สร้างอคติต่อชุมชนคนอยู่กับป่า หวั่นสร้างความขัดแย้ง รัฐ-ชุมชนบานปลาย ฤดูฝุ่นมีทุกปี จำเป็นต้องมีแผน-มาตรการจัดการเป็นระบบครอบคลุมทุกปัจจัยต่อเนื่อง
4 พ.ค.69 ธารา บัวคำศรี นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้อำนวยการ Greenpeace Thailand ให้สัมภาษณ์กับ The Active ถึงมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นไปที่ Zero Burning หรือ มาตรการห้ามเผา ใช้เรื่องจุดความร้อน เป็นตัวชี้วัดนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่น Pm 2.5 ได้ตรงจุด
เพราะเรื่องของฝุ่น PM 2.5 มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย หลายกิจกรรมของมนุษย์ ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น ควันที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิล ควันจากการจราจร หรือแม้แต่กิจกรรมในครัวเรือน การประกอบอาหาร การบริโภคเนื้อสัตว์ ที่อาหารสัตว์มาจากพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวที่มีการเผา ซึ่งต้องมีนโยบาย แผนการจัดการปัญหาที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมและเป็นระบบ
“ การแก้ปัญหาของรัฐด้วยตัวชี้วัดของจุดความร้อน จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือเฉพาะหน้าเท่านั้น เป็นนโยบายที่ล้าหลัง เพราะใช้มานานหลายสิบปี แต่กลับไม่เคยแก้ปัญหาได้จริง ” ธารา กล่าว


หากดูภาพรวมสถานการณ์จุดความร้อน ในช่วงที่ค่า PM 2.5 สูงมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาอาเซียน พบว่า ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว และเมียนมาร์ ในพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว รวมถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่เป็นปัญหามีการขยายตัวขยายพื้นที่อย่างมากรวมทั้งในประเทศไทย และจากสถิติในหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งปัจจุบัน ชัดว่า จุดความร้อนในไทยน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
และแม้จะมีการออกมาโต้แย้ง บอกทิศทางลมไม่พัดพาฝุ่นข้ามแดนมาไทย กลับมีหลักฐานชี้ เพราะเชียงรายแม้พบจุดความร้อนน้อยมาก แต่ประชาชนกลับยังเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ชัดเจนในปัญหาฝุ่นข้ามแดน
ขณะที่ในไทยพบจุดความร้อนมาก ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการออกมาให้เหตุผลหรือสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟว่ามาจากการเผาป่า เก็บเห็ด ล่าสัตว์ของชาวบ้านแบบเหมารวมนั้น ก็ดูจะไม่เป็นธรรมและยิ่งสร้างความขัดแย้งและอคติต่อชุมชนคนอยู่กับป่า ทั้งที่อีกด้านพวกเขามีวิธีการในการทำแนวกันไฟ จัดการเชื้อเพลิงและมีระบบเกษตร ที่ใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาในการรักษาทรัพยากร รักษาป่าให้คงอยู่ อย่างไร่หมุนเวียน
อาจจะช้าไปที่จะยกเลิกมาตรการนี้ในปีนี้ แต่เห็นว่ามาตรการนี้ควรถูกยกเลิก และใช้เรื่องชุมชนกับการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหา
พื้นที่รัฐดูแล มีจุดความร้อนสูงกว่าในพื้นที่ชุมชนดูแลจัดการ และจะเห็นว่า มักโยนสาเหตุที่ง่ายที่สุดเหมารวมว่า ชาวบ้านหาของป่า ล่าสัตว์ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างมาก การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรที่จะยกเลิกตัวชี้วัดเดิม แล้วดึงชุมชนมามีส่วนร่วม และต้องจัดการที่ต้นเหตุโครงสร้างพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวที่ขยายตัวของกลุ่มทุนเกษตร
“มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรอดตัวเสมอ ก็คือคนที่เป็นตัวการใหญ่ ส่งเสริมการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว เกษตรกรรมที่นำไปสู่การทำลายป่า ที่เรายังไม่สามารถที่จะจับตัวได้ ไม่สามารถที่จะจัดการได้และไม่มีใครที่จะเข้าไปกล้าแตะ เพราะเขาอยู่เหนือการกำกับดูแล มีอำนาจ มีทุนที่จะเข้าถึงมีอิทธิพลทางการเมือง มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ซึ่งอันนี้ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่บีบรัดประชาชนทำอะไรไม่ได้ ต้องเข้าสู่เกษตรถาวร เกษตรที่ต้องปลูกพืชเศรษฐกิจ สุดท้ายก็วนเวียนอยู่แบบนี้ ” ธารา กล่าว

อดีตผู้อำนวยการ Greenpeace Thailand ยังยกตัวอย่างต่างประเทศ ที่มีนโยบายให้ชุมชนมีส่วนร่วมการบริหารจัดการทรัพยากร และเพิ่มพื้นที่ป่ามากขึ้น
“ เนปาล เจอทั้งไฟ ทั้งเกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาต่างๆนานา แต่พอมีการเปลี่ยนนโยบาย โดยรัฐบาลยืนยันตลอดว่า ป่าเป็นของชุมชน และมีการจัดการร่วม เป็นการจัดการร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน และผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน ทำให้พื้นที่ป่าของเนปาล อยู่ได้อยู่อย่างสมดุล พื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น คือจัดการที่ไม่ใช่กีดกันชาวบ้านออก เพราะการชี้นิ้วว่าชาวบ้านมันจะกลายเป็นหายนะ นโยบายแบบนี้ต้องเลิกล้ม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หรือวิธีการที่ผ่านมาที่กระทรวงมหาดไทยเข้าไปใช้การวัดจุดความร้อนอย่างเดียวจะต้องมีการรื้อใหม่หมด และต้องยืนยันว่าต้นเหตุสำคัญของเรื่องนี้มันคือไฟเลว ที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวเกษตรอุตสาหกรรมการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่มีผลประโยชน์ตกกับคนไม่กี่กลุ่ม ” ธารา กล่าว
อดีตผู้อำนวยการ Greenpeace Thailand ยังเห็นว่าการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องมีแผนการจัดการที่ครอบคลุมทุกสาเหตุ สำคัญคือมีกลไกกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และระยะยาวต้องมีการกระจายอำนาจ ในการเลือกตั้งผู้ว่า เพื่อให้เป็นตัวแทนคนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหา เปิดส่วนร่วมการจัดการของทุกฝ่าย รวมทั้งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่
