มหาดไทยออกใบอนุญาตใช้วัตถุระเบิดให้ บ.ไทยคาลิ ท่ามกลางข้อกังวลการลักลอบใช้ระเบิด นักวิชาการชี้ผลกระทบเกิดหลังโครงการเหมืองแร่ แต่ กพร. ยังอ้างข้อมูลไม่รอบด้าน

25 ม.ค. 69 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด รายงานว่า เมื่อวันที่19 ม.ค. 2569 ได้มีการเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานตรวจสอบผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทช อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา โดยในการประชุมครั้งนั้นตัวแทนฝ่ายปกครองจังหวัดได้นำเสนอข้อมูลการขออนุญาตซื้อ มี ใช้ และขนย้ายวัตถุระเบิดของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด
ซึ่งพบข้อมูลว่า กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแจ้งลงวันที่ 7 พ.ย. 2568 อนุมัติใบอนุญาตดังกล่าว
ด้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดตั้งคำถามต่อการออกใบอนุญาตดังกล่าว โดยระบุว่า ในช่วงที่มีการร้องเรียนและมีการแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบใช้วัตถุระเบิดของบริษัทเมื่อปี 2561 หน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบภายใน เหตุใดจึงสามารถอนุญาตให้บริษัทที่อยู่ระหว่างการสอบสวนกลับมาใช้วัตถุระเบิดได้อีกครั้ง
อีกทั้ง ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ระบุว่า มีหลักฐานจาก มณฑลทหารบกที่ 21 ยืนยันว่าบริษัทพิพาทมีการเบิกจ่ายวัตถุระเบิดไปใช้งาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการลักลอบใช้วัตถุระเบิดโดยไม่มีมาตรการความปลอดภัย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผิดเงื่อนไขแนบท้ายประทานบัตร
ผลตรวจยืนยันผลกระทบจากเหมือง ชาวบ้านเรียกร้องระงับใช้ระเบิด
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน พบว่า โซเดียมคลอไรด์มีค่าความเข้มข้นสูงกว่ามาตรฐานถึง 3 เท่า และพบการปนเปื้อนของโพแทสเซียมคลอไรด์ในรัศมีประมาณ 2 กิโลเมตรรอบโครงการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง และจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูพื้นที่อย่างเร่งด่วน
ต่อมาผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิรันดร์ คงฤทธิ์ มหาวิทลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า จากข้อมูล Baseline data ที่เปรียบเทียบทั้งหมดควรจะเอาข้อมูลก่อนมีโครงการในปี 2556 ตามรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาใช้เปรียบเทียบ และเมื่อมีการนำข้อมูลผลการตรวจของคณะทำงานมาเทียบแล้วปรากฏว่า ค่าของโซเดียมคลอไรด์ในพื้นที่สูงขึ้นถึง 3 เท่า และปริมาณโพแทสเซียมก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จากผลการวิเคราะห์ของทางฝั่งนักวิชาการ ประกอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าผลกระทบเกิดจากโครงการเหมืองแร่โปแตช กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ จึงขอให้ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าผลกระทบมาจากโครงการเหมืองแร่ แต่ทางฝั่งหน่วยงานราชการต่างๆกลับบ่ายเบี่ยง หลายหน่วยงานเลือกที่จะปิดปากไม่ยอมเสนอความคิดเห็น ส่วนทางด้าน กพร. และหน่วยงานภายใต้การควบคุมของ กพร. กลับอ้างว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ แต่ก็ไม่มีข้อมูลใดมาหักล้างข้อมูลของฝั่งชาวบ้านและนักวิชาการ
โดยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯได้มีข้อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับยับยั้งใบอนุญาตใช้วัตถุระเบิดเอาไว้ก่อน จนกว่าหน่วยงานต่างๆจะตรวจสอบการลักลอบใช้วัตถุระเบิดเมื่อปี 2561 แล้วเสร็จ และในส่วนของการทำเหมืองนั้นขณะนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังคงเกิดอย่างต่อเนื่องและกระจายตัวเป็นวงกว้าง จึงควรระงับการดำเนินการขุดอุโมงค์เอาไว้ก่อน จนกว่าจะหยุดผลกระทบเอาไว้ได้
ด้านประธานในที่ประชุมได้อ้างว่าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีอำนาจพอที่จะทำตามข้อเสนอของชาวบ้าน ทำได้เพียงส่งผลการประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯจึงขอให้ที่ประชุมได้บันทึกไว้ในรายงานให้ครบถ้วนว่าชาวบ้านในพื้นที่มีข้อเรียกร้องอย่างไร
หลังการประชุม สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯหลายคนเกิดความกังวลอย่างยิ่ง ไม่คาดคิดมาก่อนว่ากระทรวงมหาดไทยจะออกใบอนุญาตให้แก่บริษัทฯโดยที่ไม่สนใจข้อร้องเรียนของชาวบ้านอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ชาวบ้านได้ไปยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งหลายหน และหน่วยงานราชการก็ช่วยกันปกปิดข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทฯมาโดยตลอด
Baseline data ไร้ความน่าเชื่อถือ ตั้งคำถามความเป็นอิสระของบริษัทตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) พยายามผลักดันให้มีการเปรียบเทียบผลการตรวจสอบของคณะทำงานฯ กับข้อมูล Baseline data ที่บริษัทไทยคาลิแจ้งไว้กับ กพร. ซึ่งกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดใช้เวลากว่า 1 ปีจึงได้รับข้อมูลดังกล่าว และพบความผิดปกติหลายประการ

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ตัวแทนกลุ่มฯ ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระของบริษัท ซี อี แล็บ แอนด์ คอนเซ้าท์ติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ตรวจเก็บตัวอย่างดิน น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน โดยพบว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 และมีที่ตั้งอยู่เลขที่เดียวกับบ้านของเจ้าของบริษัทไทยคาลิ จึงเกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสของข้อมูลที่จัดทำขึ้น
ด้าน นายกุมพล รามรังสฤษฎ์ ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6 (สรข.6) ชี้แจงว่า บริษัทดังกล่าวเป็นของน้องภรรยาเจ้าของบริษัทไทยคาลิ และเป็นบริษัทที่ผู้ประกอบการเสนอให้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบ โดยมีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้รับรอง
กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูล Baseline data ในปี 2560 มีการตรวจน้ำผิวดินเพียง 6 จุด และไม่มีการตรวจแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่ อีกทั้งพบว่าการตรวจวิเคราะห์บางส่วนดำเนินการก่อนที่ห้องปฏิบัติการจะจดทะเบียนและได้รับการรับรองตามกฎหมาย
อาภา หวังเกียรติ นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า หากข้อมูล Baseline data ถูกจัดทำขึ้นก่อนที่ห้องปฏิบัติการจะได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ย่อมสะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวขาดคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าเชื่อถือ
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในที่ประชุมก็ได้ย้ำชัดเจนแล้วว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความเค็มตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางสังคม ที่ปรากฏให้เห็นด้วยตา หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ย้ำให้เห็นชัดเจนว่าผลกระทบมาจากเหมืองแร่ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉย กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯก็จะดำเนินการร้องเรียนและเอาผิดในทุกช่องทาง และจะไม่ยอมให้มีการขนวัตถุระเบิดเข้ามาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด
อ้างอิง : เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช
