โอกาสทองเกษตรกรไทย! ดัน “ไม้แปลก-ไม้หายาก” สู่สินค้ามูลค่าสูงระดับโลก

ผู้ประกอบการ – เกษตรกร เสนอ รัฐเร่งปลดล็อก “คอขวด” กระบวนการส่งออก เพื่อให้เม็ดเงินจากตลาดพรีเมียม “ไม้แปลก-ไม้หายาก” ตกถึงมือผู้เพาะปลูกชาวไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อุตสาหกรรม “ไม้แปลก-ไม้หายาก” ของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนได้รับการยอมรับให้เป็นฐานการผลิตเบอร์ 1 ของตลาดโลก ด้วยความได้เปรียบทางภูมิอากาศและฝีมือการเพาะพันธุ์ของเกษตรกรไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เม็ดเงินจากตลาดพรีเมียมนี้ตกถึงมือผู้เพาะปลูกชาวไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ภาคเอกชนและเกษตรกรยังคงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปลดล็อกความล่าช้าในขั้นตอนการออกเอกสารส่งออก เพื่อผลักดันพรรณไม้ไทยให้เป็น Soft Power ที่มีมูลค่าเปรียบเสมือน “Supercar” แห่งวงการเกษตรอย่างยั่งยืน

มุมมองภาครัฐ: ชู 3 ยุทธศาสตร์ยกระดับสู่พืชเศรษฐกิจใหม่

รพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงทิศทางในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ว่า ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งจนเรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ 1 ของโลก” ด้วยสภาพภูมิอากาศเขตร้อนที่ได้เปรียบกว่าประเทศในยุโรปที่ต้องใช้ต้นทุนสูงในการเลี้ยงดูในเรือนกระจก ภาครัฐจึงมุ่งเน้นการยกระดับผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การยกระดับศักยภาพการผลิต เพื่อพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer รวมกลุ่มวิสาหกิจเพื่อบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อพัฒนาด้านการตลาดเพื่อผลักดันสินค้าสู่ระดับสากล จับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม และ การเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อ เปิดเวทีให้เกษตรกรพบผู้ซื้อโดยตรง ทั้งในและต่างประเทศ

“นอกจากนี้ กรมฯ ยังประสบความสำเร็จในการวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่ติดบัญชีไซเตส (CITES) เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี เพื่อให้สามารถส่งออกได้อย่างถูกกฎหมาย และเตรียมใช้เวทีระดับโลกอย่าง มหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ปลายปี 2569 มหกรรมพืชสวนโลก โยโกฮามา ปี 2570 และโคราช เอ็กซ์โป ปี 2572 เป็นเวทีจัดประกวดเพื่อการันตีคุณภาพสายพันธุ์ไทย ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ”

ไม้แปลก

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ “ไม้แปลก-ไม้หายาก” เสนอ เร่งรัฐปลดล็อก “คอขวด” กระบวนการส่งออก

สรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญวงการไม้แปลก-ไม้หายาก สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า ประเทศไทยคือ “Garden of the world” แต่ที่ผ่านมามูลค่าและชื่อเสียงมักไปตกอยู่กับประเทศอื่นที่ซื้อไปขายต่อ การดึงกำลังซื้อระดับ B2C และ C2C ให้เข้ามาเจอกับเกษตรกรโดยตรงจึงเป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตคือ “ความล่าช้าในขั้นตอนการส่งออก”

ธุรกิจการส่งออกเติบโตขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 20% แต่บุคลากรและเจ้าหน้าที่รัฐด้านการออกเอกสารรับรองสุขอนามัยพืช Phytosanitary Certificate หรือพาสปอร์ตต้นไม้ ยังมีเท่าเดิมและจุดให้บริการมีจำกัด ทำให้คิวรอนานมาก จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มบุคลากรและสถานที่ออกเอกสาร เพื่ออำนวยความสะดวกและให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม

สรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์
ไม้แปลก

ต้น มอนสเตอร่า หยินหยาง มีมูลค่ามากถึง 1.2 ล้านบาท

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ค่าครองชีพที่ถูก และอาหารที่อร่อย ซึ่งจูงใจให้ผู้ซื้อต่างชาติเดินทางเข้ามา ตลาดไม้แปลก-ไม้หายากมีการเติบโตอย่างมั่นคงเฉลี่ย ปีละ 20% โดยวัดได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ประกอบการมาร่วมงานในไทย เช่น อินโดนีเซีย จีน อินเดีย และทั่วเอเชีย สำหรับพรรณไม้ที่เป็นไฮไลต์ ปัจจุบันตลาดโลกต้องการทุกอย่างที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสวนครัวด่าง เช่น มะสังด่าง ซึ่งในไทยอาจมองว่าเป็นวัชพืช แต่ในยุโรปมีราคาสูงถึง 100 ยูโรต่อต้น รวมถึงตะไคร้ด่าง โหระพาด่าง และกะเพราด่าง

แม้ช่วงนี้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์สงคราม ที่ทำให้กลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางบางส่วนขาดหายไปบ้าง แต่ก็ยังมองทิศทางว่า กลุ่มลูกค้าหลักในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย กำลังสนใจ ขณะที่อนาคต โอกาสสำหรับคนไทย มองว่าหากรัฐสนับสนุนเกษตรกร ผู้ประกอบการมากขึ้น โอกาสการเดินหน้า ขยายตัวสู่ตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย, คาซัคสถาน, เนปาล และกลุ่มประเทศในแอฟริกา อย่างกานา

มุมมองผู้ประกอบการโอกาสของเกษตรกรฐานราก

ณทรรศชัย จรัสมาศ ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง มองว่า อุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายาก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจฐานรากที่น่าจับตามอง เกษตรกรไทยมีความเก่งกาจในการพัฒนาสายพันธุ์ (Breeding) ใหม่ ๆ เช่น กลุ่มหน้าวัวใบ (Anthurium) หรือพืชผักสวนครัวด่างที่ตลาดยุโรปให้ราคาสูง หากภาครัฐสามารถบูรณาการความร่วมมือ ทั้งการให้องค์ความรู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และลดอุปสรรคด้านการส่งออก จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจ ทำให้เม็ดเงินมหาศาลกระจายลงสู่กระเป๋าของเกษตรกรไทยได้อย่างแท้จริง

ตลาดต้นไม้เมืองไทย ถือเป็นศูนย์กลางของทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะผมอิงจากที่ผมไปขายที่จตุจักร จตุจักรเป็นตลาดที่เวิลด์ไวด์ มากเพราะมีแต่ต่างชาติเข้ามา เข้ามาเลือกซื้อเลือกหา อีกอย่างคือไม้เราก็นำเข้ามาจากเมืองนอก มาพักที่ไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้ผลักดันเรื่องการสนับสนุนเกษตรกรให้มาก บ้านเราปลูกอะไรก็ขึ้น เราก็ส่งออกได้ได้ง่ายกว่า

ณทรรศชัย จรัสมาศ

ก้าวต่อไปและงานจัดแสดงที่น่าจับตามอง

เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดและสร้างโอกาสให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไทยได้เตรียมจัดเวทีเจรจาการค้าและจัดแสดงพรรณไม้ระดับนานาชาติ ได้แก่ งาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 20 ในวันที่ 15–17 พฤษภาคม 2569 และ ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 12–14 มิถุนายน 2569 ณ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรไทยเพื่อก้าวสู่เวทีใหญ่อย่าง งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี ในช่วงปลายปี 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางพรรณไม้ระดับโลก

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active