แต่รัฐต้องตอบให้ชัด “จะใช้ทำอะไร” เตือนธุรกิจการศึกษามีผลประโยชน์ซ่อนอยู่ ชี้ การห้ามใช้มือถืออาจแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เสนอสร้าง “Digital Literacy” และทักษะกำกับตัวเอง แทนการปิดกั้นเทคโนโลยีที่เด็กเข้าถึงได้อยู่แล้ว
ภายหลัง ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการหารือกับ ชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia ของ TikTok (Thailand) และคณะ ถึงแนวทางความร่วมมือด้านการศึกษาในอนาคต โดยเฉพาะการยกระดับการผลิตสื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาทักษะครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนการอัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) เพื่อรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่
รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการและ TikTok ได้หารือถึงการต่อยอดความร่วมมือที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของครู รวมถึงการผลิตสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบ “ชอร์ตวิดีโอ” หรือคลิปสั้น ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และหลักสูตรพัฒนาทักษะเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการประชาสัมพันธ์นโยบายและกิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการให้เข้าถึงสังคมในวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวได้ทำให้เกิดกระแสถกเถียงในโลกออนไลน์ทันที ทั้งในมิติของ “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ของการนำแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา
นักวิชาการ ชี้ “ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน” แต่รัฐต้องตอบคำถามให้ชัด
ด้าน รศ.อนุชาติ พวงสำลี นักการศึกษาและนักวิชาการด้านนิเวศวิทยามนุษย์ ให้สัมภาษณ์กับ The Active โดยสะท้อนว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับ TikTok จะดำเนินไปในรูปแบบใด และมีขอบเขตแค่ไหน โดยตนพยายามติดตามว่า “บริษัทเทคโนโลยี” ต้องการเข้ามามีบทบาทอะไรในระบบการศึกษาไทย แต่ยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจน จึงยังไม่อยากรีบด่วนตัดสินว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ประเด็นสำคัญที่สังคมต้องตั้งคำถาม คือ เราจะเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนอยู่กับโซเชียลมีเดียมากน้อยเพียงใด เพราะนี่ไม่ใช่เฉพาะ TikTok แต่รวมถึงทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เด็กใช้ในชีวิตประจำวัน
“มันเป็นโจทย์ที่เถียงกันยังไม่ลงตัว เพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่พร้อมกัน”

“ผู้ใหญ่รีบตัดสินเทคโนโลยีในแง่ลบเกินไป”
รศ.อนุชาติ มองว่า เมื่อ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียนคือ เด็กจำนวนมากเริ่มใช้ AI เพื่อค้นข้อมูล ทำการบ้าน และหาคำตอบจากโจทย์ที่ครูมอบหมาย เขายกตัวอย่างจากโรงเรียนสาธิต ซึ่งพบว่า เด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป เริ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้กันอย่างแพร่หลาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ โรงเรียนไม่ได้รีบตอบสนองด้วยการ “ห้าม” หรือ “ลงโทษ” ทันที แต่พยายามตั้งสติและมองให้ลึกกว่าเดิมว่า เทคโนโลยีเหล่านี้อาจเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้” รูปแบบใหม่
“ผู้ใหญ่จำนวนมากรีบตัดสินว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องลบสำหรับเด็ก แต่ไม่ได้มองว่ามันอาจเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ได้”
แต่ก็ยอมรับว่า เทคโนโลยีก็มี “กับดัก” มากมาย ทั้งการดึงเวลา การทำให้เสียสมาธิ หรือการนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เด็กยุคใหม่ก็เติบโตมากับสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ตั้งคำถาม “ห้ามมือถือ” ได้ผลจริงหรือไม่
อีกประเด็นที่ รศ.อนุชาติ ตั้งคำถาม คือ แนวคิดเรื่องการจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ซึ่งแม้จะดูเป็นมาตรการที่ “ดี” และได้รับการสนับสนุนจากสังคม แต่คำถามสำคัญคือ “ได้ผลจริงหรือไม่”
เขามองว่า แม้โรงเรียนจะห้ามใช้มือถือได้ในช่วงเวลาเรียน แต่เมื่อเด็กกลับบ้าน ผู้ปกครองจำนวนมากก็ไม่สามารถควบคุมการใช้มือถือของลูกได้จริงอยู่ดี
ดังนั้น การห้ามในโรงเรียนอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราว และไม่ได้ตอบคำถามสำคัญว่า “การตั้งใจเรียนของเด็ก เท่ากับการไม่มีมือถือหรือไม่”

จาก “สิ่งต้องห้าม” สู่ “เครื่องมือเรียนรู้”
รศ.อนุชาติ เล่าว่า โรงเรียนสาธิตที่ตนทำงานอยู่ เปิดโอกาสให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตในห้องเรียน เพราะมองว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ได้จริง ตัวอย่างเช่น ในวิชาวิทยาศาสตร์ ครูสามารถให้นักเรียนค้นข้อมูล ทดลอง หรือหาคำตอบระหว่างเรียนได้ทันทีผ่านอุปกรณ์ของตนเอง ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น
เขามองว่า เด็กยุคใหม่มีทักษะการค้นคว้าผ่านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าคนรุ่นก่อน และหลายครั้งสามารถค้นข้อมูลได้หลากหลายกว่าตำราหรือความรู้ของครูเสียอีก “เผลอ ๆ มันเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ดีกว่าตำราของครูด้วยซ้ำ” รศ.อนุชาติ กล่าว
“คลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่” ที่ระบบการศึกษาหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักการศึกษารายนี้มองว่า ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ “คลื่นเทคโนโลยีลูกที่ 5” ที่เปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ทั้งหมด และระบบการศึกษาไม่สามารถปฏิเสธมันได้ โดยเปรียบเทียบว่า มนุษย์ไม่สามารถปฏิเสธการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตได้ เช่นเดียวกับที่วันนี้ไม่สามารถปฏิเสธ AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัลได้เช่นกัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ “ห้ามหรือไม่ห้าม” แต่คือ “จะอยู่กับมันอย่างไร” โดยเฉพาะการสร้างทักษะ “กำกับตนเอง” ให้เด็กสามารถรู้ว่า เมื่อใดควรใช้มือถือ และเมื่อใดควรวางมันลง
ห่วงเด็ก “ก๊อปคำตอบจาก AI” เชื่อทันทีโดยไม่คิดวิเคราะห์
อีกความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้เด็กมี “จริยธรรมทางปัญญา” หรือ Ethical Mind ในการใช้ AI และข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
รศ.อนุชาติ ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การใช้ AI ค้นข้อมูล แต่คือการ “คัดลอกคำตอบ” มาใช้งานทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ หรือตรวจสอบ โดยมองว่า ระบบการศึกษาในอนาคตควรเปลี่ยนจากการวัด “คำตอบที่ถูกต้อง” ไปสู่การวัดว่า เด็กมีวิธีแสวงหาความรู้อย่างไร หรือที่เรียกว่า “Learn How to Learn”
เตือนรัฐ “อย่าใช้ TikTok แบบสแตนด์อโลน”
แม้จะไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ รศ.อนุชาติ เตือนว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องอธิบายให้ชัดว่า จะใช้ TikTok ในบริบทใด และมีขอบเขตอย่างไร
เขาระบุว่า สิ่งแรกที่รัฐต้องทำ คือ การสื่อสารให้ชัดเจนว่าความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายอะไร เพราะปัจจุบันสังคมยังเห็นภาพกว้าง ๆ เท่านั้น ขณะเดียวกัน เขาเตือนว่า ไม่ควรใช้ TikTok หรือแพลตฟอร์มใด “แบบสแตนด์อโลน” โดยไม่เชื่อมโยงกับระบบการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ
ชี้ “ธุรกิจการศึกษา” ไม่ได้มีอะไรฟรี
รศ.อนุชาติ ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า ภาครัฐต้องตระหนักด้วยว่า บริษัทเทคโนโลยีมีเป้าหมายทางธุรกิจ และ “การศึกษา” ถือเป็นตลาดสำคัญของบริษัทเหล่านี้
“นักธุรกิจย่อมหวังจะเข้ามาในเรื่องการศึกษา เพราะมันเป็นตลาดของเขา ไม่มีอะไรฟรี และไม่มีอะไรที่ไม่มีผลกระทบ”
ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องมีความรอบคอบในการกำหนดกรอบความร่วมมือ ทั้งในมิติข้อมูล ความปลอดภัยของเด็ก การออกแบบเนื้อหา และผลกระทบระยะยาวต่อระบบการศึกษา
ทางออกไม่ใช่ “แบน” แต่ต้องสร้าง “ความรู้เท่าทัน”
สำหรับกระแสที่บางฝ่ายยกตัวอย่างหลายประเทศที่ออกมาตรการจำกัดหรือแบนการใช้แพลตฟอร์มบางประเภท เพราะกังวลเรื่องสมาธิสั้นหรือผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กนั้น รศ.อนุชาติ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความรู้เท่าทัน” หรือ Literacy
เขาอธิบายว่า โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือ เด็ก ครู และผู้ปกครอง “เท่าทัน” การใช้งานหรือไม่ เพราะในความเป็นจริง เด็กยุคใหม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว แม้จะปิดกั้นช่องทางหนึ่ง เด็กก็อาจย้ายไปใช้อีกช่องทางหนึ่งแทน
ดังนั้น สิ่งที่สังคมต้องทำควบคู่กัน คือ การสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่มีทางเลือกอื่นให้เด็ก ทั้งกิจกรรมสร้างสรรค์ การเรียนรู้นอกห้องเรียน และพื้นที่พัฒนาตัวเองที่ไม่พึ่งพาโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว
“สังคมไทยยังตั้งคำถามไม่ลึกพอ”
ในช่วงท้าย รศ.อนุชาติ สะท้อนว่า ปัญหาสำคัญของสังคมไทย คือ การถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีมักหยุดอยู่เพียง “ปลายทาง” เช่น ควรแบนหรือไม่แบนมือถือ แต่ไม่ได้ย้อนกลับไปตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับระบบการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมของเด็ก
เขามองว่า หากสังคมยังมองเทคโนโลยีเป็นเพียง “ปัญหาเฉพาะหน้า” โดยไม่มองภาพรวมของระบบนิเวศการศึกษา การถกเถียงก็จะวนอยู่กับประเด็นเดิมโดยไม่สามารถหาคำตอบที่ยั่งยืนได้
