กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ชี้ เหมืองทำระบบนิเวศพัง ผลกระทบยังไม่ได้รับการเยียวยา เรียกร้องปิดเหมือง-เพิกถอนใบอนุญาต พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว
วันนี้ (3 เม.ย. 69) ผู้ฟ้องคดีในนามตัวแทน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” มอบอำนาจให้นักกฎหมาย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM) ยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อศาลปกครองนครราชสีมา ประกอบด้วย
- อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
- คณะกรรมการแร่
- คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา EIA เหมืองแร่
- อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา
- ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6
- อบต.หนองไทร
- เทศบาลตำบลหนองบัวตะเกียด
- อบต.โนนเมืองพัฒนา
- นายอำเภอด่านขุนทด
- ปลัดกระทรวงมหาดไทย
โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติเห็นชอบรายงาน EIA และการอนุญาตเปลี่ยนแปลงแผนผังและวิธีการทำเหมือง รวมถึงใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดในการทำเหมือง และมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ควบคุม กำกับ และมีคำสั่งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขการดำเนินการที่ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ ความเสียหาย หรืออันตรายที่มีผลกระทบต่อบุคคล และสิ่งแวดล้อม และให้จัดทำแผนและดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและต้องให้ผู้ฟ้องคดีและชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและติดตามตรวจสอบด้วย

การฟ้องคดีครั้งนี้สืบเนื่องจากความเดือดร้อนเสียหายที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองไทรซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณพื้นที่ขุดเจาะอุโมงค์เหมืองโปแตช ประมาณ 3 กิโลเมตร พบว่า บ้านเรือนเกิดคราบขาวเกล็ดเกลือเกาะตามผนังและพื้นบ้าน จนผนังบ้านสึกกร่อนเป็นรู ต่อมาในปี 2568 วิกฤตความเค็มกระจายตัวเป็นวงกว้างจนลุกลามมาถึงพื้นที่ตำบลหนองบัวตะเกียดที่อยู่ห่างออกมาอีก
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 และ 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและดินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบว่า มีค่าระดับความเค็มในน้ำที่สูงเกินมาตรฐาน วัดได้ 82,350 TDS จากเกณฑ์มาตรฐานน้ำปกติที่ค่าไม่ควรเกิน 1,000 TDS ความเค็มรุนแรงส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถทำเกษตรกรรม ต้นไม้ พืชผลล้มตาย รวมถึงต้องหาแหล่งน้ำจากที่อื่นเพื่อใช้ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจนยากจะหวนกลับมาดังเดิม
อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยข้อมูลเชิงประจักษ์จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเมื่อปี 2566 ระบุว่า ค่าความเค็มในแหล่งน้ำตำบลหนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองโปแตช สูงถึง 100 ppt ซึ่งหากเทียบกับน้ำทะเลที่มีความเค็มเฉลี่ย 35 ppt เท่ากับน้ำที่นี่เค็มกว่าทะเลถึง 3 เท่า แม้จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักซึ่งควรจะมีการเจือจางแต่ค่าความเค็มกลับไม่ลดลง จนเครื่องมือตรวจวัดเกือบอ่านค่าไม่ได้ และเห็นภาพต้นไม้ยืนต้นตายเกลื่อน
อาภา ชี้ชัดว่าปัญหาใหญ่เริ่มจากรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกจากยุค คสช. ซึ่งทำให้สิทธิประชาชนถอยหลังไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาก ฝ่ายบริหารมองแต่เรื่องการขุดทรัพยากรแร่มาใช้โดยอ้างตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ไม่สนความยุติธรรมและผลกระทบที่เกิดกับชาวบ้าน
“รัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ต้องมี สสร. 200 คนที่มาจากประชาชน 100% เพื่อบรรจุเรื่องสิทธิสิ่งแวดล้อมเข้าไปให้ชัดเจน และต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าแร่ใต้ดินไม่ใช่ทองคำถ้ามันสร้างความเสียหายบนดิน”
อาภา หวังเกียรติ

สุภาภรณ์ มาลัยลอย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ระบุเหตุผลในการยื่นฟ้องครั้งนี้ ว่า รายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ขาดความโปร่งใสมาตั้งแต่ต้น โดยครั้งแรกของกระบวนการจัดทำ EIA เริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีการให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ยอมแก้ไขมาตรการตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านต่อมามีการยื่นเปลี่ยนแปลงรายงาน EIA โดยไม่รับฟังเสียงชาวบ้านอีกเช่นเคย นำมาสู่การอนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิด ในโครงการ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมหาศาลต่อผลกระทบในพื้นที่
สุภาภรณ์ ย้ำว่า ที่ผ่านมาคำพูดของกระทรวงหรือนโยบายรัฐบาลเรื่องความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเพียงวาทกรรมที่ว่างเปล่า เพราะในความจริงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนกลับ ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ สุภาภรณ์ เน้นย้ำคือ การร้องขอให้ศาลลงพื้นที่เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมระบุว่า ความหวังในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กระบวนการยุติธรรมไทยโดยเธอคาดหวังว่าคำพิพากษาในคดีนี้จะนำไปสู่การกำหนดกติกาและนโยบายที่เข้มข้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การเยียวยาเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
“ที่สำคัญต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรให้ชัดเจน และต้องระบุให้ชัดว่าประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีนี่คือความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เราต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความฝันในกระดาษ”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย
ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาจนถึงปัจจุบัน แต่จากการรวมตัวกันใช้สิทธิของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดร้องเรียนคัดค้านและติดตามตรวจสอบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่า ตามรายงาน EIA ของโครงการฉบับเดิมปี 2557 ระบุว่าไม่มีการใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมือง แต่กลับมีหลักฐานว่าในปี 2559 บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดสำหรับการทำเหมือง และต่อมาในปี 2565 บริษัทจึงได้ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองและขอแก้ไขรายงาน EIA โดยการขออนุญาต สร้างอุโมงค์แนวดิ่ง ด้วยวิธีการใช้วัตถุระเบิดเปิดอุโมงค์ โดยที่ชุมชนไม่เคยมีการให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต่อมาในปี 2568 นายอำเภอด่านขุนทดโดยการอนุมัติจากปลัดกระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตให้บริษัทใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมืองได้ท่ามกลางข้อมูลผลกระทบและการร้องเรียนคัดค้านของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ถูกเพิกเฉย
ขณะที่ สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) บอกว่า ในการฟ้องคดีครั้งนี้ได้ทำการรวบรวมประเด็นและเอกสารการตรวจสอบจากหน่วยงานที่น่าจะชี้ชัดได้แล้วว่าผลกระทบเกิดจากการทำเหมืองเพื่อนำมายื่นต่อศาล ขณะเดียวกันก็ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้มีการทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่ให้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการที่ให้มีการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่งโดยการใช้วัตถุระเบิดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาจนถึงที่สุด
“เราถึงหวังว่าศาลจะพิจารณาคุ้มครองชั่วคราวโดยการมีคำสั่งทุเลาการบังคับตาม คำสั่งที่ให้ให้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการและทุเลาการบังคับตามใบอนุญาต ให้ใช้วัตถุระเบิดไว้ก่อน เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักป้องกันไว้ก่อนและไม่ให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบที่ยากแก่การเยียวยาได้ในภายหลังเนื่องจากในปัจจุบันชุมชน กำลังได้รับผลกระทบอยู่และผลกระทบนั้นจะมีการขยายพื้นที่วงกว้างออกไปอีก”
สุทธิเกียรติ คชโส
โดยกระบวนการหลังยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่และ หน่วยงานรัฐ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวศาลก็จะพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องว่าจะมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ทั้งนี้ยังต้องพิจารณาคำร้องที่ชุมชนขอให้คุ้มครองชั่วคราวด้วยการทุเลาการบังคับตามคำสั่งโดยศาลจะส่งให้คู่กรณีทำคำคัดค้านหรือมีการไต่สวนตามคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลต่อไปด้วย นอกจากนี้ศาลอาจพิจารณาให้มีการเรียกบริษัทเอกชนเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วย

จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวถึงการทำงานของหน่วยงานราชการว่าเพิกเฉยและยังกดดันให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นคนหาหลักฐานพิสูจน์มลพิษเอง
ทั้งที่รัฐเป็นคนออกใบอนุญาตประทานบัตรตั้งแต่ปี 2558 จงดี ยังได้สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยตนเองโดยเธอระบุว่า กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้ต่อสู้ไปถึงกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้ถึงหน้ากระทรวงอุตสาหกรรม
“เราไปนอนอยู่ที่นั่นหลายวันเพื่อรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้เราแต่สิ่งที่พวกเราได้รับกลับมาคือการตัดน้ำตัดไปพวกเรา ซ้ำร้ายมีการแอบอนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิดในพื้นที่ ทั้งที่ในรายงาน EIA ฉบับเดิมไม่อนุญาตให้ใช้ เราเจ็บทุกครั้งที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่รัฐกลับปฏิบัติไม่ชอบธรรมกับเรา รัฐไปอนุญาตให้เขาใช้ระเบิดหลังจากเราไปร้องเรียนมหาดไทยได้ไม่กี่วัน นี่มันคือการเลือกปฏิบัติ”
จงดี มินขุนทด
พิริยะกร ดีขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ระบุถึงความพยามในการให้ตรวจสอบผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชในระดับท้องถิ่น โดย พิริยะกร ระบุทันทีที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชได้พยายามใช้กลไกท้องถิ่นเช่นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในการต่อสู้เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาแต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมากลับคือความเงียบ และมีสมาชิกของกลุ่มถูก อบต.ฟ้องร้องดำเนินคดี
“เมื่อประชาชนเดือดร้อนและฟ้องร้องไปเรื่องกลับเงียบกริบ แต่พอชาวบ้านพูดความจริงกลับถูกนำตัวขึ้นศาล”
พิริยะกร ดีขุนทด
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดระบุพร้อมฝากถึงศาลให้ลงพื้นที่เดินเผชิญสืบ ดูซากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการพิจารณคดีเพื่อให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ได้ฉายภาพการต่อสู้ที่ก้าวข้ามผ่านการเรียกร้องในระดับบริหาร ไปสู่การใช้ อำนาจตุลาการ เป็นเครื่องมือในการกอบกู้สิทธิชุมชน โดยเธอให้รายละเอียดการพิสูจน์อำนาจครั้งนี้ไว้ว่าที่ผ่านมากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าอำนาจฝ่ายบริหารนั้นพึ่งพาไม่ได้ เธอไล่เรียงว่าชาวบ้านยื่นหนังสือมาแล้วทุกระดับ ตั้งแต่ อบต. อุตสาหกรรมจังหวัด ไปจนถึงบุกทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้กลไกสภาผ่านกรรมาธิการ สส. และ สว.

เธอย้ำว่า เราพิสูจน์มาหมดแล้วว่าฝ่ายบริหารมีแต่ความเพิกเฉย เมื่อคุณละเลยหน้าที่ เมื่อคุณทำหูทวนลมกับเสียงร้องไห้ของชาวบ้าน สนามเดียวที่เหลืออยู่คือสนามอำนาจตุลาการ เราต้องใช้บทเรียนจากความล้มเหลวของราชการมาเป็นหลักฐานฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อดัดหลังระบบรัฐราชการที่เกียร์ว่างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุน
จุฑามาส ย้ำถึงหัวใจสำคัญคือ การนำเรื่องเข้าสู่ศาลไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษในพื้นที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องทั้งระบบ เธอมองว่านี่คือบทพิสูจน์ว่าตุลาการจะกล้าหาญพอที่จะคุ้มครองสิทธิชุมชนเหนือผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนหรือไม่
“เราไม่ได้สู้แค่กับเหมืองที่นี่แต่เรากำลังฟ้องเพื่อล้มกระดานวิธีการบริหารทรัพยากรของรัฐที่มองคนเป็นแค่เบี้ยเราต้องการใช้ศาลเป็นพื้นที่ทวงคืนอำนาจในการจัดการทรัพยากรที่รัฐขโมยไปจากมือประชาชนเราฝันถึงตุลาการที่มองไกลไปกว่าระเบียบราชการที่ตกต่ำ เราอยากเห็นศาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ใช่แค่การตัดสินถูกผิดตามตัวอักษรที่รัฐแอบแก้ไขเพื่อเอาใจเหมือง แต่เป็นการตัดสินบนยอดของสิทธิมนุษยชน เพื่อพิสูจน์ว่าศาลจะยืนอยู่ข้างชีวิตคนหรือยืนอยู่ข้างบริษัทที่ทำให้มลพิษเป็นเรื่องธรรมชาติ”
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ
จุฑามาส ย้ำด้วยว่า การฟ้องร้องครั้งนี้คือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งชีวิตของคนไทยต้องดีกว่านี้ได้ และหนึ่งในเป้าหมายคือการต่อสู้ให้เกิดการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ระบุชัดเจนว่าประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

“เราจะไม่ยอมปรับภาระการปกป้องโลกมาเป็นของกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดฝ่ายเดียว แต่เราจะใช้บทพิสูจน์ในศาลครั้งนี้เป็นแรงกระเพื่อมให้สังคมโลกเห็นว่า ระบบรัฐราชการไทยต้องเปลี่ยนแปลง และสิทธิในลมหายใจและแผ่นดินที่สะอาดต้องถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ได้”
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ
ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ จาก PI ระบุวว่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครองและเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อไทยดำรงตำแหน่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยิ่งต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาภายในประเทศให้สมศักดิ์ศรีระดับสากล ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องออกมาสู้ตายเพียงลำพัง เธอทิ้งท้ายว่า เวทีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดี แต่คือคำถามต่อทั้งสังคมว่าตุลาการจะยืนอยู่ข้างความยุติธรรมของประชาชนได้หรือไม่
