ปฏิรูปการศึกษาไทย โจทย์ใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ของรัฐบาลใหม่

‘ยศชนัน’ ลั่นพลิกโฉมมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แห่งการสร้างความรู้พร้อมนวัตกรรม เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ เตรียมผุด ​Human Capital Superboard ประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ‘ภาคประชาชน’ มองเห็นเจตจำนงปฏิรูปการศึกษา

จาก คำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย. 69  ด้านสังคม มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหลายเรื่อง ทั้ง​นโยบายเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา มีงานทำ ในฐานะการลงทุนในทุนมนุษย์ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู

พร้อมปรับหลักสูตรการศึกษาให้ยืดหยุ่นและสอดรับกับความหลายของผู้เรียนทั้งวัยและความพิการ และผู้ที่หลุดออกจากระบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค และเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

นโยบายด้านการศึกษานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงสำคัญ ได้แก่

  • กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรี
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรี

โดย ในวันที่ 10 เม.ย. 69 ​ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงในการประชุมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในส่วนของ ภารกิจทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ที่มีเนื้อหามุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน เพิ่มผลิตภาพให้คนที่มีข้อจำกัดในการผลิต ทั้งเครื่องยนต์และเทคโนโลยี

ในตอนท้ายของคำชี้แจง ยศชนัน กล่าวว่า กองกำลังสำคัญของนวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งหมดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ดังนั้นต้องทำให้มหาวิทยาลัย เป็นพื้นที่แห่งการสร้างความรู้ความพร้อมกับนวัตกรรมต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ เปลี่ยนระบบการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ทุกคน ทุกวัยสามารถเข้าเรียนได้ เพื่อ upskill และ reskill และลดความเหลื่อมล้ำ  จะมีการแถลงแนวทางเร็ว ๆ นี้ หลังหารือกับสภาอธิปการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)

เจตจำนงทางการเมืองเรื่องปฏิรูปการศึกษา

สำหรับประสบการณ์การทำงาน ยศชนัน เคยเป็นอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 69 ที่ผ่านมาเชิญภาคประชาสังคมด้านปฏิรูปการศึกษา ครูอาจารย์ นักวิชาการ ทั้ง อ.อรรถพล อนันตวรสกุล จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กลุ่มครูขอสอน เครือข่ายก่อการครู อ.อนุชาติ พวงสำลี และทีม LSED เพื่อรับฟังถึงสถานการณ์การศึกษาไทย เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต ศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพฯ และ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มครูขอสอนกรรมการมูลนิธิการศึกษาเพื่อการสร้างพลเมืองไทย (Thai Civic Education) กล่าวกับ The Active ว่า วงสนทนานี้เป็นการรวบรวมคนทำงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละมิติขุดปมปัญหาการศึกษาไทย เพื่อหาสาเหตุและทางออกที่เด็กไทยยังมีศักยภาพการแข่งขันไม่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน

แม้ในวันนั้นทางยศชนัน ไม่ได้พูดคำว่า “ปฏิรูป” ออกมาตรง ๆ แต่รับทราบถึงการรื้อโครงสร้างระบบการศึกษาผ่านกฎหมายแม่บทคือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่

อย่างไรก็ตามภาคประชาชนในกิจกรรมวันนั้น กล่าวว่าพอมองเห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะปฏิรูประบบการศึกษาไทยของรัฐมนตรี อว. คนใหม่นี้

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ แต่ยังไม่ถูกพูดถึง

เนื่องจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ใช้มานานกว่า 27 ปีแล้ว และไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง การผลักดัน กฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ คือหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และการแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่โครงสร้างและต้นตอ แต่การแถลงนโยบายของรัฐบาลไม่ได้กล่าวถึง

แม้ว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่ ครม.มีมติเห็นชอบผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรไปแล้วตั้งแต่ 9 ธ.ค. 68 แต่รัฐบาลอนุทินประกาศยุบสภาฯ เมื่อ 12 ธ.ค. 68 ทำให้การผลักดันกฎหมายใหม่ชะงักงัน

ทางด้านภาคประชาชนเสนอว่า ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ควรมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาโดยให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และกำหนดหลักสูตรให้ยืดหยุ่น รวมถึงผู้เรียนสามารถเรียนฟรี 15 ปีจริง ๆ

ครูทิว-ธนวรรธน์ สุวรรณปาล จากกลุ่ม “ครูขอสอน” ซึ่งเป็นเครือข่ายครูไทยที่รวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา กล่าวถึงการเคลื่อนไหวในการปฏิรูปการศึกษาในช่วงนี้ว่า มีการหารือถึงทางเลือกระหว่างการ “ปัดฝุ่น” ร่างเดิมที่ค้างมาจากสมัยรัฐบาลก่อน หรือการเสนอร่างใหม่ของกระทรวง

เพราะเมื่อดูร่าง ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาเดิม พยายามยัดเยียดรายละเอียดมากเกินไป แทนที่จะเน้นเพียงหลักการและแยกรายละเอียดเชิงเทคนิคไว้ในกฎหมายรอง หรือระเบียบรองลงไป ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องการแบ่งช่วงวัยผู้เรียน หรือเป้าหมายการศึกษาที่ลงรายละเอียดลึกเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้การทำงานล่าช้า แต่ยังทำให้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการพัฒนาคนถูกบดบังด้วยข้อถกเถียงเชิงโครงสร้างและอำนาจนิยม

“เท่าที่ทราบมา กระทรวงเองในรัฐบาลปัจจุบันก็มีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนชื่อหรือขอบเขตเป็น “พ.ร.บ. การศึกษาเรียนรู้” เพื่อให้ครอบคลุมตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดแค่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในรั้วสถาบันการศึกษาเท่านั้น”

อย่างไรก็ตามเขาได้แสดงความน่ากังวลในเรื่อง การมีส่วนร่วมในกระบวนการปัดฝุ่นกฎหมายครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้ร่างของภาคประชาชนและสมาพันธ์ครูที่เคยยื่นไว้ถูกทิ้งให้เป็นเพียงตัวประกอบในสภาชุดก่อน ในขณะที่ร่างหลักของสภาการศึกษาเดิมมีจุดบกพร่องจำนวนมาก

ความท้าทายในการร่างกฎหมายฉบับใหม่จึงอยู่ที่ชั้นกรรมาธิการว่า จะเป็นพื้นที่ฟอกตัวให้กฎหมายหรือเป็นพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง หากรัฐบาลเลือกความเร็วโดยทิ้งหัวใจสำคัญอย่างการมีส่วนร่วมไป สุดท้าย พ.ร.บ.การศึกษาฉบับนี้อาจเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนปกใหม่ แต่ไส้ในยังคงพันธนาการอนาคตของเด็กไทยไว้ในกรงขังเดิม ๆ

ปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องทั้งระบบนิเวศการเรียนรู้

ณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต ย้ำว่า การปฏิรูปการศึกษาไทยไม่ใช่เฉพาะใน ”ห้องเรียน” แต่ต้องเป็น “ระบบนิเวศการเรียนรู้”(Learning Ecosystem) ซึ่งหมายถึงโลกแห่งการเรียนรู้ที่ไร้พรมแดนและกว้างขวางกว่ากำแพงโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโฮมสคูล (Home School) หรือศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่ควรเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบาง

การแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษา คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะตอบโจทย์ชีวิตและคุณภาพการเรียนรู้ของคนไทยทุกคนในระยะยาวอย่างแท้จริง

ในรัฐบาลชุดนี้ พรรคเพื่อไทยได้กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา “ทุนมนุษย์” โดยตรงแทบทุกมิติ ทั้ง อว. ศธ. กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพํฒนาสังคมฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่การปฏิรูปการศึกษายังเกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เพื่อไทยไม่ได้ด้วย อย่างกระทรวงมหาดไทย กลายเป็นข้อจำกัดและความท้าทายด่านสำคัญที่ต้องจับตา

พีรวิชญ์ ขันติศุข คณะทำงานรัฐมนตรี กล่าวกับ The Active ว่า“จริงอยู่ที่การปฏิรูปการศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง แต่เราไม่ได้มองว่านี่คือกำแพง เราออกแบบกลไกเพื่อทำงานข้ามกระทรวงตั้งแต่ต้น

กลไกสำคัญที่สุดคือ Human Capital Superboard ที่ดำเนินงานในระดับรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้การประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนตั้งแต่เกิดจนถึงวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ศึกษาธิการ อุดมศึกษา แรงงาน พม. และกระทรวงอื่น ๆ ในรายประเด็น ให้เกิดขึ้นได้จริงในระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่การประชุมหารือที่ไม่มีผลลัพธ์

ในทางปฏิบัติ เราทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในหลายเรื่องที่ส่งผลต่อเด็กโดยตรง ในขณะที่เรื่องการลดภาระผู้ปกครองเราก็ประสานกับกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้วด้วย

สิ่งที่เราเชื่อคือการศึกษาที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดด ๆ และนั่นคือเหตุผลที่เราออกแบบการทำงานแบบ synergistic ตั้งแต่วันแรก ส่วนเรื่องที่ต้องการอำนาจทางกฎหมายรองรับ เราก็เดินหน้าผ่านร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งวางกลไกความร่วมมือข้ามกระทรวงไว้ชัดเจนในตัวบท”

พร้อมกับเปิดเผย Roadmap ของ 2 กระทรวง เพื่อปฏิรูปการศึกษาว่า “เราเดิน 2 เส้นทางพร้อมกัน และทั้งสองเส้นทางไม่รอกันเส้นทางแรกคือการผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ท่านรองนายกฯ ยศชนัน ตั้งเป้าไว้ที่ราว ๆ  2 ปี โดยเราจะร่วมมือจากทุกพรรคและภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและเกิดขึ้นได้จริงโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน เราก็ลงมือทำในสิ่งที่ไม่ต้องรอกฎหมายควบคู่กันไปทันที ทั้งมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน เพื่อลดภาระผู้ปกครอง การยกเลิกภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูเพื่อคืนเวลาให้ห้องเรียน การจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธินักเรียน และการวางรากฐาน Credit Bank พร้อม Competency-Based Curriculum โดยเตรียมครูให้พร้อมรองรับก่อนล่วงหน้า

“เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราเชื่อมาตลอดคือเรื่องของเด็กรอไม่ได้ กฎหมายที่ดีต้องใช้เวลา แต่การเปลี่ยนแปลงที่เด็กและครูรู้สึกได้จริงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้” พีรวิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active