‘รักษ์พะโต๊ะ’ จี้ รัฐบาลยกเลิกศึกษา EIA-EHIA ภายใต้ ‘แลนด์บริดจ์’ ทั้งหมด

ชี้ โครงการย่อยภายใต้ ‘แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร’ ยังมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 5 โครงการ ทั้ง ท่าเรือ มอเตอร์เวย์ ทางรถไฟรางคู่-รางเดี่ยว ‘เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ’ ย้ำ รัฐบาลต้องยุติศึกษาโครงการย่อยทั้งหมด เพื่อแสดงความจริงใจ ด้าน ‘สามารถ ราชพลสิทธิ์’ มอง รัฐพับแลนด์บริดจ์ แต่ไม่พับแนวคิด เชื่อม 2 ฝั่งทะเล

วันนี้ (2 ส.ค. 2569) เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ แถลงการณ์จี้รัฐบาล ยกเลิกการศึกษา EIA และ EHIA ภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด หลังร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์รัฐบาลต่อท่าทีของโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร โดยมีความเห็นร่วมกันว่า หากรัฐบาลประกาศยกเลิกโครงการนี้จริง ต้องถอนโครงการศึกษาโครงการภายใต้แลนด์บริดจ์ทั้งหมดออกไปด้วย โดยมีการอ่านแถลงการณ์ สาระสำคัญ ระบุถึงกรณีที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ประกาศว่าจะไม่มีโครงการแลนด์บริดจ์อีกต่อไปแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ได้แถลงไว้เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ว่า “โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง” จนเป็นที่เข้าใจร่วมกันว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการโครงการนี้อีกต่อไป

ขณะที่เครือข่ายฯ ระบุว่า โครงการย่อยภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ยังมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือที่เรียกว่าการจัดทำ EIA และ EHIA ทั้งหมด 5 โครงการ คือ โครงการท่าเรือน้ำลึกอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง โครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร โครงการมอเตอร์เวย์ และโครงการรถไฟรางคู่ – ร่างเดี่ยว ที่เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่ง ซึ่งทุกโครงการอยู่ระหว่างการจัดทำและปรับปรุงรายงาน อันเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกับ คำประกาศของรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน และรายงานบางส่วนที่ส่งเข้าไปที่ คชก. เพื่อรอการพิจารณา ควรถอนรายงานดังกล่าวด้วย

“เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการศึกษาโครงการย่อยทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นถึงการยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ผลิตวาทกรรมหรือสร้างข้อตกลงหลอกลวงประชาชนไปวันต่อวัน หากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราพร้อมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อยุติเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดในเร็ววัน”

ช่วงท้ายของการอ่านแถลงกรณ์ ระบุว่า ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องมีความเป็นธรรมและยั่งยืนของทรัพยากร สอดคล้องกับวิถีชีวิตและฐานศักยภาพของภาคใต้ที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่ต้องเพื่อคนทั้งหมด ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมที่หลากหลายของคนทุกภาคส่วน

อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มอง รัฐพับแลนด์บริดจ์ แต่ไม่พับแนวคิด เชื่อม 2 ฝั่งทะเล

ด้าน สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นต่อท่าทีของรัฐบาลในกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีความเป็นไปได้ยากที่โครงการแลนด์บริดจ์จะกลับมา ด้วยเหตุผลสองข้อ คือ หนึ่ง รัฐบาลยอมรับจากผลการศึกษาว่า โครงการไม่คุ้มทุน เมื่อภาครัฐยังประเมินเช่นนี้ ก็ยิ่งยากที่จะจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการมูลค่ามหาศาล สอง คือ การแข่งขันของธุรกิจท่าเรือในภูมิภาคเปลี่ยนไปมากแล้ว สายการเดินเรือส่วนใหญ่มีเครือข่ายและพันธมิตรกับท่าเรือหลักอยู่แล้ว การจะดึงให้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือมายังแลนด์บริดจ์ของไทย จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

สามารถ ระบุต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลเลือกลงทุนเองแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากสร้างรถไฟ Missing Link ปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่ง และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพเชื่อมสองฝั่งทะเลได้มากขึ้น แต่คงไม่ถึงระดับ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งรัฐบาลยอมรับว่าไม่คุ้มทุน

นอกจากนี้ ยังระบุถึง สิ่งที่ควรจับตามองหลังจากนี้ คือไม่ใช่เพียงคำว่า “แลนด์บริดจ์” แต่ประเทศไทยจะสร้างระบบโลจิสติกส์ที่แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร เพราะหากมีรถไฟทางคู่ มีมอเตอร์เวย์ มีท่าเรือน้ำลึกที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ การขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันก็จะรวดเร็วขึ้น แม้จะไม่ได้เรียกว่าแลนด์บริดจ์ก็ตาม

อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลควรเร่งศึกษา คือ ท่าเรือฝั่งอันดามันควรตั้งอยู่ที่ใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

ระหว่างระนองกับปากบารา (จ.สตูล) ต่างก็มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ความใกล้เส้นทางเดินเรือ ความลึกของร่องน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และบทบาทที่รัฐต้องการให้ท่าเรือแห่งนั้นทำหน้าที่

พร้อมสรุปความเห็นที่มีต่อการดำเนินโครงการดังกล่าวของรัฐ ในช่วงท้าย 4 ข้อ

  1. โอกาสที่แลนด์บริดจ์จะกลับมาเกิดขึ้นมีน้อยมาก เพราะรัฐบาลยอมรับแล้วว่าผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และยังมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
  2. การเดินหน้าสร้าง Missing Link เช่น รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน เป็นคนละเรื่องกับแลนด์บริดจ์ โครงการเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ได้จริง แม้ไม่มีการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่เรือ เพราะยังรองรับการขนส่งสินค้าในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวม
  3. ผมไม่เห็นด้วย หากรัฐบาลจะกลับมาลงทุนแลนด์บริดจ์เอง เหตุผลไม่ใช่เพราะผมคัดค้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เพราะรัฐบาลเพิ่งประกาศเองว่าโครงการไม่คุ้มทุน หากโครงการไม่สามารถจูงใจเอกชนให้ลงทุนด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐจึงจะนำเงินภาษีของประชาชนไปลงทุนในโครงการเดียวกัน
    หน้าที่ของภาครัฐไม่ใช่การพิสูจน์ว่าโครงการขนาดใหญ่ต้องเกิดขึ้นให้ได้ แต่คือการใช้ทรัพยากรของประเทศในโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุด
  4. สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ ศึกษาทำเลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่าเรือฝั่งอันดามัน โดยเปรียบเทียบทั้งระนอง ปากบารา (จ.สตูล) และทางเลือกอื่นอย่างเป็นกลาง เพื่อให้การลงทุนทุกบาทสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ผมขอกล่าวส่งท้ายว่า…ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีเมกะโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเมกะโปรเจกต์ที่คุ้มค่าที่สุด

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active