ผลสำรวจนักท่องเที่ยวต่างชาติ 22 ประเทศ ระบุ ‘เกาะพยาม’ เป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะธรรมชาติสมบูรณ์ ผู้คนเป็นมิตร เงียบสงบ ไร้มลพิษ พบกลับมาเที่ยวซ้ำ และใช้เวลาอยู่ นาน 39-150 วัน ขณะที่ 75.5% ยอมรับ “ไม่กลับมาอีก” หากมีแลนด์บริดจ์ สร้างนิคมฯ-ท่าเรือน้ำลึก หวั่น กระทบระบบนิเวศ ทรัพยากร-อาหารทะเล วิถีชุมชน
ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา (สจน.) ร่วมกับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเกาะพยาม อ.เมืองระนอง จ.ระนอง เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 200 คน จาก 22 ประเทศ ที่เดินทางมาเยือนเกาะพยามในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 พบว่า “ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ความเงียบสงบ และวิถีชีวิตของผู้คน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้กลับมาเยือนซ้ำ


ผลสำรวจ พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน คิดเป็น 49.5% รองลงมา คือ อิตาลี 8.5% ออสเตรเลียและฝรั่งเศส 7% โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้เคยเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย เฉลี่ย 9.47 ครั้ง และเคยมาเยือนเกาะพยาม เฉลี่ย 4.65 ครั้ง สะท้อนว่าเกาะพยามเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างความประทับใจจนเกิดการเดินทางกลับมาอีกหลายครั้ง ขณะที่ระยะเวลาพำนัก เฉลี่ยอยู่ที่ 39.09 วัน สูงสุดถึง 150 วัน
เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่เลือกมาเที่ยวเกาะพยาม พบว่า 97.5% ระบุว่าเพราะธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ รองลงมาคือ ผู้คนเป็นมิตร 96% ความเงียบสงบ 95% และอากาศดีไร้มลพิษ 87.5% สะท้อนว่าเสน่ห์ของเกาะพยามอยู่ที่ระบบนิเวศและวิถีชีวิตที่ยังไม่ถูกพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามต่อกรณีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ ผลสำรวจ พบว่า นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมด หรือ 99.5% “ไม่เห็นด้วย” กับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ใกล้เกาะพยาม

ขณะที่ 99% “ไม่เห็นด้วย” กับการจัดตั้งโรงกลั่นน้ำมัน นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บริเวณชายฝั่งจังหวัดระนอง
นอกจากนี้ 96.5% เชื่อว่า หากพื้นที่เกาะพยามและชายฝั่งระนอง ถูกพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรม จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรทางทะเล อาหารทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ


เมื่อถามถึงการตัดสินใจกลับมาเที่ยวเกาะพยามในอนาคต หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง พบว่า 75.5% ระบุว่าจะ “ไม่กลับมาอีก” มีเพียง 3% เท่านั้นที่ยืนยันว่าจะยังกลับมา ส่วนอีก 21.5% ยังไม่มั่นใจในการตัดสินใจ
สำหรับรายได้การท่องเที่ยวเกาะพยาม โดยอ้างอิงข้อมูลจากฤดูการท่องเที่ยว ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 – เมษายน 2568 (ประมาณ 150 วัน) พบว่า สร้างมูลค่าได้มากถึง 1,259,630,000 บาท จาก 24 ธุรกิจ ประกอบด้วย
- ธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม สร้างมูลค่า 510 ล้านบาท (40.49%)
- ธุรกิจที่พักแรม เช่น รีสอร์ต, บังกะโล, บ้านเช่า มูลค่า 396.9 ล้านบาท (31.51%)
- ธุรกิจนันทนาการ/บันเทิง เช่น เช่าเซิร์ฟบอร์ด, สอนเซิร์ฟ, บาร์, คอนเสิร์ต, ปาร์ตี้, มวย มูลค่า 139.05 ล้านบาท (11.04%)
- ธุรกิจร้านค้า เช่น ร้านขายของชำ, ร้านของฝาก ของที่ระลึก, บริการซักผ้า มูลค่า 91.65 ล้านบาท (7.28%)
- ธุรกิจคมนาคมขนส่ง เช่น เรือสปีดโบ๊ทโดยสาร, รถตุ๊กตุ๊กโดยสาร, เช่ารถมอเตอร์ไซต์, ขายน้ำมัน มูลค่า 81.6 ล้านบาท (6.48%)
- ธุรกิจนำเที่ยว เช่น เรือหางยาวนำเที่ยว, เรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยว, รถตุ๊กตุ๊กนำเที่ยว, ไกด์, One Day Trip มูลค่า 29.48 ล้านบาท (2.34%)
- ธุรกิจสุขภาพ เช่น ร้านนวด, โยคะ มูลค่า 9.68 ล้านบาท (0.77%)
- บ้าน/ที่ดินเพื่อทำธุรกิจ มูลค่า 1.28 ล้านบาท

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “มูลค่าที่แท้จริง” ของเกาะพยาม ไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่อยู่ที่การรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองในระยะยาว
