะใช้โอกาสนี้ในการวางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย กระจายความเสี่ยงเป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่าง ๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและเชิงประเทศที่จะมาร่วมลงทุน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ควรนำมาพิจารณาในโครงการแลนด์บริดจ์”
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
ภาคใต้กับเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ต่อยอดจากฐานทรัพยากร
ขณะที่ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ย้ำว่า ไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาลและต้องมองภาพใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการจริง ๆ อาจจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. SEC วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ต้องการการต่อยอดจากฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ต้องการให้มีการสร้างงานสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้
“การที่เอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณาโดยไม่ได้พูดถึง ที่มาที่ไป จะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนแลนด์บริดจ์ นี่เป็นการขายฝันและฉวยโอกาสมากเกินไป การที่พูดแค่ว่าสร้างเศรษฐกิจสร้างเม็ดเงินต้องตอบให้ได้ว่าเม็ดเงินที่สร้างสร้างให้กับใครแล้วถ้าจะใช้โมเดล EEC มีบทเรียนให้เห็นอยู่แล้วว่าใครจะการันตีว่าบทเรียนที่จะเกิดขึ้นที่ภาคตะวันออกจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในภาคใต้”
ภคมน หนุนอนันต์
เสียดายที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้ลงพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 8 พ.ค. นี้แล้ว เพราะอยากให้รัฐมนตรี ลงพื้นที่รับฟังประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง ถ้าไม่รู้ว่าจะไปรับฟังตรงไหน แนะนำให้ไปที่ อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งประชาชนพร้อมจะให้ข้อมูล และขณะนี้ทราบว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ อาม่า
“ดิฉันคิดว่าท่านเป็นรัฐมนตรีท่านเชี่ยวชาญในภาคใต้ ท่านหาเจอแน่นอนถ้าท่านจะไปจริง ๆ สุดท้ายเชื่อว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจและไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด และเมื่อสื่อมวลชนถามกับนายกรัฐมนตรีล่าสุดว่าจะยืนยันและการันตีได้อย่างไร ว่าโครงการนี้จะไม่เป็นการเอื้อให้กับทุนต่างชาติเข้ามา นายกรัฐมนตรีกลับตอบว่าให้ดูหน้าท่าน แล้วบอกว่า 7-8 ปีที่ผ่านมาในการทำการเมืองที่ผ่านมาท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ฉันคิดว่าการตอบแบบนี้มักง่ายไปหน่อย เอาแค่หน้าท่านมาการันตีว่าท่านจะไม่ทำเพื่อใคร ดิฉันว่าวันนี้สิ่งที่เราพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุน คือ ทรัพยากรของประเทศมันต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริงมากกว่าการที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก”
ภคมน หนุนอนันต์
แลนด์บริดจ์ ไพ่ต่อรองมหาอำนาจ หรือทางผ่าน ?
สอดคล้องกับ พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ ว่า ถ้ามหาอำนาจที่รู้ว่าการลงทุนมหาศาลมันไม่คุ้มค่าในแง่ของเศรษฐกิจการลงทุนเม็ดเงิน แต่ยังพร้อมที่จะมาลงทุน ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และการต่างประเทศเป็นเรื่องของการต่อรอง ซึ่งการต่อรองคือการใช้จุดแข็งของประเทศมาเป็นไพ่ในการต่อรอง จุดแข็งของประเทศก็เป็นเรื่องของที่ตั้ง ซึ่งตนยืนยันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีที่ตั้งสำคัญและสามารถใช้เป็นไพ่ ถ้าเล่นเป็น กับมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องทรัพยากร ขนาดเศรษฐกิจ รวมถึงความสามารถของผู้นำที่จะใช้ไพ่ และสร้างไพ่ให้เป็นประโยชน์
“แลนด์บริดจ์จะเป็นการสร้างไพ่ ส่วนจะเป็นประโยชน์หรือไม่ ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าไพ่ใบนี้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยกับมหาอำนาจที่มาลงทุน และมหาอำนาจประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุนมากขึ้นหรือน้อยลง รวมถึงทำให้ไทยเป็นที่น่าเกรงใจและเป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง และทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจ หรือเราสามารถที่จะกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้น”
พิศาล มาณวพัฒน์
พิศาล ยังย้ำด้วยว่า ถ้าการต่างประเทศของเรามีพลังต่อรอง จะทำให้เราสง่างาม ทำให้สามารถที่จะลดความเกรงใจที่มีกับมหาอำนาจ และจะทำให้มหาอำนาจ จะมีความเกรงใจเรามากขึ้น ถ้าตอบคำถามทั้งหมดนี้ได้เราดีขึ้นหมด และเราจะสอบผ่านด้านภูมิรัฐศาสตร์
